เมื่อ “หนุ่มเมืองจันท์” เขียนถึงผู้ชายชื่อ “ตูน บอดี้สแลม”

เขาชื่อ “ตูน”

ผมเจอ “ตูน บอดี้สแลม” หลายครั้ง

ครั้งแรกตอนที่รายการ “เจาะใจ” ทำโชว์พิเศษให้ 4 คอลัมนิสต์ในรายการจับมือกับดาราดังๆ ทำกิจกรรมร่วมกัน

ผมคู่กับ “โก๊ะตี๋”

ส่วน “ป๋าเต็ด” ยุทธนา บุญอ้อม คู่กับ “ตูน บอดี้สแลม”

ทั้งคู่จัดกิจกรรมไปเล่นดนตรีในเรือนจำ

ให้นักโทษได้ชมคอนเสิร์ตของ “บอดี้สแลม”

สนุกและประทับใจมาก

ผมเจอ “ตูน” ตอนที่เตรียมตัวขึ้นเวที คุยกันอยู่พักหนึ่ง

จำได้ว่าประโยคที่ทำให้ผมตกใจก็คือ “ตูน” เป็นแฟนประจำคอลัมน์ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ

ระดับตัดคอลัมน์นี้เก็บครับ

ตอนที่ฟังก็ไม่แนใจว่าฟังผิดหรือเปล่า แต่พอเจอ “ก้อย” รัชวิน แฟนของ “ตูน” อีกครั้งในงานแต่งงานของน้องคนหนึ่ง

เธอก็ยืนยันในเรื่องนี้อีกครั้ง

“ตูน” เป็นคนเรียบร้อยและอ่อนน้อมถ่อมตนมาก

พูดเสียงเบาๆ

ผิดกับที่อยู่บนเวทีเลย

ไม่มีท่วงท่าของ “ซูเปอร์สตาร์” ให้เห็นเลย

ผมคุยกับ “ตูน” ได้พักหนึ่ง แล้วบอกกับเขาตรงๆ ว่าทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะคุยกับเขาเรื่องอะไรดี

ทั้งที่มีเรื่องอยากถามเต็มไปหมด

“ตูน” ก็คงงงๆ เหมือนกัน

จนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ABC เชิญ “ตูน” มาเป็น “แขกเซอร์ไพรส์”

และผมกับ “ก้า” อริณธรณ์ ก็ได้นั่งสัมภาษณ์ “ร็อกสตาร์” คนนี้อย่างจริงจัง

เรื่องที่อยากถามก็ได้ถามบนเวที

อย่างเช่น เรื่องคำพูดของ “ตูน” ในคอนเสิร์ตซึ่งเป็นประโยคที่เท่มาก

ที่ฮิตที่สุดคงเป็น “ผมอยากให้คนไทยบินได้” ในคอนเสิร์ตของฮ็อตเวฟ ที่หอประชุมธรรมศาสตร์

ตอนที่เล่นเพลง “หวั่นไหว”

คลื่นฮ็อตเวฟเอามาเปิดซ้ำแล้วซ้ำอีกจนคนคิดว่า “ตูน” พูดบ่อย

“ตูน” บอกว่าทุกประโยคที่พูด เขาพูดจากความรู้สึกตอนนั้น ไม่ได้เขียนสคริปต์

เหมือนกับการแสดงบนเวที ไม่ว่าจะปีนเสาหรือถอดเสื้อก็เป็นไปตามความรู้สึก

ผมชอบคำพูดของ “ตูน” ตอนที่เล่นคอนเสิร์ตในเรือนจำ

ลองถามคนฟังว่าถ้าเราเป็น “ตูน” เราจะพูดประโยคไหนที่ให้กำลังใจกับนักโทษเหล่านี้

แล้วผมก็เปิดคลิปคอนเสิร์ตวันนั้น

“ตูน” พูดบนเวทีว่าหลังจากจบคอนเสิร์ตนี้แล้ว พี่ๆ ทุกคนต้องกลับไปเจอกับสิ่งเดิม ที่เขาไม่รู้ว่ามันลำบากแค่ไหน

“แต่สัญญาได้ไหมว่าเราจะเจอกันอีกครั้ง…ข้างนอก”

ครับ มันเป็น “คำสัญญา” ที่มีความหมาย

และเป็น “กำลังใจ” ที่เปี่ยมไปด้วยพลัง

สุดยอด…

“ตูน” จบคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เขาเรียนให้พ่อและแม่ที่อยากเห็นลูกรับปริญญา

พอเรียนจบ เขาก็ทำในสิ่งที่อยากทำ

คือ การเดินทางบนเส้นทางสายดนตรี

เขาเล่าว่าตอนที่เล่นดนตรีกลางคืนตามผับ เขามีรายได้วันละ 400 บาท

ผับที่เล่นอยู่แถวมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ตอนนั้นยังไม่มีรถเมล์ผ่าน

“ตูน” ต้องลงรถเมล์ที่เดอะ มอลล์ งามวงศ์วาน

จะนั่งรถแท็กซี่ก็แพงเกินไป

เขาเลือกใช้วิธีการเดิน

เดินประมาณ 2 กิโลเมตรทุกวัน

เสียบหูฟังกับซาวด์อะเบาต์ เดินฟังเพลงไปจนถึงผับ

ส่วนหนึ่ง เพราะประหยัดและอยากออกกำลังกาย

อีกเหตุผลหนึ่ง คือ เขาอยากอยู่กับตัวเองและเพลงที่จะร้องในตอนกลางคืน

วันนี้ “ตูน” ประสบความสำเร็จสูงมาก

แต่มีครั้งหนึ่งก่อนคอนเสิร์ตใหญ่ที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน

เขาล้มเจ็บเนื่องจาก “หมอนรองกระดูก” ที่คอยุบ

รู้สึกตัวตอนที่เล่นในผับ ก่อนคอนเสิร์ตใหญ่ประมาณ 6 เดือน

เจ็บจนต้องล้มตัวนอนร้องเพลง

คนดูก็นึกว่าเป็นท่าใหม่ของ “พี่ตูน”

ร้องกรี๊ดกันกระหึ่ม

“ตูน” ทนเจ็บจนจบการแสดง ก่อนไปโรงพยาบาล

ระหว่างนอนรอหมอ “อากู๋” ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม โทร.มา

ประโยคแรกที่บอกก็คือ ไม่ต้องเป็นห่วงคอนเสิร์ตใหญ่ ไม่ต้องคิดว่าจะเสียหายแค่ไหน

…ช่างมัน

ให้เขาดูแลตัวเองให้แข็งแรง

และตามมาด้วย “คำสอน” ที่ “ตูน” ไม่เคยลืม

“ชีวิต” หรือ “สุขภาพ” เหมือนเลข 1

ชีวิตนี้เราสามารถสร้างเลข 0 กี่ตัวก็ได้

แต่ถ้าไม่มีเลข 1

เลข 0 กี่ตัวก็ไม่มีค่าอะไรเลย

นั่นคือ เหตุผลที่ “ตูน” กลับมาดูแลสุขภาพอย่างเต็มที่

“ตูน” เป็น “ร็อกสตาร์” ที่ชอบเล่นกีฬามาก

ตั้งแต่ฟุตบอล ปิงปอง

และช่วงหลังที่คนจะเจอเขาบ่อยมาก คือ วิ่งมาราธอน 42 กิโลเมตร

“โจ้” ธนา เธียรอัจฉริยะ ถามว่า “ตูน” ได้อะไรจากการวิ่งมาราธอนบ้าง

“ตูน” บอกว่าวิ่งมาราธอนเป็นกีฬาประเภทเดียวที่ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสให้กัน

ไม่มีความรู้สึกของการแข่งขัน

ใครที่หมดแรงก็จะมีคนวิ่งเป็นเพื่อน ให้กำลังใจกัน

บางคนพกยาฉีดไว้เลย เผื่อช่วยคนที่เป็นตะคริว หรือเจ็บขา

ถ้าใครวิ่งเร็วกว่า เราก็จะคิดว่าเพราะเขาซ้อมดีกว่าเรา

ทุกคนแข่งกับตัวเอง

ดูว่าเวลาครั้งนี้ดีกว่าครั้งก่อนหรือเปล่า

เป็นเกมกีฬาที่มีแต่ความสุข

ยิ่งคุยกันนานๆ ผมยิ่งรู้สึกว่า “ตูน” หล่อขึ้นเรื่อยๆ

ความคิดของเขาหล่อมากครับ

ผมถาม “ตูน” ว่ารับมือกับความดังอย่างไร เพราะเขาต้องสูญเสียความเป็นส่วนตัว ไปไหนก็มีแต่คนขอถ่ายรูป

เขาบอกว่าไม่ต้องรับมืออะไร ไปไหนก็ไม่เคยใส่แว่นดำหรือใส่หมวกพรางตัว

อยากไปไหนก็ไป

ไปกินข้าวข้างทาง เดินซื้อหนังสือที่แผง

ถ้าใครอยากถ่ายรูป เขาก็พร้อมยิ้มรับ ไม่เคยโกรธหรือหงุดหงิด

แถมถือกล้องเซลฟี่ให้ด้วย

“คนบางคนเขาอาจได้เจอกับผมครั้งเดียวในชีวิต ได้ถ่ายรูปกับผมแล้วเขาอาจมีความสุขทั้งวัน หรือหลายวัน” เขาบอก

“เหมือนกับผมได้ทำบุญ ทำให้คนมีความสุข”

เขานึกถึงตอนที่ร้องเพลงในผับ ได้เงินคืนละ 400 บาท

วันนี้ “ตูน” มาไกลกว่าที่คิด

“งาน” ของเขาไม่ใช่แค่ทำเพลงใหม่ๆ หรือร้องเพลงบนเวที

“ตอนที่ผมรับเงิน คือ การเริ่มต้นทำงาน”

ถ่ายรูป หรือคุยกับแฟนเพลงที่รักเขา คือส่วนหนึ่งในงานของเขา

งานที่ทำให้คนอื่นมีความสุข

ตอนจบ เราบอก “ตูน” ว่าที่ผ่านมาเขาร้องเพลงให้คนอื่นฟังมาตลอด วันนี้นักเรียน ABC 4 ทั้งหมดจะร้องเพลงให้ “ตูน” ฟังบ้าง

…แสงสุดท้าย

“ตูน” นั่งฟังเพลงของเขาที่เขาไม่ได้ร้องอย่างมีความสุขเกือบครึ่งเพลง

ก่อนจะหยิบไมค์ขึ้นมาร่วมร้องเพลงกับทุกคน

ทันทีที่ “ตูน” เดินลงจากเวทีไปหาคนฟัง

การจลาจลก็เกิดขึ้น

ทุกคนหยิบโทรศัพท์มือถือมาถ่ายรูปคู่กับ “ตูน”

ไม่มีใครสนใจเสียงเพลงอีกต่อไป ทุกคนสนุกกับการถ่ายรูป

เกือบ 20 นาที การจลาจลจึงคลี่คลาย

ผมบอก “ก้า” ว่าวันนี้ “ตูน” คงได้บุญเยอะทีเดียว

แต่เราทั้งคู่คงทำบาปไม่น้อย

คิดว่าคนอยากฟังการสัมภาษณ์

คุยซะยาวเหยียด

ที่แท้ทุกคนรอถ่ายรูปกับ “ตูน”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สนไหม? กรุงไทยให้ทุนเรียนโทต่างประเทศ 10 ทุน ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ 5 ปท.
บทความถัดไปกสิกรเดินหน้าปล่อยกู้กลุ่มสื่อสาร-ก่อสร้าง-แต่เข้มเกษตรและการค้า