Spider-Man: Far From Home จุดเปลี่ยนผ่านของสไปเดอร์แมน

Spider-Man: Far From Home จุดเปลี่ยนผ่านของสไปเดอร์แมน

Spider-Man: Far From Home จุดเปลี่ยนผ่านของสไปเดอร์แมน

สไปเดอร์แมนภาคล่าสุด ถ้าไม่เคยอ่านการ์ตูน หรือไม่รู้สปอยล์ จะดูหนังอย่างสนุกมาก ผู้กำกับจอน วัตส์ เล่าเรื่องภาคนี้ได้สนุกกว่าภาคแรก

ต้องขอบอกก่อนว่า อย่าพลาดเอ็นด์เครดิตของหนังซึ่งมีสองตอนอย่างเด็ดขาด

ตอนแรก จากที่รู้สึกว่าหนังกุ๊กกิ๊กน่ารัก ช่วยให้หายเครียดจาก Avengers: Endgame กลายเป็นชักเครียดแทนปีเตอร์ พาร์คเกอร์ จนอยากดูต่อเลยว่าสไปเดอร์แมน จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร

ส่วนตอนสองเหมือนจะปูทางไปสู่จักรวาลมาร์เวล (MCU) ในเฟสสี่

Far From Home เล่าชีวิตของปีเตอร์ พาร์คเกอร์ หลังเหตุการณ์ดีดนิ้ว แม้เขาจะกลับมาได้ แต่ก็สูญเสียคนที่รักและศรัทธาคือ โทนี่ สตาร์ค ไป

หนังอธิบายชัดเจนว่าห้าปีที่ผ่านมา ระหว่างคนที่หายไปจากการดีดนิ้วของธานอส กับคนที่ยังอยู่บนโลก เมื่อต้องกลับมาอยู่ด้วยกัน เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

เป็นมุขเล่าเรื่องที่น่ารัก เมื่อโทนี่ต้องเจอคู่แข่ง แบรด เดวิส (เรมี ฮี) ที่เติบโตเป็นหนุ่มหล่อ (หล่อจริงๆ)

สไปเดอร์แมน ในวันที่ไม่มีโทนี่ สตาร์ค คอยดูแลและให้คำแนะนำ จะเติบโตเป็นซูเปอร์ฮีโร่แบบไหน คนดูจะได้เห็นตัวละครตัวนี้ค่อยๆ ถูกเติมเต็ม มีพัฒนาการจากสไปเดอร์แมนเพื่อนบ้านที่แสนดี ที่มีหน้าที่จับโจรฉกชิงวิ่งราว ขโมยรถจักรยาน ป้องกันภัยทั่วไป ไปสู่ภารกิจที่ถูกคาดหวังให้เป็นผู้พิทักษ์จักรวาลคนต่อไป

หนังนำเสนอชีวิตสองด้านของปีเตอร์ได้อย่างสมดุลและสนุกสนาน ด้านหนึ่งอยากมีชีวิตวัยรุ่นธรรมดา ไปเที่ยวกับเพื่อนและบอกรักเอ็มเจ (เซนดายา) สาวที่เขาหมายปอง กับอีกภาคที่ต้องทำงานปกป้องโลกจากอสูรธาตุ (The Elementals) ร่วมกับชายที่มาในมาดฮีโร่ มิสเตอริโอ (เจค จิลเลนฮาล)

Spider-Man: Far From Home เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่วัยรุ่น ที่แก่นของเรื่องนอกจากจะแสดงความขัดแย้งในใจ ระหว่างการอยากมีชีวิตส่วนตัวของหนุ่มน้อยวัย 16 ปี กับความรับผิดชอบในฐานะสไปเดอร์แมน ที่ต้องพิสูจน์ตัวว่าเขาคู่ควรกับความไว้วางใจของโทนี่ สตาร์ค ที่ส่งมอบข้อมูลและเทคโนโลยีต่างๆ ผ่านแว่น EDIT (Even (I’m) Death I’m the Super Hero) ที่โทนี่เคยสวมใส่แล้ว

ผู้กำกับยังสามารถผสานความรักกุ๊กกิ๊ก ความอลหม่านของวัยรุ่น มุขตลก ฉากแอคชั่นที่น่าตื่นตาตื่นใจ (ให้อารมณ์แบบเดียวกับตอนดูโลกต่างมิติในหนัง Dr. Strange) และฉากต่อสู้ที่จัดหนักได้อย่างถึงอกถึงใจ

Spider-Man ภาคนี้ โครงเรื่องสนุก ไม่จำเจ ตัวละครก็น่าสนใจ แม้เป็นตัวประกอบ

ตั้งแต่คู่ของเนด (จาคอบ บาตาลอน) คู่หูปีเตอร์ กับแฟนสาว เบตตี (แองเกอเรีย ไรซ์) ป้าเมย์ (เมริซา โทเม) กับ แฮปปี้ (จอน ฟาฟโร) องครักษ์โทนี่ สตาร์ค ที่ภาคนี้มีบทบาทมากขึ้น จนเหมือนเป็นคนคอยดูแลปีเตอร์แทนโทนี่ และอาจารย์คุมนักเรียนไปทัวร์ยุโรป ที่โผล่มาทีไร คนดูต้องอมยิ้ม ทั้งหมดนี้เป็นสีสันให้หนังตลก สนุกและชวนติดตามมากขึ้น

แต่ที่สำคัญที่สุดคือตัวร้ายของเรื่อง โทนี่ สตาร์ค อาจเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ปกป้องโลก ขณะเดียวกัน พฤติกรรมของเขาก็สร้างวายร้ายที่ก่อปัญหาให้กับมนุษย์หลายตัว

ใน Spider-Man: Homecoming วายร้ายคือ วัลเจอร์ (ไมเคิล คีตัน) ที่ก่ออาชญากรรมเพราะถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ของโทนี่ทำให้เขาหมดช่องทางทำมาหากิน มาภาค Far From Home ตัวร้ายก็เป็นคนงานที่ถูกโทนี่ไล่ออก เป็นตัวร้ายที่เจ๋ง เพราะไม่มีพลังพิเศษ แต่มีสมองและเทคโนโลยีที่ไม่ธรรมดา จนสามารถหลอกคนทุกคนให้เชื่อสนิท

ทอม ฮอลแลนด์ ในบทสไปเดอร์แมน มีการต่อสู้ที่เท่ โดยเฉพาะฉากการใช้ Spider-Sense ที่ถูกนำมาใช้อย่างถูกจังหวะ และส่งภาพลักษณ์ของสไปเดอร์แมนให้ชัดเจนขึ้น

ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ ไม่มีวันแทนที่ Iron Man ได้ แต่เขาทำให้คนดูเชื่อได้ว่า เขาจะเป็นหนึ่งในซูเปอร์ฮีโร่คนสำคัญ ในทีม Avengers เฟสสี่ของ MCU

ที่แฟนคลับอยากติดตามและลุ้นอย่างเอาใจช่วยว่าจากนี้ไปชีวิตของสไปเดอร์แมนจะเป็นอย่างไร

คลิกอ่าน Spider–Man: Homecoming ก่อนจะเป็นซุปเปอร์ฮีโร่

คลิกอ่าน Avengers: Endgame บทสรุปที่น่าประทับใจและยากจะลืมเลือน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ทัพปัญญาชนไทยปิดฉากที่ 33 กีฬา ม.โลก ‘ญี่ปุ่น’ ป้องกันแชมป์
บทความถัดไปหน้า 1 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2562