Bumblebee: Transformers ที่มีหัวใจ

Bumblebee: Transformers ที่มีหัวใจ

Bumblebee: Transformers ที่มีหัวใจ

หนังเรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้กำกับมีอิทธิพลต่อทิศทางของหนังจริงๆ แค่เปลี่ยนผู้กำกับจาก ไมเคิล เบย์ (ที่ผูกขาดการกำกับ Transformers ทั้งห้าภาค) มาเป็น ทราวิส ไนท์ ที่เคยกำกับแอนิเมชั่นสต็อปโมชั่น ที่มีชื่อเข้าชิงออสการ์ Kubo and the Two Strings

หนัง Transformers ภาคแยกนี้ ก็เปลี่ยนแนวไปแบบไม่เห็นฝุ่น

จากหนังแอคชั่นทุ่มทุนสร้างหุ่นตีกันแบบตึกรามบ้านช่องพังวินาศสันตะโร กลายเป็นหนังครอบครัว เรื่องราว coming of age ของเด็กสาวที่มีปมปัญหาในใจ กับความผูกพันระหว่างเธอและหุ่นยนต์ ที่เสมือนสุนัขจรจัดพลัดฝูง อารมณ์ใกล้เคียงกับหนัง E.T. ของสปีลเบิร์ก และ Real Steel หนังสุดน่ารักที่ครองใจคนดูหลายคน

แน่นอนว่าคอหนังแอคชั่นตูมตาม ระเบิดเถิดเทิงไม่ชอบ Bumblebee เวอร์ชั่นนี้หรอก เนื้อหาเดาทางง่าย ไม่ซับซ้อน แค่ดูตัวอย่างก็พอจะรู้ว่าหนังจะออกมาแนวไหน พล็อตเรื่องเชยไม่แปลกใหม่ แต่หนังมีความน่าสนใจ และกลายเป็นหนัง Transformers ที่คนใจอ่อนมีสิทธิ์น้ำตาซึม

ทราวิส ไนท์ ให้สัมภาษณ์ว่า “ตั้งใจทำหนังเรื่องนี้ให้มีชีวิตชีวามากขึ้น โดยผสมผสานความมืดและความสว่าง ความรุนแรงและความอบอุ่น มีอารมณ์ขันและความรัก”

หนังย้อนกลับไปปี 1987 ยี่สิบปีก่อนบัมเบิลบีพบแซมในหนังภาคแรก สงครามบนดาวไซเบอร์ทรอน ทำให้บัมเบิลบี หรือ บี-127 ต้องหนีมาโลกมนุษย์ ถูกพวกดีเซปติคอนส์ตามไล่ล่า จนสูญเสียความทรงจำและไม่สามารถพูดได้

ชาร์ลีสาวน้อยวัย 18 (เฮลีย์ สไตน์เฟลด์) ที่สูญเสียพ่ออย่างกะทันหัน และไม่สามารถปรับตัวเข้ากับครอบครัวที่แม่มีสามีใหม่ ได้ไปพบบัมเบิลบีในสภาพรถโฟล์กเต่าเก่าๆ ที่มีผึ้งมาสร้างรัง เมื่อรู้ว่าบีไม่ใช่เป็นแค่รถ เธอตั้งชื่อให้ว่า บัมเบิลบี เพราะเวลาพูดทำเสียงหึ่งๆ เหมือนผึ้ง และสอนให้สื่อสารกับเธอโดยผ่านเสียงเพลง

ทั้งสองเติมเต็มชีวิตและปกป้องกันและกัน แต่บียังคงถูกฝ่ายดีเซปติคอนส์ตามล่าอย่างไม่ลดละ แถมด้วยเจ้าหน้าที่เบิร์นส์ (ดาราอดีตนักมวยปล้ำ จอห์น ซีน่า) จากหน่วย sector 7 ที่มองว่าบีเป็นภัยต่อโลกมนุษย์

การแสดงของเฮลีย์ สไตน์เฟลด์ สมศักดิ์ศรีดาราที่เคยมีชื่อชิงออสการ์ ทั้งๆ ที่เพิ่งแสดงหนังเรื่องแรกจาก True Grit

เคมีเธอกับบัมเบิลบีไปด้วยกันมากๆ มีหลายฉากที่ดูแล้วต้องอมยิ้ม เช่น ฉากที่สอนให้บีหลบซ่อนคน ฉากเธอและเมโม่ (เพื่อนชาย) ขับบีหนีตำรวจ ดูแล้วรู้สึกอบอุ่น สัมผัสได้ถึงความผูกพันระหว่างของเด็กสาวมีปัญหา กับเพื่อนหุ่นยนต์ที่ใส่ซื่อเหมือนเด็กเริ่มหัดเรียนรู้

งานดีไซน์ตัวละครหุ่นยนต์เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แฟน Transformers ฉบับคอมมิคน่าจะชอบ เพราะเคารพต้นฉบับค่อนข้างมาก ภาคนี้บีไม่ได้แปลงร่างเป็นรถ camero เหมือนภาคแรกตอนพบแซม แค่ทิ้งท้ายไว้ว่า บีเปลี่ยนตัวเองจากรถโฟล์กเต่าเป็นรถ camero เพื่อเชื่อมโยงไปถึงหนังภาคแรก

ทั้งหุ่นยนต์ตัวร้ายฝ่ายดีเซปติคอนส์ที่มีกันสามตัว ก็มีรูปลักษณ์เหมือนในฉบับการ์ตูน เป็นแบบ Triple Changer คือแปลงร่างได้สามร่าง แชตเตอร์นักล่าเพศหญิง ดรอปคิกที่แปลงร่างเป็นทั้งรถและเฮลิคอปเตอร์จู่โจม และบลิตซวิง ตัวร้ายที่แปลงเป็นรถถังและเครื่องบินเจ็ท

เมื่อมีตัวร้ายก็ต้องมีฉากแอคชั่นปะทะกันระหว่างฝ่ายไล่ล่ากับบัมเบิ้ลบี งานกำกับของไมเคิล เบย์ จะใช้วิชวลเอฟเฟคที่บางครั้งชุลมุนจนดูไม่ออกว่าหุ่นตัวไหนสู้กับตัวไหน แต่แอคชั่นของทราวิส ไนท์ มาแบบพอดีๆ สอดคล้องกับเนื้อเรื่อง ดูง่าย สนุก แต่อาจไม่สะใจคอหนังสายโหด

ส่วนตัวชอบ Transformers ภาคนี้ หนังกลมกล่อมให้ความรู้สึกที่ดี จนอยากจะมีหุ่นยนต์แบบบีมาเป็นเพื่อนสักตัวหนึ่ง

ที่ชอบมากอีกเรื่องคือ เพลงประกอบยุค 80s ที่ไพเราะคุ้นเคย เช่น เพลง Unchained Melody ที่ใส่มาอย่างถูกจังหวะ ถ่ายทอดความรู้สึกสูญเสียของตัวเอกที่ไม่ต้องอธิบายมาก เพลงสนุกๆ ของ A – Ha , Rich Astley, The Smiths ที่ทำให้การดูหนัง Transformers ครั้งนี้ ให้อารมณ์ที่สุนทรีย์ มีหัวจิตหัวใจ และมีเลือดเนื้อที่สัมผัสได้

บทความก่อนหน้านี้ระทึกไฟลุก ห้องเครื่อง “เชฟโรเลต คอร์เวตต์” บนทางด่วน
บทความถัดไป“9 อาชีพ” เสี่ยงถูกดิสรัปชั่น