หน้าแรก การเมือง เปิดสูตร-เช็ก...

เปิดสูตร-เช็กเงื่อนไข ตั้งนายกฯ-ฟอร์มครม.ใหม่

16.05.23 | 05:55 น.

เปิดสูตร-เช็กเงื่อนไข ตั้งนายกฯ-ฟอร์มครม.ใหม่

ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา จากการรายงานผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พบว่า ส.ส.แบบแบ่งเขต พรรคการเมืองที่ได้คะแนนสูงสุด คือ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) 113 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ 112 ที่นั่ง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ 67 ที่นั่ง พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ 39 ที่นั่ง พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) 23 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 22 ที่นั่ง พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 9 ที่นั่ง พรรคประชาชาติ (ปช.) 7 ที่นั่ง พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) 5 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทรวมพลัง (พทล.) 2 ที่นั่ง พรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) 1 ที่นั่ง

ส่วน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ มีพรรคการเมืองได้ที่นั่งทั้งหมด 17 พรรคการเมือง ประกอบด้วย พรรค ก.ก. 39 ที่นั่ง พรรค พท. 29 ที่นั่ง พรรค รทสช. 13 ที่นั่ง พรรค ภท. 3 ที่นั่ง พรรค ปชป. 3 ที่นั่ง พรรค ปช. 2 ที่นั่ง พรรค พปชร. 1 ที่นั่ง พรรคเสรีรวมไทย (สร.) 1 ที่นั่ง พรรค ทสท. 1 ที่นั่ง พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 ที่นั่ง พรรคใหม่ 1 ที่นั่ง พรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) 1 ที่นั่ง พรรคท้องที่ไทย 1 ที่นั่ง พรรคเป็นธรรม 1 ที่นั่ง พรรค ชทพ. 1 ที่นั่ง พรรคพลังสังคมใหม่ 1 ที่นั่ง และพรรคครูไทยเพื่อประชาชน 1 ที่นั่ง

ผลการเลือกตั้งที่ออกมาถือเป็นปรากฏการณ์สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในทางการเมือง เมื่อพรรค ก.ก.ได้รับการเลือกตั้งมาเป็นอันดับที่ 1 ด้วยที่นั่ง 152 เสียง เอาชนะผู้สมัคร ส.ส.ทั้งบ้านใหญ่ อดีต ส.ส.เก่า คว้าชัยชนะยกจังหวัดยุทธศาสตร์ในทุกภาค แบบพลิกความคาดหมาย

ไทม์ไลน์การเมืองในสเต็ปต่อไป คือ การรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ทั้ง 500 คน ภายใน 60 วัน ระหว่างนี้ ภารกิจสำคัญของพรรคที่ได้เสียง ส.ส.มาเป็นอันดับที่ 1 อย่างพรรค ก.ก. คือ การเดินหน้ารวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

Advertisement

จากท่าทีล่าสุดของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพียงหนึ่งเดียวของพรรค ก.ก. ประกาศจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก 310 เสียง ภายใต้การนำด้วยสูตรของพรรค ก.ก.ร่วมด้วยกับ พรรค พท. พรรค ทสท. พรรค ปช. พรรค สร. รวมกันได้ 309 เสียง และกำลังติดต่อไปยังพรรคเป็นธรรม ที่เห็นความตั้งใจทำงานเรื่องความสันติภาพใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมแล้วเป็น 310 เสียง เพียงพอตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก

ปิดประตูตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดย 5 พรรคพร้อมพูดคุยในรายละเอียดทั้งเรื่องคน นโยบาย แผนการทำงาน และจำเป็นต้องทำเอ็มโอยูเหมือนกับสากล ให้ประชาชนเห็นได้ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย 100 วัน และ 1 ปีจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

แม้การฟอร์มเสียงจัดตั้งรัฐบาลตามสูตรของพรรค ก.ก. ที่มี “พิธา” เป็นแคนดิเดตนายกฯ รวมได้ 310 เสียง ถือเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เพียงพอต่อการทำหน้าที่ในสภาอย่างมีเสถียรภาพ เนื่องจากมีตัวเลขเกินกึ่งหนึ่งของสภา คือ 250 เสียง แต่กว่าจะถึงขั้นตอนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องผ่านขั้นตอนการเลือกโหวตเลือกนายกฯของที่ประชุมรัฐสภา ตามมาตรา 272 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีเสียงของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน มาร่วมโหวตเลือกนายกฯ ร่วมกับ ส.ส. 500 คน โดยต้องได้รับเสียงไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา หรือ 376 เสียง เป็นตัวชี้ขาด

สูตรการฟอร์มรัฐบาลพรรค ก.ก.ที่มี “พิธา” เป็นแกนนำที่ประกาศรวมเสียงของพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมที่ได้ 310 เสียง จึงยังขาดเสียงสนับสนุนอีก 66 เสียง เพื่อให้ผ่านด่านเลือก นายกฯคนที่ 30 ได้สำเร็จ

แม้ตัวเลข 310 เสียง ของรัฐบาลพรรค ก.ก. จะเป็นเสียงข้างมากของสภา ที่มาจากฉันทามติของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง จะเป็นการวัดใจ ส.ว.อีก 66 คน ว่าจะมีวุฒิสมาชิกท่านใดร่วมโหวตหนุนนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่

หากดูจากท่าทีและสัญญาณล่าสุดของ ส.ว.บางคน อย่าง เฉลิมชัย เฟื่องคอน ที่ระบุว่า พรรคที่จะเป็นรัฐบาลต้องไปหาเสียงให้ได้ 376 เสียงเองก่อน อย่ามาหวังพึ่งเสียง ส.ว. โดยไปเอาพรรค ภท.มาร่วมก็ได้แล้ว เพื่อจะได้ปิดสวิตช์ ส.ว.ไปเลย เพราะถ้า ส.ว.มีการงดออกเสียง จะทำให้ไม่ถึง 376 เสียงอยู่แล้ว ทั้งนี้ ยอมรับว่าปัจจัยของ ส.ว. ไม่ใช่เรื่องเสียงที่ได้รับจากประชาชนหรือเสียงข้างมากอย่างเดียว เพราะต้องดูว่าใครตั้ง ส.ว.ชุดนี้ และมีที่มาอย่างไร

แม้ ส.ว.มีเสียงแบ่งเป็นกลุ่มๆ มี ส.ว.อิสระไม่ถึง 20 คน เวลาลงมติจริงก็ไม่รู้จะอิสระหรือไม่ ยกตัวอย่าง ที่มีข้อเสนอให้ตัดอำนาจ ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ มี 23 ส.ว.เห็นด้วย แต่กลุ่มนี้อาจงดออกเสียงในการลงมติเลือกนายกฯ และจะเอา ส.ว. 23 คน มาบอกว่าโหวตตามเสียงข้างมากไม่ได้

ดังนั้น ต้องรวมเสียงให้ได้ 376 เสียง ไม่เช่นนั้นก็ผ่านไม่ได้ และถ้ารัฐสภาเลือกนายกฯครั้งแรกไม่ได้ พรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องไปหาพรรคอื่นมารวมให้ได้ 376 เสียง เพื่อเลือกครั้งที่ 2 อีกครั้ง ส.ว.ทุกคนมีอิสระในการตัดสินใจ

ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิในการโหวตเลือกนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคหนึ่ง ที่สมาชิกรัฐสภาต้องโหวตกันแบบเปิดเผยด้วยการขานชื่อเรียงตามลำดับอักษร ทั้งนี้หากย้อนดูประวัติศาสตร์การโหวตเลือกนายกฯ ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 จะพบว่าทั้ง 250 ส.ว. โหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯคนที่ 29 ด้วยมติแบบเสียงไม่แตกด้วยคะแนน 249 เสียง มีเพียง 1 คน ที่งดออกเสียงตามมารยาท คือ พรเพชร
วิชิตชลชัย ประธาน ส.ว.

หากขั้นตอนการโหวตเลือกนายกฯของรัฐสภา เลือกบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกฯคนที่ 30 ได้เสียงไม่ถึง 376 เสียง ตามรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดเวลาเอาไว้ว่าต้องโหวตเลือกนายกฯ ให้เสร็จสิ้นภายในกี่วัน เมื่อการโหวตเลือกครั้งที่ 1 ไม่ได้ ก็อาจจะได้เห็นการโหวตเลือกนายกฯ ไปอีกเรื่อยๆ จนกว่าจะเลือกนายกฯได้ ซึ่งอำนาจการร่วมโหวตเลือกนายกฯของ 250 ส.ว. จะมีถึงเดือนเมษายน 2567

หากยังเลือกนายกฯที่มีอำนาจเต็มเข้ามาทำหน้าที่ไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะรักษาการนายกฯ ก็จะทำหน้าที่ต่อไป จนกว่าจะมีการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกฯ และ ครม.ชุดใหม่ ซึ่งระหว่างนั้นยังไม่มีใครตอบได้ว่าหากสถานการณ์การตั้งนายกฯ และฟอร์มรัฐบาลชุดใหม่ยืดเยื้อตั้งไม่ได้ ต้องลากยาวออกไป แรงกดดันจากมวลชนที่หวังจะเห็นรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ จะนำไปสู่ความขัดแย้งและวุ่นวายหรือไม่

ทั้งหมดทั้งมวลจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของทุกฝ่าย ในการที่จะร่วมมือกันเดินหน้าการเมืองตามฉันทามติของประชาชน ใช้กระบวนการประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือหาทางออกให้กับชาติบ้านเมือง