อาจารย์ ม.รามฯ ยืนยัน เศียรใหญ่ในพช. เป็น’พระศรีสรรเพชญ์’ วังหลวงกรุงศรีอยุธยา

นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ยืนยันจากหลักฐานสำคัญหลายชิ้น ชี้ชัด เศียรพระใหญ่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เป็นเศียร’พระศรีสรรเพชญ์-อยุธยา’

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง เปิดเผยว่า ได้ศึกษาเรื่องราวของเศียรพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่จัดแสดงในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (พช.) พระนคร เนื่องจากเกิดความสงสัยว่าเศียรดังกล่าวเคยเป็นเศียรของพระพุทธรูปสำคัญองค์ใดในประเทศไทย เพราะแม้ว่าในทะเบียนโบราณวัตถุจะระบุว่าพบที่พระวิหารหลวงวัดพระศรีสรรเพชญ์ ในพระราชวังหลวงกรุงศรีอยุธยา แต่ยังไม่เคยมีงานวิชาการที่ศึกษาอย่างจริงจังว่าแท้จริงแล้ว เศียรพระพุทธรูปองค์นี้ คือเศียรของพระศรีสรรเพชญ์หรือไม่ จากการศึกษาทั้งด้านรูปแบบศิลปะและเอกสารต่างๆ เช่น ทะเบียนโบราณวัตถุ ราชกิจจานุเบกษา คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวง พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐ อักษรนิติ์ รวมถึงพระราชปุจฉาสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นต้น ทำให้มั่นใจว่าเศียรพระพุทธรูปดังกล่าวคือเศียรพระศรีสรรเพชญ์ พระพุทธรูปสำคัญของกรุงศรีอยุธยาอย่างแน่นอน

“ช่วงปลายปี พ.ศ.2558 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ได้มีการปรับปรุงการจัดแสดงในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ซึ่งที่กึ่งกลางพระที่นั่งได้จัดแสดงเศียรพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ พระศอมีร่องรอยของหมุด เป็นหมุดที่ใช้ยึดติดกับส่วนที่เป็นพระวรกาย ส่วนพระเศียรด้านซ้ายชำรุดและส่วนที่เป็นเกตุมาลาหักหายไป เศียรพระพุทธรูปชิ้นนี้มีความสูงราว 173 เซนติเมตร ถ้ามีสภาพสมบูรณ์ เศียรพระพุทธรูปชิ้นนี้จะต้องมีความสูงไม่ต่ำกว่า 200 เซนติเมตร และถ้ารวมพระรัศมีจะต้องมีความสูงไม่ต่ำ 250 เซนติเมตร ตามประวัติที่ปรากฎในทะเบียนโบราณวัตถุระบุว่าพบในพระวิหารหลวงวัดพระศรีสรรเพชญ์ พระราชวังหลวงกรุงศรีอยุธยา ขนย้ายมาไว้ที่ พช.พระนคร ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม พ.ศ.2470 ทั้งนี้ เพราะมีปรากฏในประกาศราชกิจจานุเบกษา เรื่องแจ้งความราชบัณฑิตยสภา ลงวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ.2470 แต่น่าประหลาดใจว่ายังไม่มีงานวิชาการที่กล่าวถึงเศียรพระพุทธรูปองค์นี้ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าเป็นเศียรพระพุทธรูปองค์ไหน เนื่องจากภายในวัดพระศรีสรรเพชญ์มีพระพุทธรูปจำนวนมาก เพราะมีทั้งอุโบสถและวิหารอีก 2 แห่ง คือ วิหารพระโลกนาถ และวิหารพระป่าเลไลยก์ ยังไม่นับวิหารรายรอบพระมหาสถูป” ผศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าว

วัดพระศรีสรรเพชญ์ พระนครศรีอยุธยา สถานที่พบพระเศียรขนาดใหญ่ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงในพช.พระนคร แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการศึกษาอย่างจริงจังว่า เป็นเศียรของพระพุทธรูปสำคัญองค์ใด
วัดพระศรีสรรเพชญ์ พระนครศรีอยุธยา สถานที่พบพระเศียรขนาดใหญ่ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงในพช.พระนคร แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการศึกษาอย่างจริงจังว่า เป็นเศียรของพระพุทธรูปสำคัญองค์ใด (ภาพจากหนังสือ ‘อยุธยาที่ไม่คุ้ยเคย’ โดยสำนักพิมพ์ มติชน)

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าวอีกว่า สาเหตุที่สันนิษฐานว่าเศียรดังกล่าวคือเศียรพระศรีสรรเพชญ์ ด้วยเหตุผลหลายประการ เริ่มจากเรื่องของขนาดเศียรที่มีขนาดใหญ่มาก จึงตัดประเด็นที่ว่าเป็นเศียรของพระพุทธรูปในศาลารายรอบมหาสถูปออก เนื่องจากพื้นที่ประดิษฐานไม่เพียงพอ ส่วนวิหารพระโลกนาถก็เป็นไปไม่ได้ เพราะพระโลกนาถเป็นพระพุทธรูปประธานก็ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดพระเชตุพน ท่าเตียน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 เช่นเดียวกับพระพุทธรูปในอุโบสถ และวิหารป่าเลไลยก์ นอกจากนี้ในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ยังกล่าวการหล่อพระศรีสรรเพชญ์ ในจุลศักราช 862 ตรงกับ พ.ศ.2043 ระบุถึงขนาดพระวรกายและข้อมูลอื่นๆ ไว้ค่อนข้างละเอียด จากการศึกษาลักษณะพระพักตร์ และขนาดของพระพุทธรูปที่ พช.พระนคร พบว่ามีความสอดคล้องกัน นอกจากนี้ยังมีร่องรอยหลักฐานในคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม ที่ทำให้ทราบว่า พระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในวัดพระศรีสรรเพชญ์ คือ พระศรีสรรเพชญ์ สอดคล้องกับขนาดของเศียรพระพุทธรูปที่ พช.พระนคร

“เศียรพระพุทธรูปองค์นี้มีพระพักตร์เป็นรูปไข่พระหนุค่อนข้างเสี้ยม กึ่งกลางพระนลาฏมีพระอุณาโลม พระขนงโก่ง มีไรพระศกเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างก่อนการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 เม็ดพระศกขนาดค่อนข้างเล็ก แม้ว่าส่วนที่เป็นพระเกตุมาลาจะหักหายไปแต่ก็น่าที่จะเชื่อได้ว่าแต่เดิมมีเปลวพระรัศมี ถ้าพิจารณาจากพุทธศิลปะพบว่ามีความใกล้เคียงกับพระพุทธรูปอยุธยาตอนกลาง จึงยิ่งมั่นใจว่า นี่คือเศียรพระศรีสรรเพชญ์” นายรุ่งโรจน์กล่าว และว่า สำหรับสาเหตุการชำรุดจนเกินกว่าจะปฏิสังขรณ์ ส่วนหนึ่งมาจากการถูกสุมไฟเผา พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาระบุว่า “พม่าเอาเพลิงสุมหลอมเอาทองคำ ซึ่งหุ้มองค์พระพุทธรูปยืนใหญ่ในพระวิหารหลวงวัดพระศรีสรรเพชดารามนั้น ขนเอาทองคำไปทั้งสิ้น”

พระศรีสรรเพชญ์

ด้านศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร กล่าวว่า เศียรพระพุทธรูปดังกล่าว เป็นหลักฐานสำคัญ เนื่องจากเป็นตัวอย่างเศียรพระพุทธรูปกลุ่มที่มีขนาดใหญ่มาก พบเพียงไม่กี่องค์เท่านั้น เทียบเท่าหลวงพ่อวัดธรรมิกราช เป็นงานสมัยอยุธยาตอนกลางที่ชัดเจนมากองค์หนึ่ง ทั้งลักษณะพระโอษฐ์ พระเนตร พระขนง เป็นไปได้ว่าสร้างในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ เศียรขนาดใหญ่เช่นนี้ ต้องมีบุญบารมีจริงๆ จึงสร้างได้ หากข้อสันนิษฐานของนายรุ่งโรจน์เป็นจริง นับเป็นเรื่องสำคัญมาก อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามบางข้อควรหาคำตอบและหลักฐานให้ชัดเจนกว่านี้ เช่น หากเป็นเศียรพระศรีสรรเพชญ์จริง เหตุใดรัชกาลที่ 1 มีการอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญจากสุโขทัยและอยุธยามาปฏิสังขรณ์ จึงไม่อัญเชิญพระเศียรดังกล่าวมาปฏิสังขรณ์ด้วย

“ถ้าพิจารณาจากรูปแบบถือว่ามีความเป็นไปได้ แต่ถามว่าทำไมรัชกาลที่ 1 ไม่อัญเชิญเศียรมาปฏิสังขรณ์ด้วย นอกนั้นไม่มีหลักฐานอะไรที่บอกได้ ข้อเสนอนี้อาจจะจริงก็ได้ แต่น่าจะหาหลักฐานที่ชัดเจนกว่านี้ และถ้าข้อสันนิษฐานนี้เป็นจริง ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากตั้งแต่ชื่อวัดพระศรีสรรเพชญ์นั้น ก็ตั้งตามชื่อพระพุทธรูปกล่าวคือ มีการหล่อพระศรีสรรเพชญ์ก่อน แล้วจึงตั้งชื่อวัด และยังมีความสำคัญด้านหลักฐานศิลปกรรมด้วย” ศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ชัยกล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้“นิสสัน”ได้ฤกษ์ลุยเมียนมา เปิดไลน์ประกอบ”อัลเมร่า”
บทความถัดไปรอลุ้น! วัคซีนไข้เลือดออก ขึ้นทะเบียนไทยหลัง มิ.ย.