
ชื่อแซ่
ไม่เพียงเป็นคำซ้อนที่คนไทยคุ้นหู สะท้อนการเคียงคู่ระหว่างวัฒนธรรมไทย-จีน
ที่สำคัญไปกว่านั้น ระบบตระกูลแซ่ คือวัฒนธรรมที่เชื่อมร้อยสัมพันธ์ของผู้คนตั้งแต่อดีตกาลให้เป็นเอกภาพ มีสำนึกร่วมของชนชาติอันแน่นเหนียว แผ่ขยายกิ่งก้านจากแซ่ สู่ชนชาติ รัฐ และอาณาจักร
ผศ.ถาวร สิกขโกศล ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมจีนลำดับต้นๆ ของไทย ระบุไว้ในหนังสือ ชื่อ แซ่ และระบบตระกูลแซ่ อัตลักษณ์สำคัญเบื้องต้นของคนจีน ว่า
10 แซ่แรกที่คนใช้มากที่สุดในโลก ได้แก่ 1.ลี้ 2.เฮ้ง 3.เตีย 4.เล้า 5.ตั้ง 6.เอี้ย 7.เตี๋ย 8.อึ๊ง 9.จิว 10.โง้ว
ส่วน 10 แซ่ใหญ่ที่ใช้มากที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ 1.ตั้ง 2.ลิ้ม 3.หลี 4.อึ๊ง 5.โง้ว 6.โค้ว 7.เตีย 8.แต้ 9.เล้า 10.เฮ้ง
อาจสลับขึ้นลงบ้างในลำดับที่ใกล้ๆ กัน เช่น ลำดับที่ 1 เลื่อนลงเป็น 2 หรือ 3
ครั้นย้อนกลับไปในแผ่นดินจีน ข้อมูลจาก สหสมาคมตระกูลแซ่แห่งประเทศไทย ระบุตัวเลขกว่า 22,000 แซ่ว่ามีปรากฏใช้ในจีน ในห้วงเวลากว่า 6,000 ปี
พจนานุกรมชื่อแซ่ภาษาจีน รวบรวมไว้ 4,129 แซ่ ในจำนวนนี้มีแซ่พยางค์เดียว 2,288 แซ่ แซ่ 2 พยางค์มี 1,689 แซ่ แซ่ 3 พยางค์มี 143 แซ่ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีแซ่ 4 พยางค์ และ 5 พยางค์อีกด้วย โดยจุดกำเนิดของแซ่สอดคล้องกับการบูชาบรรพบุรุษ อีกทั้งถิ่นฐานที่อยู่ ตำแหน่ง ฉายานาม ทักษะความสามารถของบรรพบุรุษ หรือการได้รับพระราชทาน นับเป็นสัญลักษณ์ความสัมพันธ์อันหลอมรวมชาวจีนให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
ดร.กิตติ อิทธิภากร (อึ๊ง ฮั้ง เลี้ยง) ประธานกรรมการสหสมาคมตระกูลแซ่แห่งประเทศไทย ระบุว่า ตระกูลแซ่ต่างๆ แต่ละตระกูลมีประวัติ มีวัฒนธรรมของตระกูลนั้นๆ ไม่ต่ำกว่า 3,000-4,000 ปีสืบทอดมาแต่ละรุ่น แต่ละสมัยจากภาคกลางของประเทศจีนกระจายไปทั่วโลก ในอาเซียนมีชาวจีนมาพำนักมากที่สุด โดยเฉพาะประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนแต้จิ๋ว ซึ่งนำพาวัฒนธรรม ประเพณีของตัวเองมาแต่โบราณถึงปัจจุบัน เฉพาะในไทย คาดว่ามีใช้เกิน 100 แซ่ แต่บางแซ่มีไม่กี่คน อาทิ แซ่หนิว ซึ่งแปลว่า วัว
ปัจจุบันสหสมาคมตระกูลแซ่มีมากกว่า 70 กว่าตระกูลแซ่ แซ่ที่สมาชิกเยอะที่สุด คือ แซ่เฮ้ง แซ่ตั๊ง หรือที่คนไทยชอบออกเสียงว่าแซ่ตั้ง แซ่ฉั่ว แซ่ลิ้ม และแซ่อึ๊ง
เกือบทุกตระกูลแซ่มีการสร้าง ศาลเจ้าเหล่าโจ้ว คือศาลบรรพบุรุษให้ลูกหลานไหว้รำลึกปีละ 2 ครั้ง คือ ฤดูใบไม้ผลิ และฤดูหนาว มีการจัดงานสังสรรค์ทุกๆ ปี

สำหรับชาวจีนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงสยาม ดั้งเดิมยังคงใช้แซ่
กระทั่ง 22 มีนาคม พุทธศักราช 2455 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน พระราชบัญญัติขนานนามสกุล พระพุทธศักราช 2456
ราษฎรไทยต้องตั้งนามสกุลสำหรับใช้ในครอบครัวหรือตระกูลของตน โดยตั้งตามชื่อของบรรพบุรุษ หรือตั้งตามถิ่นที่อยู่อาศัย ส่วนข้าราชการที่มีราชทินนาม มักนำราชทินนามมาตั้งเป็นนามสกุลของตน เช่น หลวงพิบูลสงคราม (แปลก) ใช้นามสกุล พิบูลสงคราม
สำหรับคนไทยเชื้อสายจีนอาจแปลความหมายจาก แซ่ หรือใช้คำว่า แซ่ นำหน้าชื่อแซ่ หรือสอดแทรกไว้ในนามสกุล ดังเช่น ดร.กิตติ ประธานสหสมาคมตระกูลแซ่ฯ ซึ่งเผยที่มาจาก แซ่อึ๊ง เป็นนามสกุล อิทธิภากร ว่า
“แซ่อึ๊ง เวลาเลือกนามสกุล จะใช้ อ.อ่าง อย่างผม ใช้ อิทธิภากร เห็นแล้วรู้เลยว่ามาจาก แซ่อึ๊ง หมายถึงสีเหลือง” ดร.กิตติอธิบาย
ส่วนความแตกต่างระหว่างแซ่ของจีนกับนามสกุลของไทยนั้น รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระบรมราชาธิบายไว้ในปกิณกคดีเรื่อง เปรียบเทียบนามสกุลกับชื่อแซ่ ความตอนหนึ่งว่า
‘แซ่ของจีนนั้นตรงกับ แคลน ของพวกสก๊อตคือเป็นคณะหรือพวก หรือจะเทียบทางวัดๆ ก็คล้ายกับสํานัก (เช่น ที่เราได้ยินเขากล่าวๆ กันอยู่บ่อยๆ ว่าคนนั้นเป็นสํานักวัดบวรนิเวศ คนนี้เป็นสํานักวัดโสมนัส ดังนี้เป็นตัวอย่าง)
ส่วนสกุลนั้น ตรงกับคําอังกฤษว่า แฟมิลี่ ข้อผิดกันอันสําคัญในระหว่างแซ่กับสกุลนั้นก็คือ ผู้ร่วมแซ่ไม่ได้เป็นสายโลหิตกันก็ได้ แต่ส่วนผู้ร่วมสกุลนั้น ถ้าไม่ได้เป็นสายโลหิตต่อกันโดยแท้แล้วก็ร่วมสกุลกันไม่ได้ นอกจากที่จะรับเป็นบุตรบุญธรรมเป็นพิเศษเท่านั้น’
ไม่เพียงชาวจีนโพ้นทะเลในไทย ทว่า ชาวจีนที่รอนแรมจากแผ่นดินใหญ่ไปอิงอาศัยยังดินแดนอื่นๆ แม้ไกลแสนไกล ก็ยังมีระบบแซ่ที่ยึดโยงตนเองไว้กับรากเหง้า
ระบบตระกูลแซ่ ทำให้ชาวจีนโพ้นทะเลและสมาชิกชั้นลูกหลานหลายครอบครัวในประเทศต่างๆ ยังคงเดินทางกลับไปเยี่ยมเยือน ช่วยเหลือและพัฒนาบ้านเกิด
ดังปรากฏหลักฐานจาก โพยก๊วน (เงินและจดหมายที่ส่งกลับมาตุภูมิ) ของ หลินปัน (Lynn Pan) ชาวจีนโพ้นทะเลในอังกฤษซึ่งอธิบายถึงเงินที่ส่งกลับบ้านเกิดในมูลค่ามหาศาลว่า
‘…เงินทองที่ผู้อพยพส่งกลับบ้านไปให้ญาติโยมในเมืองจีน เงินโพยก๊วนเหล่านี้บ้างก็ใช้ส่งเสียเลี้ยงดูพ่อแม่ลูกเมีย บ้างก็ใช้สั่งซื้อผลิตภัณฑ์จากจีนนำเข้าไปขายในประเทศที่ตนตั้งหลักแหล่งอยู่ บ้างก็ใช้ลงทุนในกิจการต่างๆ ที่บ้านเกิด และบ่อยครั้งทีเดียวในกรณีผู้อพยพไปได้ดิบดีในต่างแดน ก็จะส่งเงินกลับมา โดยระบุให้ใช้เป็นค่าก่อสร้างถาวรวัตถุเป็นที่ระลึกให้กับตัวเอง อาทิ บ้านหลังใหม่ หอบูชาบรรพชน สุสาน โรงเรียน หรือสะพาน…
รวมเบ็ดเสร็จแล้ว เงินโพยก๊วนจากจีนโพ้นทะเลนับเป็นจำนวนมากพอควรคือคิดเฉลี่ยตกราว 80-100 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ระหว่าง ค.ศ.1929-41 (พ.ศ.2472-84) และสนองเงินตราต่างประเทศให้มากพอ ที่จะหักกลบลบล้างการขาดดุลการชำระเงินปริมาณมหาศาลของจีนในช่วงเวลาบางปีก่อนสงครามโลกครั้งที่สองทีเดียว…’

กลับมาที่เมืองไทย สุชาดา ตันตสุรฤกษ์ เจ้าของวิทยานิพนธ์ ’โพยก๊วน : การส่งเงินกลับประเทศโดยชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย’ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า
’ประมาณว่าระหว่าง พ.ศ.2470 ถึง พ.ศ.2475 คนจีนในไทยส่งเงินกลับประเทศประมาณ 160 ล้านบาท… เชื่อกันว่านับตั้งแต่ พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ปริมาณการส่งเงินกลับประเทศได้เพิ่มขึ้นถึงปีละ 50 ล้านเหรียญ หรือ 37 ล้านบาท… เพื่อช่วยรัฐบาลจีนทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่นที่เข้ามารุกรานจีน (ราว พ.ศ.2474-79)’
ย้ำชัดถึงสายสัมพันธ์ผ่านระบบตระกูลแซ่ที่ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด จะโยกย้ายไปตั้งหลักปักฐานในดินแดนไหน ชาวจีนโพ้นทะเลไม่เคยหลงลืมซึ่งรากเหง้าและบรรพบุรุษ
