ผ่านโปร!! ‘ผอ.ร.ร.’ ผ่านทดลองงาน 2,778 ราย สอบตก 1 ราย-ขาดคุณสมบัติ 7 ราย

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นายอัมพร พินะสา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการคัดเลือกบุคคลและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สพฐ.ปี 2559 ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ซึ่งกำหนดให้ผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้ ต้องได้รับการประเมินผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษา เป็นระยะเวลา 1 ปี โดย สพฐ.กำหนดองค์ประกอบ ตัวชี้วัด คะแนนการประเมินและวิธีการประเมิน ของผู้ได้รับการคัดเลือกและบรรจุแต่งตั้ง จำนวน 2,877 ราย ใน 183 เขตนั้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) รายงานข้อมูล ผู้ได้รับการประเมิน จำนวน 2,809 ราย ใน 178 เขต/ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) มีผู้ผ่านการประเมิน 2,778 ราย ไม่ผ่าน 1 ราย อยู่ระหว่างการประเมิน 12 ราย เกษียณอายุราชการ 7 ราย เสียชีวิต 3 ราย ลาออก 1 ราย ขาดคุณสมบัติ 7 ราย ทั้งนี้ สพท.ที่ยังไม่ได้รายงานข้อมูลมี 5 เขต คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ขอนแก่น เขต 1 สพป.ปทุมธานี เขต 2 สพป.ลำปาง เขต 1 สพป.ศรีสะเกษ เขต 2 และ สพป.สระบุรี เขต 2

นายอัมพรกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสัมฤทธิ์ผลการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาการศึกษา เป็นระยะเวลา 1 ปี พบว่าใช้งบประมาณในการประเมินค่อนข้างมาก ดังนั้น เพื่อคำนึงถึงการใช้งบอย่างคุ้มค่า สพฐ.จึงได้วิเคราะห์ผลการดำเนินการประเมินข้อดี และข้อจำกัด ดังนี้ ข้อดี คือ ทำให้ผู้รับการประเมินมีการวางแผนการปฏิบัติงานเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานที่ชัดเจนตามข้อตกลง ทำให้มีเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ ที่ปรึกษา/ พี่เลี้ยง กำกับดูแลให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง และสามารถแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงานได้ทันเวลา เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ร่วมกัน สร้างความตระหนักในการทำงานแบบมีส่วนร่วม ระหว่างที่ปรึกษา/ พี่เลี้ยง ครู ผู้ปกครอง ชุมชน และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง เป็นแรงกระตุ้น และหาแนวทางการพัฒนาผลการปฏิบัติงานได้ดี มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เป็นการสร้างสภาพแวดล้อม และวิธีการทำงานที่มิได้มุ่งเพียงเรื่องการประเมินผลการปฏิบัติงาน หรือการวัดผลงานเท่านั้น และการประเมินสัมฤทธิ์ผลในการปฏิบัติงาน ยังนำไปปรับใช้ในงานบริหารบุคคลด้านอื่นๆ เช่น การพิจารณาความดี ความชอบ เป็นต้น

นายอัมพรกล่าวอีกว่า ส่วนข้อจำกัด คือ องค์ประกอบตัวชี้วัดบางข้ออาจไม่เป็นธรรมต่อผู้รับการประเมิน เนื่องจากสถานศึกษาแต่ละแห่งมีความพร้อมของอุปกรณ์ สื่อการเรียนรู้ รวมถึง ความพร้อมของนักเรียนที่แตกต่างกัน ผู้รับการประเมินบางคนไม่มีประสบการณ์ด้านการบริหารงานมาก่อน ต้องใช้เวลาในการปรับตัว และเรียนรู้ที่แตกต่างกัน การแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษา พี่เลี้ยง และคณะกรรมการการประเมิน จำนวนหลายชุด ส่งผลให้มีการใช้งบจำนวนมาก

“การทดลองงาน 1 ปี มีประโยชน์มาก ทำให้ผู้บริหารใหม่ได้ออกแบบการบริหารโรงเรียนในอุดมคติ และนำไปทดลองใช้จริง เห็นปัญหา และได้เรียนรู้การแก้ปัญหาจากพี่เลี้ยง ทำให้เห็นเทคนิคการทำงานที่สำเร็จ เกิดคุณภาพในการศึกษา อย่างไรก็ตาม เพื่อทบทวนถึงความจำเป็นว่าควรจะต้องทดลองงานผู้อำนวยการสถานศึกษา 1 ปีหรือไม่นั้น ที่ผ่านมา สพฐ.ได้ตั้งคณะทำงาน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการ สพท., รองผู้อำนวยการ สพท., ผู้บริหารสถานศึกษา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินดังกล่าว โดยรวมมีความเห็นว่าผู้รับการประเมิน กระตือรือร้นในการพัฒนาตนเอง เพื่อพัฒนาสถานศึกษา กลุ่มผู้รับการประเมินช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตระหนักในการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจของผู้อำนวยการสถานศึกษาให้ประสบผลสำเร็จมากขึ้น ดังนั้น หาก ก.ค.ศ.ยังกำหนดหลักเกณฑ์ให้มีการประเมินสัมฤทธิ์ผลในการปฏิบัติหน้าที่ 1 ปี สพฐ.ควรต้องกำหนดตัวชี้วัด คะแนนการประเมิน และวิธีการ ให้สอดคล้อง และสามารถดำเนินการได้” นายอัมพร กล่าว

นายอัมพรกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ สพฐ.จะเสนอรายงานผลการประเมินดังกล่าวให้คณะกรรมการ ก.ค.ศ.ที่มี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เป็นประธาน พิจารณา ส่วนตำแหน่งที่ว่างนั้น สพฐ.จะต้องดำเนินการสรรหาใหม่ต่อไป

บทความก่อนหน้านี้บางจากขึ้นราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด30สต. เว้นE85คงเดิม ดีเซลขึ้น40สต. มีผล1มี.ค.
บทความถัดไปครูปรีชาเผยก่อนถูกรวบ ลั่นหมวดจรูญไม่มีสิทธิซื้อเลขดังได้-พร้อมใช้ตำแหน่งประกันตัว