ข้อมูลแน่น สำนวนแซบ! ย้อนอ่าน ‘รุ่งโรจน์’แจงปมจารึกพ่อขุนรามฯ หลังย้ำกลางทัวร์มติชนอีกรอบ ‘ไม่ปลอมแน่’

26.12.21 | 10:38 น.

กลายเป็นประเด็นที่ถูกนำมาถกเถียงกันอีกรอบ หลัง รศ.ดร. รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง นำชมทริป ‘เที่ยวพิพิธภัณฑ์วัดคริสต์มาส ยลโฉมใหม่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร’ วานนี้ 25 ธันวาคม จัดโดย ศูนย์ข้อมูลมติชน ร่วมกับมติชนอคาเดมี และสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ซึ่งในตอนหนึ่ง ขณะบรรยายในอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ กล่าวยืนยันต่อหน้าผู้ร่วมคณะทัวร์คุณภาพ ว่า ‘ไม่เชื่อว่าทำในสมัย ร.4 ถ้าปลอมก็ปลอมยกเวิ้ง’

อ่านข่าว ‘รุ่งโรจน์’ ไม่เชื่อ จารึกพ่อขุนรามฯ ทำสมัยร.4 ยกหลักฐาน ‘ถ้าปลอม ก็ปลอมยกเวิ้ง’

ประเด็นดังกล่าว รศ.ดร.รุ่งโรจน์ มีมีข้อเขียนอธิบายอย่างละเอียดไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2560 ความดังนี้

จารึกหลักที่ 1 ทำในสมัยสุโขทัย ใน ปี พ.ศ. 2376 พระองค์ยังทรงสมณเพศ ขณะที่พระองค์เสด็จธุดงค์เมืองสุโขทัย ได้ทรงค้นพบหลักศิลาจารึก ที่คนในสมัยหลังสมมติเรียกว่า ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง หรือที่บางครั้งเรียกว่า จารึกหลักที่ 1 ณ บริเวณเนินปราสาทกลางเมืองสุโขทัย ปัจจุบันศิลาจารึกหลักดังกล่าวจัดแสดงอยู่ที่พระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงอ่านศิลาจารึกหลักนี้เพียงบางส่วน และต่อมาก็มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตหลายท่านได้อ่านต่อมา แต่อย่างไรก็ตามคำอ่านศิลาจารึกที่สมบูรณ์ได้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือประชุมศิลาจารึกภาคที่ 1 เมื่อ ปี พ.ศ. 2467

ต่อมาคงจะเป็นด้วยความก้าวหน้าเรื่องระบบแนวความคิด จึงทำให้ รศ ดร. พิริยะ ไกรฤกษ์ ได้นำเสนอแนวความคิดว่า จารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักนี้ ไม่ใช่จารึกสมัยสุโขทัย หากแต่เป็นพระราชนิพนธ์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4

Advertisement

ในประเด็นนี้จริงๆ จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็สุดแล้วแต่ความคิดเห็นส่วนบุคคล แต่อย่างไรก็ตามต้องออกมาสรรเสริญ รศ ดร. พิริยะ ไกรฤกษ์ ที่พยายามค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อมาพิสูจน์แนวความคิดของตนเอง เพราะรู้สึกว่า นักวิชาการทั้งหลายที่เห็นด้วยกับข้อเสนอของ รศ ดร. พิริยะ ไกรฤกษ์ ก็ไม่เคยมีใครที่จะมีค้นคว้าสืบหาหลักฐานได้เท่ากับของ รศ ดร. พิริยะ ไกรฤกษ์ แต่ประการใด

บางคนที่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ใช่ว่าจะเกิดการไตร่ตรองหรือศรัทธาในตัว รศ ดร. พิริยะ ไกรฤกษ์ หากแต่กลัวว่าตนเองคิดแบบเดิมจะเป็นคนล้าสมัย หรือไม่ก็เพราะต้องการประจบผู้ใหญ่

เรื่องที่ รศ. ดร. พิริยะ ไกรฤกษ์ เสนอไว้ ท่านผู้อ่านสามารถหาอ่านได้ในหนังสือ จารึกพ่อขุนรามคำแหง : การวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ศิลปะ

หากแต่ในความเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนกลับมองในประเด็นนี้ว่า

  1. ในครั้งที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงพบจารึกหลักนี้ พระองค์ทรงพบพร้อมกับศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ของพระมหาธรรมราชาพญาลิไท ถ้าเกิดพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์เนื้อความศิลาจารึกหลักนี้จริง เหตุใดเนื้อความที่ปรากฏในศิลาจารึกจึงไม่ข้อความใดที่ขัดแย้งกับเนื้อหาศิลาจารึกสุโขทัยหลักอื่น เช่นกรณีการปรากฏพระนาม พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และ เรื่อง พ่อขุนรามคำแหง เสวยราชย์ต่อจากพ่อขุนบานเมือง ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงได้ข้อมูลนี้มาได้อย่างไร ทั้งนี้เพราะข้อมูลเอกสารในสมัยของพระองค์ ไม่เอกสารชิ้นใดกล่าวถึงพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เลย และคัมภีร์ชินกาลมาลีปกรณ์ก็กล่าวว่าพญารามราชเสวยราชย์ก่อนพญาบานเมือง

หากแต่ลำดับกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงในจารึกหลักที่ 1 กลับสอดคล้องกับ ลำดับกษัตริย์ในจารึกปู่ขุนจิดขุนจอด ซึ่งพบในรัชกาลปัจจุบัน

  1. ประเด็นที่กล่าวว่าทำไมจารึกหลักนี้มีกล่าวถึง พ่อขุนรามคำแหงเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ซึ่งดูเหมือนผิดปกติ กว่าจารึกหลักอื่น ในจุดนี้ผู้เขียนกลับมองเป็นเรื่องปกติ ทั้งนี้เพราะจารึกโบราณที่พบในเขตประเทศไทยปัจจุบันก็มีการกล่าวถึงประวัติของผู้สั่งให้ทำจารึก ยกตัวอย่างเช่น จารึกพระเจ้ามเหนทรวรรมัน

ในขณะเดียวกันจารึกที่ร่วมสมัยกับจารึกหลักที่ 1 ก็มีการกล่าวถึงประวัติผู้สั่งให้ทำจารึก เช่น จารึกวัดป่ามะม่วง ของพระมหาธรรมราชาพญาลิไท จารึกวัดพระยืน ของพญากือนา เป็นต้น การกล่าวถึงประวัติผู้สั่งให้ทำจารึกเป็นเรื่องปกติมาก ทั้งนี้เพราะมันเป็นการอ้างสิทธิบางประการ

  1. รูปแบบอักษรในศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะคือ มีพยัญชนะและสระอยู่ในบรรทัดเดียวกัน ซึ่งดูเหมือนว่าจะผิดระบบอักขรวิธีการเขียนที่ปรากฏในจารึกสุโขทัย อีกทั้งได้มีการโยงสัมพันธ์กับรูปแบบอักษรอริยกะที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงประดิษฐ์ขึ้น

ในเรื่องอักขรวิธีการเขียนนี้ผู้เขียนกลับมองว่า ในจารึกวัดบางสนุก พบที่อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ เมื่อปี พ.ศ. 2484 ก็มีอักขวิธีและรูปแบบตัวอักษรเหมือนกับในศิลาจารึกหลักที่ 1 และก็เป็นไปไม่ได้ว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเคยทอดพระเนตรจารึกหลักนี้

ประเด็นถัดมาถ้าเรานำรูปแบบอักษรในจารึกหลักที่ 1 มาเปรียบเทียบกับจารึกสมัยพระมหาธรรมพญาลิไท ก็จะพบว่ามีความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ ครั้นจะบอกว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเคยจารึกเหล่านี้ก็เป็นไปไม่ได้อีก เพราะจารึกสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท พบหลังจากพระองค์เสด็จสวรรคตไปนานแล้ว

อนึ่งรูปแบบอักษรอริยกะที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงประดิษฐ์นั้น ใช้สำหรับการเขียนภาษาบาลีซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีพยัญชนะตัวซ้อนเพื่อให้ทราบว่าตัวใดเป็นตัวสะกด ถ้าจารึกหลักที่ 1 เป็นของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 จริง ทำไมไม่มีระบบพยัญชนะตัวซ้อนในจารึกหลักนี้

  1. ภาษาที่ใช้ในจารึกหลักที่ 1 แม้ว่าจะมีการเปรียบเทียบว่าคำบางคำจะเหมือนกับเอกสารในสมัยหลัง เรื่องก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประการใด เพราะเอกสารสมัยอยุธยาบางชิ้นก็มีคำบางคำเหมือนกับเอกสารสมัยรัตนโกสินทร์

อีกทั้งการที่ศัพท์และวลีบางวลีในจารึกหลักที่ 1 เหมือนกับจารึกหลักอื่น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะ จารึกสุโขทัย ยกเว้น แต่ จารึกวัดป่ามะม่วงภาษาเขมร เท่านั้น นอกนั้นพบหลังจากที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 สวรรคตไปแล้ว ถ้าศัพท์และวลีในจารึกหลักที่ 1 ไม่เหมือนกับจารึกหลักใดเลยนี่สิเรื่องแปลก

ถ้าเราจะยืนยันว่าจารึกหลักนี้เป็นของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 จริง ทำไมเราไม่เปรียบเทียบกับพระราชนิพนธ์ของพระองค์ซึ่งยังคงเหลือมาถึงปัจจุบันเป็นอย่างมาก ซึ่งมันก็พบว่าสำนวนภาษาในจารึกกับพระราชนิพนธ์ของพระองค์ไม่มีอะไรที่เหมือนกัน

อนึ่งในศิลาจารึกหลักนี้ ยังมีการใช้ ตัว “ฃ” “ฅ” ซึ่งนักภาษาศาสตร์ได้ตรวจพบว่า คำที่ใช้อักขระ 2 ตัวดังกล่าวเหมือนกับในภาษาไทขาว อันจะสะท้อนให้เห็นว่า ในสมัยนั้นเรายังสามารถแยกเสียง “ข” กับ “ฃ” และ “ค” กับ “ฅ” แต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 เราไม่สามารถแยกเสียงของ “ข” กับ “ฃ” และ “ค” กับ “ฅ” ได้แล้ว แล้วรัชกาลที่ 4 ทรงนำข้อมูลนี้จากไหน

  1. รูปทรงจารึกรวมถึงวิธีการจารของศิลาจารึกหลักที่ 1 ถ้าทำขึ้นในช่วงพ.ศ. 2375 – 2400 จริง เหตุใดจึงจารึกหลักนี้จึงเป็นหลักศิลา และ เส้นจารที่ใหญ่ ซึ่งผิดกับจารึกวัดพระเชตุพนฯ และวัดราชประดิษฐ์ที่เป็นแผ่นหินและเส้นจารที่เล็ก

6.การที่อ้างว่าเนื้อความบางท่อนในจารึกหลักที่ 1 เหมือนกับเนื้อความในคัมภีร์ทางศาสนา เช่น คัมภีร์โลกบัญญัติ เป็นต้น เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประการใด เพราะคัมภีร์ทางศาสนาที่อ้างนั้นล้วนก็มีอายุเก่ากว่าพ.ศ. 1800

แม้ว่าจะมีการเปรียบเทียบเรื่องพ่อขุนรามคำแหงแขวนกระดิ่งกับเรื่องพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ตั้งกลองพระวินิจฉัยเภรี เรื่องนี้ผู้เขียนก็จะบอกว่า ในคัมภีร์มหาวงศ์พงศาวดารลังกา ก็กล่าวว่าครั้งแผ่นพญาเอฬารทมิฬ การแขวนกระดิ่งให้ประชาชนมาสั่นร้องทุกข์เหมือนกัน

  1. มีบางท่านเสนอว่า จากข้อความในบรรทัดที่ 19 – 21 ของด้านที่ 1 กล่าวว่า “เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทางเพื่อนจูงวัวไปค้า ใครจักใคร่ช้างค้า ใครจักใคร่ม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าค้าทองค้า” ว่าเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเปิดการค้าเสรี เพราะผลของสัญญาเบาว์ริง

ในประเด็นนี้ผมจะบอกว่าถ้าจารึกหลักนี้ทำในสมัยที่พระองค์ทรงอยู่ในสมณเพศ ครั้งนั้นเรายังผูกขาดทางค้า แล้วพระองค์ทรงทราบได้อย่างไรว่าอนาคตข้างหน้า อังกฤษจะมาทำสัญญากับสยามจนต้องมีการค้าเสรี และพระองค์จะทรงทราบได้อย่างไรว่าพระองค์จะได้เสวยราชสมบัติ

ปัญหาเรื่องการผูกขาดการค้าเพราะระบบพระคลังสินค้านั้น เพิ่งจะมีขึ้นในสมัยพระเจ้าอยู่หัวปราสาททองเท่านั้น ที่สำคัญถ้าข้อความดังกล่าวว่าสะท้อนการค้าเสรีจริง แล้วจะวินิจฉัยข้อความในบรรทัดที่ 32 ด้านที่ 2 ของจารึกนครชุม ของพระมหาธรรมราชาพญาลิไท ที่ว่า “ไพร่ฟ้าข้าไท ขี่เรือไปค้าขี่ม้าไปขาย…….งต้องใจมิได้เพื่อด้วยอำนาจแก่” ว่าเป็นการค้าเสรีด้วยไหม

อนึ่งในมาตราที่ 62 ของพระอัยการผัวเมียก็มีการกล่าวถึงการเดินทางไปค้าขายถึงเชียงใหม่ ไปเมืองจีน ดังนั้นกับแค่จูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขายจึงไม่ใช่เรื่องแปลกประการใด

  1. มีการกล่าวอ้างว่า พระแท่นมนังคศิลาบาตรที่พบพร้อมกับศิลาจารึกหลักที่ 1 มีลวดลายสลักที่ค่อนข้างใหม่ ในประเด็นผมไม่เวลาศึกษาแล้วสรุปว่าลวดลายจะเก่าหรือใหม่ แต่จะถามว่าเมืองสุโขทัยมันก็ไม่ใช่ว่าจะหมดความสำคัญหลังรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง ดังนั้นกิจกรรมที่เกิดขึ้นที่เนินปราสาทก็ยังคงมีสืบต่อมา ดังนั้นพระแท่นมนังคศิลาบาตรองค์นี้ก็อาจจะไม่ใช่เป็นของพ่อขุนรามคำแหงก็ได้ ที่สำคัญในจารึกหลักที่ 1 ก็ไม่บอกว่าพระแท่นมนังคศิลาคือ แท่นไหน ใช่แท่นนี้หรือก็ไม่รู้
  2. การที่กล่าวว่า พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 แปลจารึกพระราชทาน เบาว์ริง เพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่า สยามประเทศมีอารยธรรมที่เก่าแก่ เพื่อไม่ให้ตะวันตกอ้างสิทธิการยึดครอง เรื่องนี้ขอถามย้อนกลับไปว่า ประเทศจีนมีอารยธรรมที่เก่าแก่มาก ตะวันตกก็ไม่เห็นกลัวเกรงอะไร พระเจ้าเสียนฝงฮ่องเต้ยังต้องหนีกองทัพตะวันตก แบบไม่คิดชีวิต อินเดียเก่าแก่ถึงราชวงศ์โมริยะอังกฤษก็ยังยึดครองได้ แล้วจะภาษาอะไรกับจารึกที่บอกว่าสยามประเทศเก่าเพียง 700 ปีเท่านั้น…

ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาก็สุดแล้ววิจารณญาณของท่านผู้อ่านละกัน