สจล.ดึง มหา’ลัยชื่อดังในสหรัฐ ‘Carnegie Mellon’ ตั้งวิทยาเขตในไทย

นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า ไทยมีความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาคนเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ New S-Curve เช่น หุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัล และการแพทย์ครบวงจร และสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นไปอีกระดับ ซึ่ง สจล.เองมีความพร้อมเต็มที่ ด้วยการเปิดวิทยาลัย และหลักสูตรต่างๆ ในภาษาอังกฤษ ได้แก่ โรงเรียนสาธิตนานาชาติพระจอมเกล้า ที่จะเปิดสอนชั้นอนุบาลจนจบมัธยมปลาย วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติ สจล. วิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ โครงการจัดตั้งวิทยาลัยวิศวกรรมอวกาศและระบบโลก รวมทั้ง หลักสูตรภาษาอังกฤษที่หลายคณะเปิดสอนอยู่ในปัจจุบัน เรามีจุดแข็งด้านการสร้างนวัตกรรม สถานที่ตั้งของ สจล.ที่อยู่ใกล้เขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

“สจล.ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และไอทีระดับโลก เตรียมจัดตั้งวิทยาเขต Carnegie Mellon ในไทย เปิดสอนระดับปริญญา โดยมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon จะเชิญนักวิจัย และพันธมิตรอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นศูนย์หุ่นยนต์แห่งชาติ Google, Facebook, Disney ตลอดจนบริษัท และอาจารย์ระดับโลกมาร่วมกันทำวิจัยเพื่อแก้ปัญหาอุตสาหกรรมของไทย ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว สจล.จะรับสมัครนักวิจัยภายในปลายปีนี้ โดยจะเปิดรับนักเรียนไทย และทั่วโลก เริ่มศึกษาในปีหน้า ผู้ที่จบการศึกษาจาก Carnegie Mellon University แคมปัสในไทย จะได้รับปริญญามาตรฐานเดียวกับ Carnegie Mellon University Pittsburgh ในสหรัฐ รวมทั้ง ยังมีแผนที่จะสร้างวิทยาเขตของ สจล.ที่มหาวิทยาลัย Carnegie Mellon ด้วย” นายสุชัชวีร์ กล่าว

นายชัชวีร์กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน สจล.ยังมุ่งเน้นการศึกษาแบบสะเต็ม หรือ STEM ที่ผสานความสร้างสรรค์ และการเน้นวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ เป็นพื้นฐานในบรรยากาศ และวิธีการจัดการเรียนการสอนที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนให้คิดวิเคราะห์ได้อย่างเป็นระบบ บูรณาการความรู้หลากสาขาเข้าด้วยกัน โดยอาศัยความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ และนวัตกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด นอกจากนี้ ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) จะผลักดันให้มหาวิทยาลัยต่างๆ พิจารณาโครงการความร่วมมือกับเอกชนมากขึ้น ในการจัดหลักสูตรที่ตรงตามความต้องการของภาคการผลิต สร้างคนที่มีคุณภาพ ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่จะเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และทำให้ไทยใช้โอกาสที่เกิดขึ้นจากแนวโน้มที่ภูมิภาคเอเชียจะกลายมาเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจใหม่ของโลกต่อไปในอนาคต

บทความก่อนหน้านี้‘กรมศิลป์’ ส่งมอบพื้นที่กองบัญชาการกองทัพไทย สร้างถนนกลางเคลื่อนพระมหาพิชัยราชรถ
บทความถัดไปวัดเลี้ยงหมู ศูนย์เด็กเล็กใช้ที่วัด ทำอนุบาลเกือบ 300 ทนเหม็นขี้หมู ห่วงแมลงวันตอมอาหารเสี่ยงโรค