กอปศ. แฉร.ร.กรองเด็กพิการแย่ ผลัก ‘น.ร.อ่านไม่ออก’ เป็น ‘เด็กแอลดี’

ดารณี อุทัยรัตนกิจ

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เปิดภายหลังการประชุม กอปศ. ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการปฏิรูปการศึกษาคนพิการโดยกลุ่มนี้มีหลายประเภท ควรได้รับการพัฒนาอย่างเท่าเทียม ซึ่งพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… อาจต้องทำเป็นแผนการศึกษาเฉพาะกลุ่มคนพิการ

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสกศ. กล่าวว่า ในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 พูดถึง 3 กลุ่มคือกลุ่มคนพิการ กลุ่มผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มผู้มีความสามารถพิเศษ ที่ผ่านมาการศึกษาเพื่อคนพิการก้าวหน้ามากขึ้น แต่สำหรับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและกลุ่มผู้มีความสามารถพิเศษ ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มดังกล่าวได้ ทั้งนี้กลุ่มผู้ด้อยโอกาส จะตั้งชื่อใหม่ว่าบุคคลที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งจะมีขอบเขตที่กว้างขึ้น โดยหลักการจะเน้นดูแลตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต โดยใช้วิธีการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มีเป้าหมายเน้นเรื่องการเรียนรวมและพัฒนาให้ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อพัฒนาตนเอง พัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพ

น.ส.ดารณี อุทัยรัตนกิจ รองประธาน กอปศ. กล่าวว่า ตามกฎหมายคนพิการเดิมมี 9 ประเภท แต่ กอปศ. เพิ่มประเภทความพิการเข้าไปอีกหนึ่งประเภท คือ กลุ่มคนพิการหูหนวกและตาบอดซึ่งก่อนนี้เป็นกลุ่มคนพิการซ้อน อีกทั้งยังมีกลุ่มเด็กพิการที่ไม่เด่นชัด เช่น เด็กบกพร่องในการเรียนรู้(LD) เด็กที่มีความบกพร่องทางอารมณ์และพฤติกรรม เด็กออทิกติก เด็กที่มีปัญหาทางการพูดสื่อสาร และเด็กสมาธิสั้น เป็นต้น ปัจจุบันมีปัญหาการคัดกรอง ที่ผ่านมาเป็นการคัดกรองเพื่อวินิจฉัย ไม่ใช่เพื่อช่วยเหลือ และมีการวินิจฉัยผิดพลาด เพราะไม่มีกระบวนการวินิจฉัยที่เที่ยงตรงตามหลักสากล เนื่องจากศธ.ให้ครูประเมิน ทำให้เด็กส่วนมากถูกคัดกรองไปอยู่ในกลุ่มเด็ก LD ปัญหาที่ตามมาคือ เด็ก LD ไม่ต้องสอบโอเน็ต โรงเรียนมีแนวโน้มที่จะผลักเด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อยู่ในกลุ่มเด็ก LD นอกจากนี้โรงเรียนยังได้เงินหัวละ 2,000 บาท

น.ส.ดารณี กล่าวต่อว่า ต้องปรับระบบการศึกษาแบบเรียนรวม ให้เด็กเรียนรู้ร่วมกับนักเรียนคนอื่นได้ หลักสูตรต้องยืดหยุ่น การวัดประเมินผลต้องปรับให้สอดคล้องกับความบกพร่องและความพิการของเด็ก ขณะเดียวต้องมีห้องเรียนเฉพาะความพิการที่ตั้งอยู่ในโรงเรียนปกติ เพื่อสามารถเคลื่อนเด็กเข้าสู่ห้องเรียนรวมได้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้องเลือกโรงเรียนที่พร้อมมีห้องการศึกษาสำหรับเด็กพิการกลุ่มนี้ และต้องทำให้เกิดขึ้นในทุกเขตพื้นที่ฯ อีกทั้งต้องมีนักจิตวิทยาโรงเรียน โดยอบรมให้ครูแนะแนวเป็นนักจิตวิทยาโรงเรียนที่สามารถช่วยคัดกรอง วินิจฉัย และให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น

บทความก่อนหน้านี้‘ศรีวราห์’ ลั่น สั่งจับทุกคน ดาวกระจายถึงมัฆวานฯฝ่าแนวกั้น (คลิป)
บทความถัดไปประยุทธ์ ประกาศ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนสตาร์ทอัพด้านอวกาศ