‘สุดาวรรณ’ ปลื้มรับมอบ โกลเด้นบอย-ประติมากรรมรูปสตรีพนมมือ กลับไทย หลังถูกลักลอบออกนอกประเทศ นานกว่า 45 ปี เดอะ เมท การันตี 2 โบราณวัตถุ เป็นสิทธิของไทยอันชอบธรรม พร้อมเปิดให้เข้าชม 22 พ.ค.นี้
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม เวลา 14.00 น. ที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (พช.) พระนคร น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เป็นประธานในพิธีรับมอบโบราณวัตถุ จำนวน 2 รายการ ได้แก่ 1. ประติมากรรมสำริดรูปพระศิวะ (The Standing Shiva) หรือ Golden Boy และ 2.ประติมากรรมรูปสตรีพนมมือ (The Kneeling Female) จากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน หรือเดอะ เมท (The Metropolitan Museum of Art หรือ The MET) นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา กลับคืนสู่ประเทศไทย โดยมีนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัด วธ. นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร นาย John Guy ผู้แทนพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน สหรัฐอเมริกาพร้อมด้วยคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร เข้าร่วม

น.ส.สุดาวรรณกล่าวว่า โบราณวัตถุที่ประเทศไทยได้รับคืนจากเดอะ เมท ครั้งนี้ถือเป็นสมบัติของประชาชนชาวไทยทุกคนเป็นหลักฐานแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของดินแดนประเทศไทยในอดีตเมื่อกว่าพันปี จัดเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งของชาติ ควรค่าแก่ความภาคภูมิใจโดยท่านนายกฯ ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก จึงมอบหมายให้มารับโบราณวัตถุดังกล่าว ซึ่งได้รับรายงานว่า มีการลักลอบออกจากประเทศไทย ไปนานกว่า 45 ปี

“ในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทยทุกคน ขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้รับมอบโบราณวัตถุสำคัญของชาติกลับคืนมาสู่มาตุภูมิ โบราณวัตถุที่ประเทศไทยได้รับมอบจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน สหรัฐอเมริกา ทั้ง 2 รายการ ในครั้งนี้ ถือเป็นสมบัติของประชาชนชาวไทยทุกคน เป็นหลักฐานแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของดินแดนประเทศไทยในอดีตเมื่อกว่าพันปี เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งของชาติ ควรค่าแก่ความภาคภูมิใจ อีกทั้งเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยในช่วงเวลาดังกล่าว ความงามของโบราณวัตถุบ่งบอกถึงฝีมือช่าง และเทคโนโลยีชั้นสูงในการหล่อโลหะของคนโบราณ

โดยเฉพาะเป็นของที่หาได้ยาก เป็นที่ยอมรับว่าเป็นโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมที่มีคุณค่าระดับโลก อีกทั้งการส่งมอบโบราณวัตถุทั้ง 2 รายการ กลับคืนให้กับประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน สหรัฐอเมริกา เห็นถึงความสำคัญของที่มาอันถูกต้องของโบราณวัตถุในครอบครอง และมิตรไมตรีที่มีมาอย่างยาวนานของไทยและสหรัฐอเมริกา ขอขอบคุณกรมศิลปากร กระทรวงการต่างประเทศ คณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน สหรัฐอเมริกา ที่ช่วยดำเนินการให้การนำโบราณวัตถุทั้ง 2 รายการ กลับคืนสู่ประเทศไทยสำเร็จลุล่วงอย่างดียิ่ง ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการธำรงรักษาไว้ซึ่งมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ จะเป็นอีกกลไกสำคัญหนึ่งที่ทำให้ประชาชนชาวไทยเกิดความภาคภูมิในรากเหง้าของชาติ เกิดความรัก หวงแหน และรักษาให้เป็นสมบัติของประชาชนชาวไทยสืบไป” น.ส.สุดาวรรณกล่าว

น.ส.สุดาวรรณกล่าวต่อว่า จากนี้ทางกรมศิลปากรจะมีการศึกษารายละเอียดเมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนแล้วจะเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับทราบต่อไป ส่วนการเก็บรักษานั้น เบื้องต้นจะจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครก่อน โดยขณะนี้ยังไม่มีแผนการเคลื่อนย้ายไปเก็บรักษาไว้ที่อื่น และยังไม่มีแผนทำองค์จำลอง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังมีการติดตาม เจรจาทวงคืนโบราณวัตถุ อีก 5 รายการ โดยปัจจุบันมีโบราณวัตถุที่ได้กลับคืนมาแล้ว รวม 96 รายการ

นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัด วธ.กล่าวว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2566 วธ. โดยกรมศิลปากร ได้รับการประสานจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน สหรัฐอเมริกา ว่ามีความประสงค์ส่งมอบโบราณวัตถุ จำนวน 2 รายการ คืนให้กับประเทศไทย ประกอบด้วย ประติมากรรมสำริดรูปพระศิวะ (The Standing Shiva) หรือ ที่รู้จักกันในนาม โกลเด้นบอย (Golden Boy) และประติมากรรมรูปสตรีพนมมือ (The Kneeling Female) เนื่องจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทันพบว่า โบราณวัตถุดังกล่าว ถูกลักลอบนำออกนอกราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมาย จึงได้ถอดโบราณวัตถุทั้ง 2 รายการ ออกจากบัญชีของพิพิธภัณฑ์ และประสานขอส่งคืนให้ประเทศไทย เพื่อแสดงถึงการที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน ให้ความสำคัญกับที่มาอันถูกต้องของโบราณวัตถุในครอบครอง ซึ่งผลการประสานงานเป็นไปด้วยดี กระทั่งพิพิธภัณฑ์ได้ส่งโบราณวัตถุกลับคืนถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2567

“กรมศิลปากรจะเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าชมความงามของโบราณวัตถุทั้ง 2 รายการ พร้อมทั้งเคลื่อนย้ายประติมากรรมสำริดขนาดใหญ่ขุดพบจากปราสาทสระกำแพงใหญ่ จังหวัดศรีสะเกษ ที่มีรูปแบบใกล้เคียงกับประติมากรรมโกลเด้นบอย จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย มาจัดแสดงร่วมกัน ณ ห้องลพบุรี อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคมเป็นต้นไป” นางยุพากล่าว
นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ตนโชคดีที่เป็นคนแรกๆ ที่ได้เห็นโกลเด้นบอย และประติมากรรมสตรีนั่งพนมมือ ที่ได้รับการส่งมอบจากสหรัฐอเมริกา มีความตื่นเต้นและดีใจมาก ถือเป็นประวัติศาสตร์ ที่ได้มีการรับมอบของที่มีค่าคืนมาเร็วที่สุด ซึ่งเมื่อประมาณ 40-50 ปีที่ผ่านมามีการล่าสมบัติโบราณวัตถุ เป็นเรื่องที่มีการนำโบราณวัตถุออกไปนอกประเทศโดยไม่ถูกต้อง ซึ่งในขณะนั้นกรมศิลปากรไม่สามารถมีการป้องกันครอบคลุมทั้งหมดได้ ดังนั้นในเรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องที่เราจะเก็บไว้เป็นบทเรียนและเป็นความทรงจำ และการได้คืนมาของโกลเด้นบอย และสตรีนั่งพนมมือ แสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรจดจำ และแสดงให้เห็นถึงจริยธรรมที่พิพิธภัณฑ์ทั่วโลกควรจะมี การที่เดอะเมท คืนโบราณวัตถุที่คนทั่วโลกอยากจะไปชมและเป็นสมบัติของมนุษยชาติ สู่ในแผ่นดินแม่ครั้งนี้เป็นความร่วมมือร่วมแรงและร่วมใจและหวังว่าการกลับคืนมาของโกลเด้นบอยในวันนี้เป็นการกลับสู่แผ่นดินแม่อย่างถาวร หลังจากนี้ กรมศิลปากรก็ยังมีภารกิจที่รัฐมนตรีว่าการ วธ. มอบหมายให้ดำเนินการอีกหลายอย่าง ซึ่งพร้อมจะทำตามนโยบาย ซึ่งการได้คืนซึ่งโบราณวัตถุของไทยยังคงไม่สิ้นสุดแค่นี้ แต่ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้คืนทั้งของและมิตรภาพของทั้งสองประเทศ

นายจอห์น กาย ภัณฑารักษ์ แผนกศิลปะเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน นครนิวยอร์ก กล่าวว่า การส่งมอบโบราณวัตถุคืนให้แก่ประเทศไทยในครั้งนี้ รวมถึงการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทโพลิทันและกรมศิลปากร เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือจากการหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่องของทั้งสองฝ่าย
สำหรับการส่งมอบโบราณวัตถุ 2 รายการ กลับคืนสู่ประเทศไทย สืบเนื่องจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทันตรวจสอบข้อมูลแล้วยืนยันว่า โบราณวัตถุดังกล่าวเป็นของราชอาณาจักรไทยโดยสิทธิอันชอบธรรม การส่งคืนโบราณวัตถุให้แก่ประเทศไทยเกิดขึ้นหลังจากที่เดอะเมท เริ่มการตรวจสอบแหล่งที่มาของทรัพย์สินทางวัฒนธรรมเมื่อปีที่แล้ว การริเริ่มนี้ขับเคลื่อนโดยความมุ่งมั่นของพิพิธภัณฑ์ เพื่อแสดงถึงการที่เดอะเมทให้ความสำคัญกับที่มาอันถูกต้องของโบราณวัตถุในครอบครอง

นายจอห์น กาย กล่าวต่อว่า ประติมากรรมสำริดกะไหล่ทองรูปพระศิวะ ในศาสนาฮินดู ที่เห็นอยู่ในขณะนี้ ถือเป็นผลงานชิ้นเอกชิ้นเดียวอย่างไม่ต้องสงสัย และเป็นหนึ่งในประติมากรรมทางศาสนาที่สำคัญที่สุดประเภทรูปเคารพที่ยังหลงเหลืออยู่ในแผ่นดินใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสภาพการเก็บรักษาเกือบสมบูรณ์
ประติมากรรมสำริดรูปพระศิวะ หรือที่รู้จักในนาม Golden Boy เป็นประติมากรรมที่มีรูปร่างงดงาม แต่น่าเสียดายที่ไม่มีจารึกใดๆ ที่จะปรากฏเป็นเบาะแสในการตรวจสอบแหล่งกำเนิดได้เลย แน่นอนว่ารูปเคารพนี้ ทำหน้าที่เป็นรูปเคารพทางศาสนาที่สำคัญในเทวสถานในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-17 ซึ่งน่าจะหมายถึง พระศิวะ เทพในศาสนาพราหมณ์ พระศิวะโดยปกติจะปรากฏในรูปของศิวลึงค์ ดังที่เราเห็นได้จากโบราณวัตถุหลายๆ ชิ้น ที่อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในประเทศไทย ซึ่งเป็นการนำเสนอในแบบมานุษยรูปนิยมของเทพซึ่งอาจจะมีนัยที่ซ่อนอยู่ คือเหมือนดั่งพระศิวะอวตารในรูปจำแลงของกษัตริย์ ผู้อุปถัมภ์ในการสร้าง หรืออาจจะเป็นบรรพบุรุษใกล้ชิดของกษัตริย์ ที่ได้รับการสถาปนาพระเกียรติยศ
การสร้างรูปเคารพของผู้ปกครองอันศักดิ์สิทธิ์ในรูปร่างของเทพเจ้านั้น มีคำอธิบายไว้ในจารึกของราชวงศ์เขมรหลายฉบับ อันเป็นส่วนหนึ่งของขนบธรรมเนียม ที่ยกย่องพระมหากษัตริย์ในสถานะเทวราชา รูปหล่อสำริดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดซึ่งเป็นของวัฒนธรรมเขมรในสมัยเมืองพระนครของกัมพูชา ที่อยู่ในจุดสูงสุด ราวพุทธศตวรรษที่ 16-18 ถูกค้นพบที่ปราสาทแม่บุญตะวันตก ในสระน้ำที่คนขุดขึ้น ณ เมืองพระนคร เป็นรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ มีขนาดความยาว 3 เมตร ประติมากรรมมสำริดรูปพระศิวะองค์นี้ โดดเด่นกว่ารูปประติมากรรมที่กล่าวมานั้น ในแง่ของคุณภาพของประติมากรรม และความประณีต ส่วนความยิ่งใหญ่ของตัวประติมากรรมและการตกแต่งเครื่องประดับนั้น ยังไม่อาจเทียบได้ รวมถึงการตกแต่งด้วยการกะไหล่ทองซึ่งยังคงอยู่แม้ผ่านมานับพันปี

หากพิจารณาจากผ้านุ่งห่มแบบสมพตในภาษาเขมรหรือผ้านุ่งในภาษาไทย มีการตกแต่งรอยผูกที่ชายผ้าด้านหน้าและปมผ้าด้านหลังก็ตกแต่งอย่างสวยงามสะท้อนเรือนร่างที่สวมใส่อยู่ เครื่องประดับ พาหุรัด กำไลข้อมือ กำไลข้อเท้า กรองคอ และมงกุฎ เป็นส่วนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ ดังที่ นิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ตั้งข้อสังเกตไว้ การวางเท้าเหลื่อม อาจบ่งบอกถึงการเคลื่อนไหว หรือสิ่งนี้คือเทพที่กำลังเคลื่อนไหว
โบราณวัตถุชิ้นที่สอง คือ ประติมากรรมรูปสตรีนั่งชันเข่าพนมมือ ประดับด้วยเพชรพลอย และไม่ต้องสงสัยเลยว่า เป็นสตรีในราชสำนัก กระทำกิริยาท่าทางการสักการะตามธรรมเนียม ท่านั่งโดยพับขาข้างหนึ่งไว้ข้างใต้ เท้ามองเห็นได้จากด้านหลัง มีลักษณะเป็นธรรมชาติ และปฏิบัติตามมารยาทในการนั่งต่อหน้าพระราชวงศ์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยังคงพบเห็นอยู่ในปัจจุบันในไทย การสร้างประติมากรรมสำริดในลักษณะนี้ ต้องทุ่มเทและใช้ทรัพยากรอย่างมาก เนื่องจากมูลค่าของโลหะมีราคาสูงมาก
ในความคิดเห็นของตนเชื่อว่า ผลิตขึ้นในโรงหล่อหลวงบริเวณชั้นในของเมืองพระนคร ดังเช่น โรงถลุงแร่และหล่อโลหะแห่งหนึ่งภายในบริเวณพระราชวังที่นครธมที่ได้รับการสำรวจทางโบราณคดีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประติมากรรมทั้งสองชิ้นหล่อด้วยกระบวนการสูญขี้ผึ้ง โดยมีแกนเหล็กที่ยื่นออกมาจากส่วนมงกุฎถึงเท้า เมื่อการตกแต่งในขั้นตอนสุดท้ายบนพื้นผิวสำริด ทำได้อย่างประณีตและละเอียด เมื่อตรวจสอบพระพักตร์ของทั้งพระศิวะและสตรีนั่งชันเข่าโดยละเอียด พบว่าทั้งสององค์มีการตกแต่งด้วยการฝังแก้ว หินผลึก และโลหะที่แตกต่างกัน คือ ทองคำและเงิน พระเนตรของพระศิวะล้อมด้วยเงินและพระเนตรดำอาจเคยมีหินคริสตัลฝังอยู่ หนวดและเคราก็มีร่องรอยการประดับตกแต่งด้วยการฝังวัตถุเช่นเดียวกัน

ประติมากรรมทั้งสองชิ้นนี้ติดตั้งอยู่บนแท่นหินในเทวสถานที่สร้างด้วยศิลาแลงหรืออิฐ สว่างไสวด้วยตะเกียงน้ำมัน จึงมีอำนาจและสง่างามน่าหลงใหล พระศิวะประทับยืนเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาที่สำคัญสำหรับการสักการะในวิหารหลวง อาจจะทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน โดยเป็นตัวแทนของเทพเจ้าและรูปบรรพบุรุษใกล้ชิดของกษัตริย์ จารึกหลายฉบับกล่าวถึงวัดหลวงที่อุทิศให้กับบรรพชนผู้ล่วงลับของชนชั้นปกครอง และรูปเคารพนี้น่าจะถูกสร้างขึ้นตามหลักการดังกล่าว แม้ว่ารูปเคารพดังกล่าวถูกกำหนดไว้เพื่อการสักการะของราชวงศ์ที่นครวัด แต่เป็นที่น่าประหลาดใจว่า รูปเคารพเหล่านี้ถูกส่งไปประดิษฐานยังเมืองสำคัญของอาณาจักรเขมรด้วย

