กลุ่มทวงคืนโพธิสัตว์ถามแรง ไหน ‘กรมศิลป์’ ว่าต้องใช้ ‘ภาพถ่าย’ โชว์ศาลนอก ชี้ เขมรไม่มี ยังทวงได้ใน 153 วัน

ทนงศักดิ์ หาญวงษ์

เมื่อวันที่ 22 เมษายน นายทนงศักดิ์ หาญวงษ์ นักวิชาการอิสระ สมาชิกกลุ่มสำนึก ๓๐๐ องค์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อเรียกร้องทวงคืนโบราณวัตถุไทยจากพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณีการทวงคืนประติมากรรมโพธิสัตว์สัมฤทธิ์ กลุ่มประโคนชัย ซึ่งเชื่อว่าพบที่ปราสาทปลายบัด จ.บุรีรัมย์ จากต่างประเทศ แต่ยังไม่มีความคืบหน้าจากกรมศิลปากร โดยมีการระบุหลายครั้งว่าขาดหลักฐานโดยเฉพาะภาพถ่ายยืนยันว่าโบราณวัตถุดังกล่าวเคยอยู่ในประเทศไทยจริง (คลิกอ่านข่าว กลุ่มทวงคืนโพธิสัตว์ฯ โวย เขมรใช้ 153 วันได้คืนจากอังกฤษ ไทย 400วันไม่คืบ แนะกรมศิลป์เร่งกู้ชื่อเสียงตัวเอง)

นายทนงศักดิ์ กล่าวว่า จากกรณีล่าสุดที่ประเทศกัมพูชา สามารถขอคืนเครื่องทองซึ่งเคยประดับบนเทวรูปยุคเมืองพระนครจากประเทศอังกฤษ โดยใช้เวลาเพียง 153 วัน ใช้หลักฐานแค่ข้อมูลจากหนังสือ และรูปแบบศิลปะซึ่งมีเฉพาะในกัมพูชานั้น เป็นสิ่งที่กรมศิลปากรของไทยต้องเรียนรู้

“กรมศิลปากรควรศึกษาการทวงคืนของอารยประเทศว่าเขาทวงคืนโบราณวัตถุได้อย่างไรโดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายในการซื้อคืนอย่างในอดีตที่ผ่านมาทั้งทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ หรืดพระพุทธรูปนาคปรกหลวงพ่อศิลา ไม่ควรอย่างยิ่งที่มัวแต่ใช้ระบบเดิมว่าต้องรู้ที่มาแน่นอนโดยมีภาพถ่ายยืนยัน นั่นมันศาลเมื่อปีไหนแล้ว ปัจจุบันความก้าวหน้าในการพิสูจน์สิทธิ์มันไปถึงไหนแล้ว อย่ามัวทำเป็นคนโบราณยึดแต่หลักฐานแบบเก่า ต้องหัดเรียนรู้รูปแบบการทวงคืนสมัยใหม่ด้วย โปรดดูตัวอย่างเครื่องทอง ใครบอกได้ว่าพบที่ไหน กัมพูชาเขามีหลักฐานรูปถ่ายยืนยันไหม นอกจากบอกว่าเป็นศิลปะเขมรเท่านั้นลายแบบนี้ไม่มีที่อื่น

ทำนองเดียวกัน อ.บวสเชอลิเย่ ท่านอุตส่าห์ศึกษากรุพระปลายบัดว่ามาจากประเทศไทย ลงหนังสือศึกษาเปรียบเทียบได้ดีกว่าหนังสือที่เป็นข่าวเครื่องทองตั้งมากมายตั้งแต่ ปี 2510 แล้วไงไม่เชื่อกัน ทีมข่าวไม่รู้กี่คนเข้าทำข่าวกับชาวบ้านรู้คนขุด รู้เหตุการณ์ ยืนยันได้หมดว่าเหตุเกิดที่ไหน ยกเเว้นกรมศิลปากรไม่รู้ เขียนหลักฐานเปรียบเทียบตีพิมพ์ให้คนอ่านทั่วประเทศ ก็ผิดพลาดหมด จัดทำหนังสือทะเบียนโบราณสถานจังหวัดบุรีรัมย์ ก็ผิดพลาดไม่รู้ด้วยว่าบนเขาปลายบัด มีปราสาท 2 หลัง คือปราสาทปลายบัด 1 ซึ่งไม่ได้พบทั้งจารึกปลายบัดและกรุพระประโคนชัย แต่ก็เขียนว่าเจอที่ปราสาทปลายบัด 1 ทำให้ที่มาของกรุพระประโคนชัย,จารึกสับสนจนถึงทุกวันนี้” 

นายทนงศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า เมื่อทุกอย่างเปิดเผยจนยอมรับกันทั้งชาวไทยและต่างประเทศว่าหลักฐานกรุพระประโคนชัยได้มาจากปราสาทปลายบัด 2 แน่นอนแล้ว กรมศิลปากรยังต้องการพิสูจน์ทราบอะไรอีก ว่าใช่ของคนไทยหรือไม่ กรมศิลปากรไม่ควรลังเลด้วยข้อกฏหมายใด ๆอีกตต่อไปนอกจากจะยืนยันและยอมแก้ไขสิ่งที่เคยทำผิดพลาดมาในอดีต โปรดจำไว้ข้อหนึ่งที่ครูอาจารย์สอนเราอยู่เสมอว่า เกิดทันเห็นไหม นั่นย่อมหมายถึงเราต้องค้นคว้าหาหลักฐานมาอธิบาย ไม่มีใครรู้และถูกในการหาหลักฐานที่มีข้อจำกัด แต่เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อข้อมูลมีมากพอ มันหมายถึงความเชื่อมั่นในข้อสันนิษฐานนั้น

“กรมศิลปากรต้องลุกขึ้นมาแก้ไขข้อมูลที่เคยทำผิดพลาด อย่าหลบหนีข้อมูลที่ตนทำลายความรู้ไว้ ความรู้และตามให้ทันเหตุการณ์ของโลกคือสิ่งที่ กัมพูชา อินเดีย พม่า ฯ เขาทำกัน ด้วยการยืนยันว่ากรุพระปลายบัด ได้มาจากที่ไหน จารึกที่สำคัญบนเขาปลายบัด ทั้งสองหลักได้มาจากไหน ถึงเวลาแล้วที่กรมศิลปากรจะทวงคืนพระกรุประโคนชัย ซึ่งแพร่หลายเฉพาะในบริเวณที่ราบสูงโคราช เท่านั้น นักวิชาการท่านใดที่ศึกษาเรื่องพระกรุประโคนชัยเคยเห็นพระสำริดที่มีขนาดใหญ่ที่อื่นหรือไม่นอกจากที่ราบสูงโคราช พระสำริดแบบนี้กรมศิลปากรยังไม่กล้ายันอีกเหรอว่าเป็นของคนไทย” นายทนงศักดิ์กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สปส.ยัน’ผู้ประกันตนพิการ’ ใช้สิทธิรักษา รพ.รัฐทุกแห่ง
บทความถัดไปบล.บัวหลวงมั่นใจดัชนีปลายปีแตะ 1,627 จุด แรงหนุนจากราคาน้ำมัน-เงินไหลเข้า