เปิดขั้นตอนสรรหา ‘จุฬาราชมนตรี’
จากกรณี นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี คนที่ 18 ถึงแก่อนิจกรรม โดยจะมีการจัดพิธีละหมาดญะนาซะห์ (ละหมาดขอพร) ในวันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม 2566 เวลา 10.00 น. ณ มัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลานั้น
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
– เผยปธ.องคมนตรี อัญเชิญดินฝังศพพระราชทาน ก่อนฝังที่มัสยิดกลางสงขลา 10 โมงพรุ่งนี้
ตาม พ.ร.บ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 ระบุว่า เมื่อตำแหน่งจุฬาราชมนตรีว่างลง ต้องมีการสรรหาจุฬาราชมนตรีคนใหม่ แต่ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาไว้ โดยมีขั้นตอนดังนี้
มาตรา 6 บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจุฬาราชมนตรีคนหนึ่ง เพื่อเป็นผู้นำกิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทย
ให้นายกรัฐมนตรีนำชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีซึ่งได้รับความเห็นชอบจากกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นจุฬาราชมนตรี หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาจุฬาราชมนตรี ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ให้มีเงินอุดหนุนฐานะจุฬาราชมนตรีตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
มาตรา 7 จุฬาราชมนตรีต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
1.เป็นมุสลิมผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
2.มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปีบริบูรณ์
3.เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในศาสนาอิสลามเป็นอย่างดี
4.เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามโดยเคร่งครัด
5.เป็นผู้มีความสัมพันธ์อันดีกับทุกศาสนา
6.เป็นผู้มีความเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
7.ไม่เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย
8.ไม่เป็นผู้เคยถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
9.ไม่เป็นผู้ทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ไร้ความสามารถหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
10.ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
มาตรา 8 จุฬาราชมนตรีมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
1.ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นต่อทางราชการเกี่ยวกับกิจการศาสนาอิสลาม
2.แต่งตั้งคณะผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม
3.ออกประกาศแจ้งผลการดูดวงจันทร์ตามมาตรา 35 (11) เพื่อกำหนดวันสำคัญทางศาสนา
4.ออกประกาศเกี่ยวกับข้อวินิจฉัยตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม
มาตรา 9 จุฬาราชมนตรีพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
1.ตาย
2.ลาออก
3.มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งเพราะขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7
สำหรับกฎกระทรวงที่เกี่ยวกับการสรรหาจุฬาราชมนตรี ระบุว่า
1.เมื่อตำแหน่งจุฬาราชมนตรีว่างลง ให้ รมว.มหาดไทยประกาศกำหนดวัน เวลา และสถานที่ประชุมสรรหาและให้ความเห็นชอบผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีและแจ้งให้กรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศทราบ
การกำหนดสถานที่ประชุม ให้กำหนดสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งเพียงแห่งเดียว
2.ในการประชุมสรรหาและให้ความเห็นชอบผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ต้องมีกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมาประชุมไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้น จึงจะเป็นองค์ประชุม และให้ รมว.มหาดไทยหรือผู้ซึ่ง รมว.มหาดไทยมอบหมายเป็นประธานในที่ประชุม
การให้ความเห็นชอบผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีให้กระทำโดยวิธีลงคะแนนลับ
3.ในการสรรหาผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ให้กรรมการอิสลามประจำจังหวัดซึ่งอยู่ในที่ประชุมแต่ละคนมีสิทธิเสนอชื่อผู้ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 (พ.ร.บ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540) เพื่อให้กรรมการอิสลามประจำจังหวัดที่อยู่ในที่ประชุมลงคะแนนให้ความเห็นชอบเป็นผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีได้ 1 ชื่อ การเสนอนั้นต้องมีกรรมการอิสลามประจำจังหวัดรับรองไม่น้อยกว่า 20 คน
ถ้ามีผู้ได้รับการเสนอชื่อเพียงชื่อเดียว ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบจากกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศให้เป็นผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีตามมาตรา 6 วรรคสอง
ถ้ามีผู้ได้รับการเสนอชื่อมากกว่า 1 ชื่อแต่ไม่เกิน 3 ชื่อ ให้ประธานในที่ประชุมจับสลากกำหนดหมายเลขประจำตัวของผู้ได้รับการเสนอชื่อเพื่อให้ที่ประชุมลงคะแนนให้ความเห็นชอบตามข้อ 4
ถ้ามีผู้ได้รับการเสนอชื่อมากกว่า 3 ชื่อ ให้ประธานในที่ประชุมจับสลากเลือกรายชื่อกรรมการอิสลามประจำจังหวัดแต่ละจังหวัดที่อยู่ในที่ประชุม จังหวัดละ 1 ชื่อเป็นคณะกรรมการสรรหาเพื่อดำเนินการสรรหาผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เหลือเพียง 3 ชื่อโดยวิธีลงคะแนนลับ และเมื่อมีผู้ได้รับการเสนอชื่อจำนวน 3 ชื่อแล้ว ให้ดำเนินการตามวรรคสาม
4.ในการลงคะแนนให้ความเห็นชอบผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ให้ใช้บัตรลงคะแนนตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด และระยะเวลาในการลงคะแนน ให้เป็นไปตามที่ที่ประชุมกำหนด
เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาลงคะแนนแล้ว ให้ประธานในที่ประชุมแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เป็นผู้ตรวจนับคะแนน ผู้ได้รับคะแนนสูงสุด เป็นผู้ได้รับความเห็นชอบจากกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศให้เป็นผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีตามมาตรา 6 วรรคสอง
ถ้ามีผู้ได้รับคะแนนสูงสุดเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมจัดให้มีการลงคะแนนใหม่เฉพาะผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดเท่ากันตามวิธีการที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งและวรรคสองอีกครั้งหนึ่ง ถ้ายังคงได้รับคะแนนเท่ากันอีก ให้ใช้วิธีจับสลากโดยประธานในที่ประชุมเป็นผู้จับ
5.ให้ รมว.มหาดไทยเสนอชื่อผู้ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศให้เป็นผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีตามข้อ 3 วรรคสอง หรือตามข้อ 4 วรรคสองหรือวรรคสาม แล้วแต่กรณี ไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นจุฬาราชมนตรี
ที่มา : สำนักจุฬาราชมนตรี

