ดาวดัง‘ปาร์ตี้ลิสต์’ ตัวช่วยพรรคการเมือง
เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายที่บรรดาพรรคการเมือง จะต้องเร่งเฟ้นและจัดเรียงลำดับรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ก่อนยื่นสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งตามปฏิทินคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดไว้คือ 4-7 เมษายนนี้ ทว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ กติกาเปลี่ยนแปลงไปจากบัตรเลือกตั้งใบเดียวมาเป็นบัตร 2 ใบ แยกกับ ส.ส.แบบแบ่งเขตชัดเจน
โดย ส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ 100 คนนั้นจะถูกคิดจากสูตรหาร 100 นั่นคือ การนำคะแนนเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองทั้งหมดจากบัตรเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ มาหารด้วย 100 คน แล้วคำนวณหาจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคจะได้ตามสัดส่วนคะแนน
ขณะนี้ หลายพรรคเริ่มเปิดเผยรายชื่อออกมาแล้ว ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เป็นอีกพรรคหนึ่งที่ถูกจับตา หลังไร้ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะแคนดิเดตนายกฯเบอร์ 1 ของพรรรค
การขาดตัวตึงหรือแกนนำพรรคคนสำคัญ ใน ส.ส.บัญชีรายชื่อจะส่งผลต่อพรรคหรือไม่
ปฐวี โชติอนันต์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มองว่า การที่พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ส่ง พล.อ.ประยุทธ์ ลงรับสมัครเลือกตั้งเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ คิดว่าไม่ส่งผลต่อพรรคในแง่คะแนนเสียง แต่ในมุมกลับจะส่งผลดีกับ พล.อ.ประยุทธ์ และ ส.ส.บางคนในพรรคเองด้วย กล่าวคือ การเลือกตั้งรอบนี้ไม่ได้กำหนดให้นายกฯต้องมาจาก ส.ส. ดังนั้นตามกติกา จึงไม่มีความจำเป็นที่พรรคจะเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ต้องลงสมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์
มากกว่านั้น คนในสังคม หรือกลุ่มคะแนนเสียงของพรรครวมไทยสร้างชาติก็รู้แล้วว่าถ้าเลือกพรรค หรือเลือกผู้สมัครของพรรคนี้คือสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ให้มีโอกาสเป็นนายกฯ ดังนั้นการที่ พล.อ.ประยุทธ์จะลงปาร์ตี้ลิสต์หรือไม่นั้น จึงไม่มีผลกับคะแนนเสียง
กรณีนี้คล้ายกับพรรคเพื่อไทยที่แคนดิเดตนายกฯของพรรคทั้ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายเศรษฐา ทวีสิน ไม่ได้มีชื่อในบัญชีรายชื่อปาร์ตี้ลิสต์ของพรรค แต่คนที่เลือกพรรคนี้เขาก็รู้อยู่แล้วว่าเลือกไปจะได้คนใดคนหนึ่งเป็นนายกฯ
สุดท้ายการที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ลงรับสมัครในปาร์ตี้ลิสต์ กลับเป็นผลดีกับ พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าเกิดพรรครวมไทยสร้างชาติได้ ส.ส.ไม่ถึง 25 คน พล.อ.ประยุทธ์จะไม่มีสิทธิถูกเสนอชื่อชิงตำแหน่งนายกฯ คิดว่านี่เป็นช่องทางสำคัญที่จะทำให้พล.อ.ประยุทธ์ หาทางลง คือเลิกเล่นการเมืองได้
ปฐวี ระบุอีกว่า ระบบการเลือกตั้งแบบปาร์ตี้ลิสต์ หรือระบบบัญชีรายชื่อของไทยในการเลือกตั้งปี 2566 นี้ ใช้ประเทศไทยทั้งประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ผู้ที่จะได้รับเลือกเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคต้องได้มากกว่า 300,000 คะแนน ดังนั้น พรรคการเมืองต้องดึงบุคคลที่มีความโดดเด่นในแต่ละสายงานเข้ามาอยู่ในบัญชีรายชื่อ เพื่อให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ มั่นใจว่าผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเองจะได้รับตอบสนอง เมื่อนักการเมืองท่านนั้นเข้าสภา ยิ่งพรรคการเมืองมีตัวแทนจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ในสังคมเข้ามาอยู่ในระบบบัญชีรายชื่อมากเท่าไร ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าพรรคการเมืองนั้นให้ความสำคัญคนกลุ่มต่างๆ ในประเทศ
ส่วนอีกด้านหนึ่ง นักการเมืองเก่าก็ต้องพิจาณาถึงบทบาทของเขาเหล่านั้นที่ผ่านมาว่ามีผลงานอะไรบ้าง เคยผลักดันนโยบายอะไร หรือเคยลุกขึ้นอภิปรายประเด็นสำคัญอะไรในสภาบ้าง สิ่งเหล่านี้พรรคต้องนำมาพิจารณาในการใส่ชื่อนักการเมืองเก่าเหล่านั้นในบัญชีรายชื่อของพรรค เพราะอย่าลืมว่า นักการเมืองในบัญชีรายชื่อนั้นสะท้อนถึงภาพลักษณ์และนโยบายของพรรคในระดับประเทศ
สำหรับรายชื่อปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคการเมืองที่ออกมาตอนนี้ที่เห็นได้คือ พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่มีอะไรน่าประหลาดใจ คิดว่ารายชื่อปาร์ตี้ลิสต์ที่แต่ละพรรคการเมืองจัดมานั้นแทบไม่ต่างจากการเลือกตั้งในปี 2562 คือ เอาบุคคลสำคัญของพรรค และหรือหัวหน้ากลุ่มบ้านใหญ่เข้ามาอยู่ในระบบบัญชีรายชื่อ
“ถ้าเราอิงจากโพลส่วนใหญ่ว่าแต่ละพรรคมีโอกาสได้ปาร์ตี้ลิสต์เท่าไหร่ ถ้าผลเลือกตั้งออกมาในรูปการณ์แบบนี้ หลังจากนั้นนำมาเทียบเคียงกับการวางผู้สมัคร ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคว่าใครจะเป็น เบอร์ 1, 2, 3…100 ตรงนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะทำให้เห็นว่าแต่ละพรรควางตัวคนที่เป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อย่างไร หัวหน้ากลุ่มการเมือง ตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ไหนจะมีโอกาสจะได้รับเลือกเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคการเมืองเหล่านั้นให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาสังคมและการมีส่วนร่วมของกลุ่มต่างๆ ในสังคมมากน้อยเพียงใด” อาจารย์ปฐวีให้ความเห็นทิ้งท้าย
ขณะที่ “ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เสริมว่า สิ่งหนึ่งที่จะชี้ให้เห็นถึงความสำคัญคือ บัญชีรายชื่อ ส.ส.เหล่านั้น ตอบโจทย์ความหลากหลายทางเพศ ทางกลุ่มอาชีพต่างๆ หรือไม่ หากไปกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มของนายทุน อดีตข้าราชการ เครือข่ายที่คิดว่าเป็นห่วงโซ่ของการประนีประนอมทางการเมือง จะเป็นภาพสะท้อนว่านโยบายที่ถูกสร้าง ร่างขึ้นมาอย่างสวยงาม อาจจะไม่เป็นจริง
มากไปกว่านั้น หากคนที่จะเป็นนายกฯของพรรคนั้นไม่ได้เป็น ส.ส. คำถามคือ คนที่เสนอตัวเป็นผู้นำของพรรคนั้นจะควบคุม ส.ส.ที่มาจากหลากเผ่าหลากพันธุ์ ให้เดินไปตามทิศทางนโยบายที่ผู้นำทางการเมืองของพรรคนั้นวางไว้ได้อย่างไร หากไม่มีคนควบคุม
นอกเหนือจากก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย คงเห็นน้อยมากที่จะมาแย่งชิงคะแนนของคนรุ่นใหม่ เพราะดูเหมือนเขาจะยอมรับกันอย่างกว้างๆ แล้วว่า การแย่งชิงคะแนนตรงนี้ เป็นไปได้ยาก เพราะมันสะท้อนตั้งแต่ภาพลักษณ์ของผู้นำพรรค ภาพลักษณ์ของการเดินเกมทางการเมืองของกลุ่มคน ของช่วงวัยที่อยู่ในพรรคเหล่านั้นมานานช่วงหนึ่งแล้ว พรรคต่างๆ ที่เหลือส่วนใหญ่ เน้นไปแย่งชิงกลุ่มผู้สูงวัยมากกว่า ในขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่น่าจะเป็น 2 พรรคหลัก คือ ก้าวไกลกับเพื่อไทย
“ใน 100 อันดับของผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยคาดการณ์ว่าตัวเองอาจเป็นพรรคที่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อระดับ 40-50 คน การจัดอันดับ ผมคิดว่าจะสะท้อนออกมาในรูปแบบเดิม คือ เป็นเครือข่ายครอบครัว หรือนักการเมืองท้องถิ่นต่างๆ รวมถึงเครือข่ายของกลุ่มทุนระดับชาติ เป็นเครือข่ายของชนชั้นนำของเพื่อไทย ส่วนกลุ่มบัญชีรายชื่อที่เป็นสีสันต่างๆ น่าจะอยู่ลำดับท้ายๆ นี่เป็นการมองภาพกว้าง อาจมีการจัดบางคนเข้าไปอยู่ในกลุ่ม 30 คนแรกก็ได้ ที่นั่งมีจำกัด แต่เนื่องจากต้องการแลนด์สไลด์ เราได้เห็นการผนวกก๊กนั้น ก๊กนี้เข้ามา จึงต้องมีการแลกเปลี่ยน หัวหน้าก๊กต้องเข้าไปอยู่ในบัญชีรายชื่อแรกๆ ของพรรคเพื่อไทย ทำให้คนรุ่นใหม่ หรือคนที่มีสีสันอาจจะเข้าไปสู่ตำแหน่งทางการเมืองได้น้อยมาก”
สำหรับผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคก้าวไกล สะท้อนกลุ่มคนที่ต่อสู้ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีกลุ่มคนที่เป็น ส.ส.มาแล้ว และกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวในจังหวัดต่างๆ ในประเด็นต่างๆ ที่ซุกซ่อนตัวอยู่ ที่เราไม่เคยรู้จัก ส่วนกลุ่มที่เป็นอดีต ส.ส.อย่าง วิโรจน์ ลักขณาอดิศร, ศิริกัญญา ตันสกุล และคนอื่นๆ ตอนนี้เป็นนักอภิปรายของพรรคไปแล้ว คนเหล่านี้เป็นตัวตึงที่ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่า สะใจ ผมคิดว่าตัวตึงเหล่านี้ จะทำให้คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเผชิญหน้าและเปลี่ยนแปลงสังคมไทย เลือกพรรคก้าวไกล
“อย่างไรก็ตาม คิดว่า กลุ่มที่เป็นตัวตึงมากๆ กลับกลายเป็น ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล และพรรณิการ์ วานิช ที่ถูกตั้งขึ้นมาเป็นผู้ช่วยหาเสียง ทำให้เห็นได้ว่าโดนใจกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างมาก เพราะต่อให้ตัดสิทธิทางการเมือง ต่อให้ขยี้บีฑา แต่ก็ไม่ยอมแพ้ และเราจะเดินไปด้วยกัน นี่คือสิ่งที่เรียกคะแนน” อาจารย์ธำรงศักดิ์ตบท้าย
เป็นมุมมองต่อตัวตึงของพรรคต่างๆ ที่มีและไม่มีชื่อในปาร์ตี้ลิสต์ จะเป็นแม่เหล็กดูดคะแนนเสียงให้พรรคได้มากน้อยแค่ไหน

