“อยากลืมกลับจำ” อีกมุมมองต่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ไม่ใช่เผด็จการชาตินิยม

อย่างที่รู้ๆกันอยู่แล้วว่าวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ 2475  เป็นวันที่การปกครองของไทยเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยกลุ่มคนผู้นำความเปลี่ยนแปลงที่เรียกตัวเองว่า ‘คณะราษฎร’  นักวิชาการบางคนถือว่าเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สังคมไทยก้าวเข้าสู่รัฐชาติสมัยใหม่ เพราะประชาชนสำนึกในความเป็นเจ้าของประเทศและอำนาจอธิปไตย อย่างน้อยก็ในทางทฤษฎี ทว่าบางคนก็ตีความว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการ ‘ชิงสุกก่อนห่าม’ เพราะรัชกาลที่ 7 ทรงเตรียมการเพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

บุคคลสำคัญที่เป็นคณะราษฎรฝ่ายทหาร และต่อมากลายเป็นนายกรัฐมนตรีถึง 2 สมัยคือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) ภาพลักษณ์ของจอมพล ป.ในความรับรู้ทั่วไปของผู้คน เป็นภาพของเผด็จการหรือเผด็จการทหารที่ออกคำสั่งเบ็ดเสร็จเด็ดขาดผ่านนโยบายรัฐนิยม หากเทียบกับ ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อการคนสำคัญในคณะราษฎร ก็จะพบว่าภาพลักษณ์ในช่วงหลังของปรีดี พนมยงค์ คือรัฐบุรุษ นอกจากนี้งานศึกษาด้านประวัติศาสตร์เกี่ยวกับปรีดี พนมยงค์ ก็ยังมีมากกว่าจอมพล ป.พิบูลสงคราม อย่างไรก็ตามในช่วงหลังมีการหันมาสนใจศึกษาประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับจอมพล ป. พิบูลสงครามมากขึ้น และบางงานก็เริ่มทำให้ภาพลักษณ์บางส่วนที่เคยรับรู้กันมาอย่างยาวนานของจอมพลป.พิบูลสงคราม ถูกตั้งคำถามขึ้น

หนังสือ “อยากลืมกลับจำ”  เป็นหนังสือสารคดีชีวประวัติของ จีรวัสส์ ปันยารชุน พิบูลสงคราม บุตรีของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้เขียนคือนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ที่มีผลงานอันโดดเด่นอย่าง ผศ.ดร. ณัฐพล ใจจริง, ผศ.ดร. ภูริ ฟูวงศ์เจริญ และ อาจารย์ศรัญญู เทพสงเคราะห์  โดยมีนักวิชาการผู้มีความเอกอุด้านประวัติศาสตร์ช่วง 2475 อย่าง ศ. ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เป็นบรรณาธิการ ภาพปกเป็นภาพเหมือนจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยศิลปินชั้นนำอย่างตะวัน วัตุย แค่องค์ประกอบตรงนี้ ก็ชวนให้อยากหยิบมาอ่านแล้ว

‘คำนำบรรณาธิการ’ ของหนังสือเล่มนี้ทำงานเป็นคำที่นำทางเราได้อย่างดี นั่นคือการระบุถึงที่มาของการเขียนหนังสือเล่มนี้ ซึ่งก็ใช่ว่าจะราบรื่นเพราะเกือบจะพับโครงการไป แต่ก็รื้อฟื้นขึ้นมาใหม่จนลุล่วง รวมทั้งการให้ภาพโดยรวมของประวัติศาสตร์ช่วงสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง รวมทั้งประเด็นคำถามทางวิชาการที่น่าสนใจว่าคณะราษฎรคือใคร มีใครบ้าง และมีผลงานอะไร ซึ่งถึงทุกวันนี้ก็ยังมีการศึกษาถึงประเด็นเหล่านี้ไม่รอบด้านเท่าที่ควร นอกจากนี้อาจารย์นครินทร์ยังให้ข้อสรุปที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า จากการสัมภาษณ์จีรวัสส์และบุคคลใกล้ชิด ทำให้ทราบว่าอันที่จริงแล้ว ครอบครัวพิบูลสงครามไม่ได้มีความสัมพันธ์กับสมาชิกหลายคนในคณะราษฎรที่มีจำนวนประมาณ 98-115 คน

ครอบครัวพิบูลสงคราม พ.ศ.2466

นอกจากนี้คำนำบรรณาธิการยังเป็นเสมือนป้ายบอกทางให้เราเห็นถึงโครงสร้างของหนังสือ ภาคที่ 1  เป็นช่วงเวลาวัยเยาว์นับแต่จีรวัสส์จำความได้ ตั้งแต่ช่วงที่พำนักอยู่บ้านแพร่งสรรพศาสตร์ ไปจนถึงช่วงเป็นนักเรียนนอก ภาคที่ 2 เป็นชีวิตวัยสาว หลังกลับจากต่างประเทศไปจนถึงช่วงแต่งงานมีชีวิตครอบครัว ภาค 3 เป็นช่วงวัยกลางคน ขณะที่จอมพล ป. เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 เป็นช่วงที่จีรวัสส์ได้เข้ามาช่วยงานเสมือนเลขาฯนายกรัฐมนตรี และเป็นภริยารัฐมนตรีช่วยว่าการ ภาคที่ 4 เป็นช่วงเวลาพลิกผันของครอบครัวพิบูลสงคราม ทำให้จอมพล ป.ต้องลี้ภัยไปอยู่ประเทศญี่ปุ่น และภาคที่ 5 เป็นช่วงปัจฉิมวัยของ จีรวัสส์

กระนั้นก็ตาม แม้บรรณาธิการเห็นว่าหนังสือ “อยากลืมกลับจำ” ไม่ใช่หนังสือวิชาการทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นหนังสือสารคดีชีวประวัติที่มีไว้ ‘อ่านเล่น’ แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว หนังสือเล่มนี้เปิดประเด็นสำคัญหลายอย่างที่น่าสนใจ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การศึกษาค้นคว้าทางวิชาการต่อได้  ซึ่งที่มั่นใจอย่างนี้ไม่ใช่เพียงเพราะคณะผู้เขียนเป็นนักประวัติศาสตร์ที่ทำงานโดยละเอียด มีการตรวจสอบความถูกต้องของเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ มีการใช้หลักฐานต่างๆอย่างสมุดบันทึก หรือรูปถ่ายเก่าๆของครอบครัวที่จีรวัสส์นำมาเปิดเผยเป็นข้อมูลประกอบการเขียนชีวประวัติ ซึ่งเป็นการตรวจทานที่ทำให้หนังสือเล่มนี้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น และไม่ใช่เพียงคำบอกเล่าของบุคคลที่อาจมีการหลงลืมไปได้เมื่อเวลาผ่านไปนานเท่านั้น

แต่เป็นเพราะเมื่อพิจารณาจากมุมมองของความทรงจำศึกษา(Memory Studies) แล้วนั้น เราจะพบว่าถึงที่สุดแล้ว เรื่องเล่าประเภทต่างๆ อาทิ อัตชีวประวัติ ชีวประวัติ ตำนาน หรือกระทั่งเรื่องแต่งอย่างวรรณกรรมก็เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดความทรงจำของผู้คนได้ ซึ่งพื้นฐานเบื้องต้นจะต้องไม่มองก่อนว่าประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่เน้นความแม่นตรงและเป็นภววิสัย หากแต่มีลักษณะสัมพัทธนิยม ขึ้นอยู่กับจุดยืนของผู้ตีความ หนังสือ “อยากลืมกลับจำ” นับเป็นตัวอย่างที่ดีของการบรรจบกันระหว่างเรื่องเล่าสองประเภท คือเรื่องแต่งกับประวัติศาสตร์ เราจะเห็นลักษณะของเรื่องแต่ง ได้แก่ บทสนทนา การแสดงความรู้สึกนึกคิดของผู้เล่าเรื่อง ตลอดจนการวางโครงเรื่อง

ตัวอย่างเช่น ในภาคแรกที่เป็นเรื่องราวชีวิตวัยเยาว์สมัยยังเป็นเด็กนักเรียน จอมพล ป.พิบูลสงครามถูกลอบยิงในปี พ.ศ.  2477 ที่สนามหลวงในการมอบรางวัลแข่งฟุตบอล ต่อมา พ.ศ. 2481  ก็ถูกลอบสังหารอีกสองครั้ง ครั้งแรก ‘นายลี’ คนสวนและคนขับรถถือปืนไล่ยิง และครั้งที่สองมีการวางยาพิษท่านผู้นำ จีรวัสส์เล่ากรณีหลังที่ทำให้ท่านผุ้หญิงละเอียดต้องเป็นผู้เตรียมอาหารให้จอมพล ป.เอง “…ถึงขนาดใครก็เข้าไปในครัวไม่ได้เลยนะ ถ้ามีคนอื่นเข้าไปคุณแม่เทกับข้าวทิ้งหมด…” (หน้า 75) นอกจากนี้ ยังมีช่วงตอนต่างๆที่ผู้เขียนพรรณนาช่วงชีวิตของจีรวัสส์ได้อย่างมีสีสัน ไม่ว่าจะเป็นความรักผูกพันระหว่างจีรวัสส์กับท่านผู้หญิงละเอียดช่วงไปศึกษาต่อต่างประเทศ เรื่องราวความรักระหว่างจีรวัสส์กับ ดร. รักษ ปันยารชุน  ซึ่งกลายมาเป็นลูกเขยนายกรัฐมนตรี และคอยช่วยเหลือพ่อตายามต้องตกเป็นผู้ต้องหาคดีทางการเมือง

จีรวัสส์ ปันยารชุน พิบูลสงคราม วัยสาว

เรื่องเล่าความทรงจำของจีรวัสส์ไม่เพียงแสดงถึงความรู้สึกนึกคิดส่วนตัว แต่ยังแสดงถึงนัยของประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่น่าค้นคว้าต่อไป อาทิ บทบาทของ หลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งมักจะเข้าใจกันว่าเป็นคนสนิทของจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่จากคำสัมภาษณ์ของจีรวัสส์เราจะเห็นว่าหลวงวิจิตรฯไม่ได้สนิทกับจอมพล ป. อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ ดังที่จีรวัสส์เล่าว่า “ …ความจริงคุณพ่อใช้หลวงวิจิตรฯแค่เรื่องละครอย่างเดียว…” (หน้า142) หรือกรณีของขบวนการเสรีไทย ซึ่งจีรวัสส์เล่าว่าจอมพล  ป. รู้เรื่องเสรีไทย ‘250%’ แต่ที่ต้องจับกุมตัวไว้ก่อนก็เพราะกลัวญี่ปุ่นจะจับตัวไปก่อน จีรวัสส์มองว่าจอมพล ป.มิได้ขัดแย้งหรือบาดหมางกับเสรีไทย หากแต่มองว่าเป็นคนไทยที่แยกกันทำงานคนละส่วนเท่านั้น

“อยากลืมกลับจำ” จึงชี้ชวนให้กลับมาทบทวนเรื่อง ‘ความทรงจำ’ ที่มีนัยทางการเมืองไทยร่วมสมัยอีกครั้ง นั่นคือการตีความประวัติศาสตร์ได้หลากหลายจะช่วยให้เราปรับโฟกัสการมอง เราอาจจะเห็นมุมมองอีกด้านของจอมพล ป. พิบูลสงคราม วลีที่ว่า “อยากลืมกลับจำ” ที่จีรวัสส์เห็นว่าเหมาะจะเป็นชื่อหนังสือนั้นมาจากเพลง “อยากจำกลับลืม” อาจจะเพราะช่วงชีวิตบางช่วงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

 อย่างไรก็ตาม ถ้ายกวลีนี้มาเป็นคำอธิบายของสถานการณ์ทางการเมืองในสังคมไทย คำอธิบายที่ว่าความทรงจำเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 บางแบบที่ไม่ได้รับใช้อุดมการณ์ราชาชาตินิยมนั้น ก็คงจะแปรเป็น ‘อยากจำ กลับถูกทำให้ลืม’ เสียมากกว่า

…………….

ดอกฝน

บทความก่อนหน้านี้ย้อนรอย”แอ๊ด เทวดา” เจ้าตำนาน”จอโค้งเรดาร์-จอยักษ์ผ่าโลก”
บทความถัดไป‘บัณฑูร’ แนะปรับเพดานปล่อยกู้รายใหญ่ มองแบงก์ควรให้บริการรายย่อยอย่างทั่วถึง