นักวิชาการเปิดแผน ‘สยามยึดล้านนา’ ชี้ เหตุอาณานิคม เผย หวั่นเป็นเมืองขึ้นตะวันตก

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ห้องโถง มติชนอคาเดมี สโมสรศิลปวัฒนธรรมจัดเสวนาหัวข้อ “แผนสยามยึดล้านนา” วิทยากรโดย รศ.ดร.เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ผู้เขียน “เปิดแผนยึดล้านนา” รศ.ดร.เนื้ออ่อนกล่าวว่า เดิมทีล้านนาเป็นอาณาจักรคู่ขนาน ไล่ประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สุโขทัย อยุธยา เพราะอยู่ในช่วงเวลาใกล้กัน แต่มีอิสระและการปกครองของตัวเอง แม้จะตกเป็นของพม่า 200 กว่าปี แต่เจ้ากาวิละและพี่น้องร่วมกันรบกับกองทัพจากสยามจนสามารถขับไล่พม่าออกจากล้านนาได้สำเร็จ ใน พ.ศ.2347

“ล้านนาตะวันตกแทบจะแยกจากกันเด็ดขาด ความเป็นไทยล้านนาในเมืองน่านแทบจะไม่รู้เลยว่าเป็นเชียงใหม่ เพราะมีกฎหมายอาญาของเมืองแยกเป็น 2 กลุ่ม แบ่งพื้นที่ตามลุ่มน้ำ มีระบบการปกครอง กฎหมาย มีเศรษฐกิจเป็นของตัวเอง โดยกลุ่มล้านนา ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แต่ไม่มีเชียงรายกับแม่ฮ่องสอน เพราะคือเชียงใหม่ที่แยกตัวออกมา ส่วนพม่ามีหลายกลุ่ม เช่น ไทใหญ่ มอญ แต่พม่าตอนใต้มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมะละแหม่ง ที่นั่นทำธุรกิจค้าไม้สัก ซึ่งไม้ส่วนมากมาจากเชียงใหม่ เวลานั้นมีการขยายตัวของอังกฤษเข้ามาในพม่า จึงเป็นที่หมายตาของอาณานิคมตะวันตก เมื่อคนเข้ามาเยอะก็มีเรื่องขัดแย้ง มีเรื่องกับคนพื้นเมือง ซื้อวัวซื้อควายแต่ไม่ให้เงิน ขึ้นศาลไทยไม่ได้เพราะเป็นคนต่างชาติ สร้างปัญหาเรื่อยมา โดยหลักการปกครองตัวเอง ณ เวลานั้นใช้เรื่องเส้นเขตแดนเป็นหลัก เพราะความเป็นชาติยังไม่ชัดเจนนัก พม่าก็มีหลายส่วน ซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กัน พอเริ่มมีการเข้ามาของอาณานิคมคืออังกฤษด้วยเรื่องไม้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นว่าเราจะเอาอย่างไรกับล้านนาดี

“อีกสาเหตุที่สยามต้องรวมล้านนาคือเรื่องอาณานิคม จากการปฎิวัติอุสาหกรรมตะวันตก แนวคิดคือ 1.ต้องเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ผลิตได้เยอะ ใช้ทรัพยากร ต้องแสวงหาพื้นที่ วิธีง่ายที่สุดคือยึดดินแดนด้วยกำลัง ตั้งคนตัวเองไปปกครองอาณานิคม เมื่อได้วัตถุดิบก็ส่งขาย เป็นทั้งต้นทุนและที่ระบายสินค้า 2.ยุทธศาสตร์ 3.การป้องกันผลประโยชน์ 4.การนำความเจริญไปสู่กลุ่มคนที่ล้าหลัง (พวกที่ไม่ใช่ฝรั่งทั้งหมด) วิธีคิดเหล่านี้เข้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ส่วนฝ่ายพม่าแม้จะมียุทธวิธีและกองทัพแต่ก็ยังพ่ายแพ้ เสียเงิน เสียดินแดนให้กับอังกฤษ ดังนั้น ทางรอดคือต้องปรับตัว เปลี่ยนนโยบายให้ฝรั่งนับถือเราให้ได้ ถ้าเรามีของดีแล้วจัดการไม่ได้ การโดนยึดไปเป็นเรื่องธรรมดาของโลก ฝรั่งเจ้าอาณานิคมคิดเช่นนี้ ท้ายที่สุดเมื่อสู้ไม่ได้จึงต้องกลับมาเปลี่ยนกระบวนทัศน์ คือการปกครองประเทศราชล้านนา” รศ.ดร.เนื้ออ่อนกล่าว

รศ.ดร.เนื้ออ่อนกล่าวต่อว่า การมองล้านนาในเวลานั้นคือควรให้อยู่ภายใต้สยาม ถ้าไม่ปรับปรุงประเทศให้ดีก็สุ่มเสี่ยงจะตกเป็นของอังกฤษหรือฝรั่งเศส ประเทศราชล้านนามีความล้าหลังที่ต้องปรับเปลี่ยน หน้าที่ของประเทศราชล้านนาคือป้องกันข้าศึก ขยายพระราชอาณาเขต และถวายบรรณาการ โดยสิ่งที่รัชกาลที่ 5 ทรงทำมี 2 เรื่องคือ 1.ผสมวิธีการของเจ้าอาณานิคม คือแต่งตั้งข้าหลวงกำกับราชการ จัดเก็บภาษีอากรเข้าส่วนกลาง ทำแผนที่และบัญชีสำมะโนครัว มีการสื่อสารและคมนาคมแบบสมัยใหม่ วางรากฐานการศึกษาและควบคุมสงฆ์ ส่งเสริมการเผยแผ่ศาสนาของมิชชันนารี 2.วิธีการแบบรัฐจารีต คือสร้างสายสัมพันธ์ทางเครือญาติ มีการแต่งตั้งข้าหลวงกำกับราชการ คือสนธิสัญญาเชียงใหม่ 2417 และสนธิสัญญาเชียงใหม่ 2427 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิชิตปรีชากร ทรงเริ่มวางระบบเสนา 6 ตำแหน่ง แทนระบบการบริหารเดิม จากนั้นแต่ละช่วงเวลาเป็นจุดเปลี่ยน เช่น พระยาไกรโกษา คือ สยามยกดินแดนหัวเมืองเงี้ยวและหัวเมืองกระเหรี่ยงทั้ง 13 เมืองให้อังกฤษ พระยาสุรเดช สมัย พ.ศ.2435 สยามเสียสิทธิเหนือดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง และสยามปฏิรูปการบริหาราชการแผ่นดิน รวมหัวเมืองชายพระราชอาณาเขต

“ในปี 2445 เกิดกบฎเงี้ยวเมืองแพร่ ซึ่งในการปราบกบฏเงี้ยวเมืองแพร่ ล้านนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสยาม แต่ไม่ใช่ว่าล้านนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสยามแล้วเรียบร้อย เพราะรัฐปรากฎขึ้น แต่คนยังไม่ภักดี เนื่องจากมีหลายชาติพันธุ์ สิ่งนี้รัฐต้องเร่งปลูกฝัง ถึงขนาดแจกธงชาติเพื่อประดับ ใช้ช่องทางผ่านเด็กที่เข้าโรงเรียนเพื่อส่งผ่านความคิด และความรู้ในหนังสือก็เป็นตัวหล่อหลอมว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน เราเป็นใคร ความรู้ในเรื่องนี้ส่งผ่านจากหนังสือ ภูมิศาสตร์ประเทศสยาม คือความเป็นรากเดียวกัน ความรู้ชุดนี้ถูกตอกย้ำไปเรื่อยๆ ทรงพลังและมีประสิทธิภาพมาก ความรู้สึกเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันจึงเกิดขึ้นจริง การที่ล้านนามองว่าเราคือสยามเหมือนกันคือตัวชี้วัดว่าสิ่งที่สยามทั้งมาทั้งหมดสำเร็จแล้ว” รศ.ดร.เนื้ออ่อนกล่าว

บทความก่อนหน้านี้“อุตตม” ขู่ ฝ่ายค้านเลิกจุ้น คดีปล่อยกู้กรุงไทย เล็งฟ้อง 4-5 คน เร็วๆนี้
บทความถัดไปพล.ท.พงศกร อภิปราย จี้ รีดไขมันกองทัพ นำงบช่วยทหารชั้นผู้น้อย