‘เลขาธิการกพฐ.’ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมร.ร.ในสุราษฎร์ฯ ย้ำการสร้างความสุขให้ผู้เรียน-แก้ปัญหาเด็กดร็อปเอาต์

8.11.24 | 10:42 น.

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมโรงเรียนในจังหวัดสุราษฏร์ธานี ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้เดินทางมาจรวจเยี่ยมโรงเรียนวัดสมหวัง ซึ่งถือว่าเป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพ และมีจุดเด่นอยู่หลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องของโครงงานคุณธรรม นักเรียนสามารถนำโครงงานมาใช้เป็นวิถีชีวิตในการเรียน อีกทั้งยังได้เดินทางไปตรวจนโยบาย สุขาดีมีความสุข ของพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งได้มีการกำชับไปยังผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาและผู้อำนวยการโรงเรียนให้มีการปรับปรุงห้องสุขาให้มีความสะอาด ถูกสุขอนามัย เพื่อให้นักเรียนได้ใช้ห้องน้ำที่ดีและฝึกนิสัยในการดูแลห้องน้ำให้สะอาด ทั้งนี้ได้เน้นย้ำไปยังผู้บริหารสถานศึกษาในเรื่องของการทำให้นักเรียนมีความสุขอยากเดินทางมาเรียน ทำโรงเรียนให้น่าอยู่ เป็นสถานที่แห่งความปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนทุกคนได้ เรียนดีมีความสุข ตามนโยบายหลักของศธ.

ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวต่อว่า โรงเรียนที่2ที่เดินทางไปตรวจเยี่ยมคือโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา 2 ซึ่งได้มีการนำเสนอห้องน้ำตามนโยบาย สุขาดีมีความสุขให้กับผู้ตรวจเยี่ยม โดยกลุ่มตัวแทนยังได้บอกกับคณะผู้ตรวจเยี่ยมว่ารู้สึกดีใจที่ได้ทำตามนโยบายนี้เพราะทำให้มีความสุขในการมาเรียน มีความสุขที่ได้ใช้ห้องน้ำที่สะอาดและได้ฝึกระเบียบการดูแลห้องน้ำซึ่งจะเป็นนิสัยติดตัวของนักเรียนอีกด้วย จุดเด่นของโรงเรียนนี้อีกอย่างหนึ่งคือมีห้องเรียนสะเต็มศึกษา  ซึ่งการเรียนจะเป็นการนำปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนมาให้นักเรียนได้ออกแบบแนวทางการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือต่างๆมาทดลองใช้ในห้องเรียนก่อนจะออกไปใช้จริงในชุมชน โดยโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา 2 ถือว่ามีระบบการบริหารที่ดีและมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นทุกปีจึงอยากให้คงแนวทางการบริหารนี้ไว้ควบคู่กับการทำตามนโยบายเรียนดีมีความสุขต่อไป

“ทั้งนี้จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในจังหวัดสุราษฏร์ธานีมีเด็กหลุดออกจากระบบประมาณ 30 คนจากจำนวนเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาทั้งจังหวัดกว่า  60,000 คน  ซึ่งถือว่ามีจำนวนน้อยมากเนื่องจากจังหวัดนี้มีโรงเรียนกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเด็กที่หลุดออกจากระบบอาจจะมาจากปัจจัยที่เกี่ยวกับการอพยพย้ายถิ่นฐานของผู้ปกครอง เช่น บนเกาะสมุยที่ผู้ปกครองจะมีการอพยพย้ายถิ่นฐานตามฤดูกาล ทำให้เด็กต้องย้ายตามจนไม่สามารถอยู่โรงเรียนได้ส่งผลให้หลุดออกจากระบบ ซึ่งหน้าที่ของสพฐ.คือการคิดค้นระบบในการย้ายสถานศึกษาของเด็กให้มีความสะดวกสบาย โดยอาจจะเป็นการส่งต่อไปยังหน่วยงานอื่น เช่น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ไม่จำเป็นจะต้องเป็นสถานศึกษาในสังกัดสพฐ.เพื่อให้เด็กได้เรียนอย่างต่อเนื่องไม่ตกหล่นระหว่างทาง”เลขาธิการกพฐ. กล่าว

Advertisement