ปชช.-น.ศ. แห่มุงดู ‘โบราณวัตถุ’ หลังไทยแลนด์ทวงคืน นักปวศศิลป์.ย้ำ ดีใจแล้วอย่าลืมที่อื่น! ‘ศรีเทพ’ ก็เสี่ยงถูกถอดมรดกโลกได้ ถ้าไฮสปีดเทรน พาดเหมือน ‘อโยธยา’
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ที่ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กองบรรณาธิการนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ร่วมกับสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร จัดงานเสวนาสโมสรศิลปวัฒนธรรม “ศรีเทพ: มรดกโลกในไทย…และในต่างแดน”
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ เวลา 13.00 น. ภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้สนใจเดินทยอยทางมาร่วมฟังเสวนาอย่างต่อเนื่องราว 100 คน ทั้งนักวิชาการ ประชาชนทั่วไป นิสิต นักศึกษา จนถึงสูงวัย โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ รศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร และ ดร.ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ นักวิชาการอิสระด้านโบราณคดี มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในหัวข้อ “ศรีเทพ: มรดกโลกในไทย…และในต่างแดน” ดำเนินรายการโดย เอกภัทร์ เชิดธรรมธร
เวลา 15.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจบการเสวนา รศ.ดร.ประภัสสร์ นำชมหลักฐาน โบราณวัตถุที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการ ‘เมืองโบราณศรีเทพ สู่มรดกโลก’ ภายในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย โดยมีผู้ร่วมฝั่งการบรรยายคับคั่ง
ทั้งนี้ ก่อนเริ่ม รศ.ดร.ประภัสสร์ ชวนทำความเข้าใจคำว่า ‘มรดกโลก’ ซึ่งมี 2 ประเภทคือ มรดกโลกทางวัฒนธรรม และมรดกโลกทางธรรมชาติ หากตรงตามที่ยูเนสโกกำหนดไว้ สามารถยื่นขอให้มรดกนั้นได้รับการรับรอง จึงต้องหา ‘เกณฑ์ให้รับกับหลักฐาน’ โดยในไทยเรามี 3-4 แหล่ง คือมรดกโลก สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร 2.บ้านเชียง 3. พระนครศรีอยุธยา และล่าสุดคือ 4.ศรีเทพ
“เรายื่นขอประกาศเฉพาะกลุ่มวัฒนธรรมทวารวดีและเกี่ยวเนื่อง มีทั้งบริเวณตัวเมืองและนอกเมือง เขาถมอรัตน์ หลักเกณฑ์ในการกำหนดเขตเพื่อการดูแลปกปักษ์รักษามรดกโลก จะดูเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือส่วนสีส้ม เป็นเขตหลักหรือ core zone ที่มีความหนาแน่นของหลักฐานมาก และมีคุณค่ามาก
อีกส่วนหนึ่ง ยูเนสโกมองเรื่องการปกปักรักษา กล่าวคือพื้นที่รอยต่อควรจะได้รับการคุ้มครองไปด้วย ประเทศภาคีสมาชิก ต้องกำหนดรังวัดโดยรอบเขตกันชน หรือบัฟเฟอร์โซน (Buffer zone) ที่แม้หลักฐานเบาบางกว่า แต่คุณค่าในการประกาศเขต มีความเสมอภาคกัน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ข้างในหรือข้างนอก ถ้ามีรถไฟความเร็วสูง ผ่ากลางเมืองศรีเทพ อันนี้ก็เสี่ยงต่อการถูกพิจารณาถอดถอน เพราะพื้นที่ที่ถูกประกาศให้อนุรักษ์ ได้รับผลกระทบ ขอโยงนิดนึงไปถึงกรณีอยุธยา ที่มีการทำรถไฟความเร็วสูงผ่าน” รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าว

จากนั้นพานำชมโบราณวัตถุ เริ่มจาก พระสุริยเทพ (พุทธศตวรรษที่ 12 – 13) โดยอธิบายถึงลักษณะเฉพาะที่ทำให้สันนิษฐาน ว่ามาจากศรีเทพ
“ไฮไลต์คือใบหน้าที่พยายามทำให้เหมือนมนุษย์จริงๆ มีตาเบิกโพลงตามลักษณะของเทวรูป สลักเคราให้ม้วน ซึ่งช่างน่าจะเข้าใจว่าเป็นเทพเจ้าที่ไม่ได้มาจากอินเดีย แต่มาจากแถบเปอร์เซีย น่าสนใจว่าเจอในศิลปะเขมร พุทธศตวรรษที่ 15 ด้วย ซึ่งคาดว่าเกิดจากที่ศรีเทพก่อน แสดงว่าเป็นเมืองบ่อเกิดศิลปะสกุลช่างหนึ่ง ส่งออกไปยังเขมรด้วย” รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าว
ชิ้นที่ 2 ‘พระสุริยเทพ’ อีกชิ้นที่เสื้อคลุมค่อนข้างครบ รศ.ดร.ประภัสสร์ชี้ว่า ความพิเศษคือทำ ‘กิรีฏมกุฎ’ มงกุฎทรงกระบอกทำเป็นเหลี่ยม ส่วนมือสองข้างที่หายไป อาจไว้คล้องเชือกบังเหียนม้า ถ้าแขนยังอยู่แล้วพบว่ามีการถือดอกบัวตูมหรือบัวบาน จะเป็นสัญลักษณ์ของ การเปล่งแสงสว่างออกมา
ชิ้นที่ 3 ‘พระกฤษณะยกเขาโควรรธนะ’ มีประติมากรรมปางหนึ่งของพระวิษณุ ที่อวตารเป็นพระกฤษณะ ตอนเกิดเป็นเด็กที่ซุกซน คอยป่วน โตขึ้นไปเป็นคนเลี้ยงวัว มีคนรัก พูดง่ายๆ เหมือนเจ้าพ่อ จนวันนึงพระอินทร์หมั่นไส้ ซึ่งชิ้นนี้เหมือนศิลปะปัลลวะ แต่ไม่ได้รับมาโดยตรง เพราะผ้านุ่งจะสั้นกว่า
ชิ้นที่ 4 ‘พระวิษณุ 4 กร’ ถ้าเห็นรูปคนสวมหมวกกระบอก เดาได้ว่าเป็นพระวิษณุ เพราะมี 4 กร ถือหอยสังข์เป็นอาวุธ, มีกงจักร ตัวแทนกระอาทิตย์, คทา หรือไม่เท้า แสดงถึงการปกครองมนุษย์ได้ และ ธรณี แสดงความมีอำนาจเหนือโลก แต่ตอนนี้มือหายไปแล้ว เดาว่ามือคงถือของทั้ง 4 นี้
“ความน่าสนใจ คือสลักแบบแทบไม่ทรงเครื่องแต่งกาย มีรอยผ้านุ่งบางๆ แต่หลุดไปแล้ว เป็นกระบวนการ เพื่อให้ทรงผ้านุ่งของจริงให้กับเทวรูป หรือถวายเครื่องแต่งกาย” รศ.ดร.ประภัสสร์ ชี้

รศ.ดร.ประภัสสร์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ พระวิษณุ 4 กร ยังไม่มีส่วนของเดือย หรือกระบองที่ยึดเทวรูป นอกจากใช้พระบาท 2 ข้าง (เพราะฐานยังอยู่) เป็นการโชว์ว่าช่างของศรีเทพ มั่นใจในเทคนิค สลักเทวรูปให้ลอยตัวด้วยพระบาท 2 ข้างได้ แต่ก็พิสูจน์แล้วว่า ทำให้พระพุทรูปเปราะง่าย ซึ่งสะท้อนทั้งศิลปะปัลลวะ และบางประการก็มีสกุลช่างสีเทพเองด้วย
จากนั้น พานำชมอีกฝั่ง ที่พบในเขาถมอรัตน์ โดยชิ้นที่ 5- ‘เศียรพระโพธิสัตว์ไมเตรยะ’ พุทธศตวรรษ13-14 รศ.ดร.ประภัสสร์ ชี้ว่า ถ้าเหลือแค่เศียร วิธีจะดูว่าเป็นมนุษย์แบบไหนคือ ถ้า 1.ผมเกล้ามวยสูง เอาไว้ใส่ชฎา จะเป็นสัญลักษณ์ของนักบวช 2.สิ่งที่ติดมวยผม ถ้ามีสัญลักษณ์พระจันทร์เสี้ยว จะเป็นพระศิวะ แต่รูปนี้มีสัญลักษณ์ของพระศรีอาริย์ หรือผู้ที่จะตรัสรู้ในอนาคต เทียบได้กับศิลปะปัลลวะของอินเดียใต้ ผ่านทางเขมร (ศิลปะฟูนัน)
“ชิ้นนี้ตั้งอยู่เขาถมอรัตน์ เป็นหลักฐานว่าศรีเทพ ยังมีพุทธศาสนามหายานเข้ามาด้วย ศิลปะอินเดียมักจะเรียบง่าย เป็นธรรมชาติ ไม่ทรงเครื่องอะไรมาก รูปปั้นนี้ย้อนไปถึงสมัยคุปตะ”

ชิ้นที่ 6 ‘เศียรพระพุทธรูป’ ลักษณะพิเศษคือ คิ้วต่อเป็นปีกกา คิ้วใหญ่ ตาปูนเล็กน้อย ประกอบกับปากล่าง และยื่นออกมา กำหนดได้ว่าเป็นเศียรพระพุทธรูปทวารวดี 13-14 บริบทของเศียรนี้ถ้ายังอยู่ถ้ำเขาถมอรัฐ อาจจะเชื่อมโยงได้ว่า เป็นศาสนสถาน สะท้อนวัฒนธรรมพุทธแบบทวารวดี เหมือนศรีเทพด้วย ส่วนชิ้นที่ 7 ‘เศียรพระโพธิสัตว์’ พุทธศตวรรษ1 13-14
ชิ้นที่ 8 ‘ชิ้นส่วนพระหัตถ์’ พุทธศตวรรษ1 13-14 รศ.ดร.ประภัสสร์อธิบายว่า มือขวาที่เอานิ้วชี้กับนิ้วโป้งมาจรดหัน ทำท่าจีบ เรียกว่า ‘แสดงธรรม’ นิ้วจีบกันเป็นรูปวงกลมคล้ายธรรมจักร เป็นท่าทางหนึ่งของพระพุทธเจ้าตอนแสดงธรรมเทศนา จึงสันนิษฐานว่ามาจากพระพุทธรูปยืนแกะสลักติดเขาผนังถ้ำ ในเขาถมอรัตน์ ถ้ามีภาพประกอบ เช่น กวางหมอบ จะยิ่งสะท้อนชัดว่าแสดงธรรม คือ ปฐมเทศนากัมจักกัปปวัตนสูตร
ส่วนอีกข้าง เป็นพระหัตถ์ที่เล็กกว่า อมจะเป็นพระหัตถ์ของบริวาร ที่น่าจะถือสร้อยและกำของอย่างหนึ่งของนักบวช อาจจะเป็นมือพระโพธิสัตว์ก็เป็นได้ ทั้ง 4 ชิ้นนี้มีความสำคัญ เก็บมาจากเขาถมอรัตยน์ สะท้อนถึงพุทธศาสนา ที่ปะปนระหว่างเถวรวาทและมหายาน
รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าวปิดท้ายว่า นิทรรศการชุดนี้ เรียกได้ว่ามีคุณค่า ทำให้เราสามารถประมวลผล โบราณวัตถุที่สำคัญในเมืองศรีเทพ ที่มีเทคนิคเฉพาะ สกุลช่วงเฉพาะของศรีเทพ
“ภูมิใจว่าได้รับประกาศมรดกโลกอย่างมีศักดิ์ศรี อย่าลืมว่าเรายังมีมรดกโลกอีกหลายที่ ได้ศรีเทพแล้ว อย่าลืมที่อื่นที่เสี่ยงถูกถอดถอนจากมรดกโลก ด้วยสภาวะที่สุ่มเสียง สูญหายทำลาย
“ดีใจกับศรีเทพแล้ว อย่าลืมกลับไปดูแลมรดกโลกแห่งอื่นๆ ของไทยด้วย” รศ.ดร.ประภัสสร์กล่าว
ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลมติชน และมติชนอคาเดมี เตรียมจัดกิจกรรม ทริปสุดเอ็กคลูซีฟ “เมืองโบราณศรีเทพ มรดกโลก Round 2” ฟังเรื่องเมืองศรีเทพ ศูนย์กลาง ‘ทวารวดี’ จริงหรือ ? นำชมโดย รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล ในวันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2556 เวลา 05.30 – 21.00 น. ราคาเพียง 3,900 บาท/ท่าน (รวมค่าเดินทาง ค่าเข้าชม และค่าอาหารกลางวันตลอดทริป)


