ดราม่า ‘ดารา-อินฟลูเอนเซอร์ ผู้ประกาศข่าว’ หมิว สิริลภัส-ยิว สามีเจนนี่ โต้

29.03.23 | 16:28 น.

ดราม่า ‘ดารา-อินฟลูเอนเซอร์’ ผู้ประกาศข่าว ‘หมิว สิริลภัส – ยิว สามีเจนนี่’ โต้

เป็นกระแสอยู่ในโลกออนไลน์ โดยหลังจากรายการดังของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง เปิดตัวดาราและคนดัง เป็นผู้ประกาศข่าวหน้าใหม่ อดีตผู้ประกาศข่าวรายหนึ่งก็โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “เราอยู่ในยุคที่ผู้ประกาศข่าว ไม่จำเป็นต้องมีพื้นความรู้ข่าว ไม่ต้องพูดอักขระชัด ไม่ต้องเรียนจบสายข่าว ไม่ต้องผ่านภาคสนามมาก่อน เพียงแค่เป็นดารา อินฟูลฯ คนดัง ก็เป็นได้ ฉีกตำราคนข่าวเรียนและฝึกฝนทั้งหมด”

แพรรี่ ตื่นเต้นกับบทบาทใหม่ ร่วมอ่านข่าวรายการดัง ขอบคุณผู้บริหารช่องมอบโอกาส
เจนนี่ ตื่นเต้นขึ้นแท่นผู้ประกาศข่าวหน้าใหม่

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ทำให้บรรดาดาราและคนดัง ต่างออกมาแสดงความเห็น อย่าง หมิว สิริลภัส กองตระการ ดารานักแสดง ได้แชร์โพสต์ดังกล่าว พร้อมกับเขียนข้อความแสดงความเห็นว่า “เราว่าเดี๋ยวนี้การนำเสนอข่าวของแต่ละรายการ เนื้อหาข่าวเริ่มเป็นเรื่องที่ไม่ได้เฉพาะทางมาก และถ้าคนที่ไม่ได้จบทางนี้มา แต่มีทักษะก็สามารถ “เล่าข่าว” ได้นะ เว้นแต่ข่าวที่ค่อนข้างเฉพาะทาง อย่างข่าวในพระราชสำนัก หรือข่าวที่เป็นประเด็นเฉพาะที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางที่เรียนมามาประกอบช่วย”

“อันนั้นเราว่าไม่น่าจะมีใครมาทำตรงนั้นได้ง่ายๆ จบมาทำงานไม่ตรงสายกันเยอะ ลองให้โอกาสกันหน่อยก็ดี ถ้าทำออกมาไม่ดีก็แค่วิจารณ์กันอย่างเหมาะสมแต่อย่าถึงขั้นเอาอคติมาใช้แล้วหวงพื้นที่อาชีพของตัวเองไว้เลย”

Advertisement

  

ขณะที่ “ยิว ฉัตรมงคล สมแก้ว” สามีของเจนนี่-รัชนก สุวรรณเกตุ หรือ เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น แชร์โพสต์ดังกล่าวพร้อมกับเขียนข้อความระบุว่า “อ้าว…พูดแบบนี้ก็แปลว่า ดารา อินฟลู คนดังที่มีความสามารถ มีศักยภาพจนได้รับโอกาสในการทำงาน ก็ผิดสิครับแบบนี้ ไปฉีกตำราคนข่าวเฉยเลย ก็เพราะคุณก็เป็นซะแบบนี้ไง ชอบตั้งกระทู้ให้คนทะเลาะกัน แล้วมาบอกว่าอยากนำเสนอสิ่งดีๆสู่สังคม น่าสงสารคนเสพข่าวจังเลยนะครับ ไม่ยุ่งไม่พูดเรื่องคนอื่น ก็ไม่ได้มีใครว่านะครับบางที”

อย่างไรก็ตามอดีตผู้ประกาศข่าวผู้เป็นต้นโพสต์ ได้โพสต์ชี้แจงว่า “อันที่จริงผมมีอธิบายในคอมเมนต์ไปละ แต่ว่าหลายคนน่าจะไม่เห็นเพราะว่า comment มันไปค่อนข้างเร็วมากเลยทีเดียว

ตัวผมเองไม่ได้มีปัญหานะที่จะเอาใครมานั่งอ่าน แล้วผมเองก็ทำงานในสายงานนี้มา 10 ปี ซึ่งมันก็อิ่มตัวแล้ว และ ผมก็ไม่ได้เป็นผู้ประกาศแล้ว ซึ่งผมก็ถือว่าอยู่นอกวงการแล้วมองดูกลับเข้าไปในวงการ

สิ่งที่ผมจะสื่อสารก็คือ ในอาชีพนี้หลายคนที่เขาเป็นคนของช่อง อยู่ในช่อง เป็นผู้สื่อข่าวภาคสนาม เป็นนักข่าวภาคสนาม หรือเป็นผู้ประกาศข่าวต้นชั่วโมงตัวเล็กๆ ที่มีช่วงปรากฎตัวแค่นิดๆ หน่อยๆ ที่เขารอโอกาสในการที่อยากจะมีพื้นที่หน้าจอหรือได้ขึ้นมาอ่าน ฝึกฝนพัฒนาตัวเองใช้เวลาเคี่ยวกรำจนตัวเอง จนเป็นคนที่มีภูมิความรู้และพรีเซนต์ได้ไม่ต่างอะไรกับการผู้ประกาศข่าว

แต่เชื่อไหมว่าคนเหล่านี้สถานีโทรทัศน์มักมองข้ามเขาตลอด แล้วยังมองว่า เขาเป็นเพียงแค่นักข่าวคนหนึ่งที่ควรออกไปวิ่งข่าวหาข่าว แล้วก็กลับมาทำข่าวเพื่อให้ผู้ประกาศข่าวอ่าน เชื่อว่ามีผู้สื่อข่าวภาคสนามหลายคนไม่น้อยที่เขามีฝันอยากจะมีโอกาสในการมานั่งอ่านบ้าง แต่มันก็น้อยคนที่จะได้รับโอกาสนั้น

เพราะทางช่องเองก็มักจะเลือกคนอื่นซึ่งเป็นคนนอกมาอ่านข่าวแทน อาจจะเพราะรูปร่างหน้าตาหรือชื่อเสียงอะไรก็ว่ากันแล้วแต่

ผมอาจจะพูดได้ในมุมของคนที่เคยเป็นทั้งผู้สื่อข่าวและผู้ประกาศข่าว ที่กว่าวันนึงเราจะได้ไปนั่งอยู่ตรงนั้นนะมันไม่ง่าย เราไม่ได้บินมา เราไม่ได้มีโอกาสไปนั่งได้เลยเพียงเพราะเราเคยมีชื่อเสียงจากจุดหนึ่งมาก่อน

แต่เราต้องสั่งสมประสบการณ์ผ่านสนามข่าวผ่านการเขียนข่าว ผ่านการเรียนรู้ผ่านการ ถูกด่าถูกว่า ผ่านสารพัดสารเพกว่าที่จะได้ไปอยู่จุดนั้น บางคนเป็นคนภาคสนามมาเป็น 10 ปี ยังไม่มีโอกาสที่จะได้นั่งอยู่หน้าจอเลยทั้งๆ ที่เขาก็มีความฝันเหมือนกันแล้วรอโอกาสนั้นจากผู้ใหญ่

เวลาเราพูดถึงโมเดลของการทำสถานีโทรทัศน์เรามักนึกถึงหรือเปรียบเทียบกับการเอาสำนักข่าวต่างประเทศที่เป็นชื่อเสียงดังโด่งดังมาเป็นแม่แบบ

สถานีโทรทัศน์ในต่างประเทศหลายแห่งใช้วิธีการเลือกเฟ้นผู้สื่อข่าวภาคสนามที่มีความเก่งกาจ ผ่านสนามข่าวมาอย่างโชกโชน ก่อนที่จะได้รับโอกาสมานั่งอยู่หน้าจอ เพราะฉะนั้นมันเลยเต็มไปด้วยคุณภาพว่าเนี่ยคือ คนข่าวที่มีพื้นความรู้ข่าวจริงๆ

ตำแหน่งผู้ประกาศข่าวในต่างประเทศถือว่าค่อนข้างศักดิ์สิทธิ์มาก แล้วมีเกียรติ ทำให้ผู้ประกาศข่าวในต่างประเทศหลายคนสามารถอยู่ยืนระยะได้อย่างยาวๆ และได้รับการยอมรับสูง หาตัวจับยาก บางคนอยู่จนแก่คาสถานีก็มีเยอะแยะไป

แต่จุดเริ่มต้นของคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็จะมาจากการเป็นคนข่าวพื้นฐานก่อนพัฒนาตัวเองจนนั่งมาถึงจุดนี้ได้

สิ่งที่สะท้อนออกมาคือ เราอยากจะมองว่าทางสถานีน่าจะมองคนในและให้โอกาสคนข้างในได้พัฒนาและยกระดับตัวเอง เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการที่อยากจะทำในอาชีพนี้ต่อ เพราะคนข่าวที่เขามีฝันและอยากจะเติบโต แต่ส่วนใหญ่แล้วมักถูกตัดโอกาสหรือไม่ได้มอบโอกาสให้ คนเก่งๆ ก็เลยออกจากวงการนี้ไปเยอะ

คำถามก็จะวนกลับมาที่เรื่องของคุณภาพของการทำงานสื่อของการทำข่าว อย่างที่หลายๆ คนก็ชอบบ่นว่าสื่อไทยไม่มีคุณภาพ ข่าวไทยไร้คุณภาพ ก็เพราะว่าระบบของมัน eject คนเก่งหรือไม่ให้โอกาสคนเก่งจริงๆ ได้เฉิดฉาย

ใช่…มันคือเรื่องของธุรกิจ แต่คุณอย่าลืมนะว่าวันนึงที่คนต้องการความน่าเชื่อถือจากการทำข่าวรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ มันเริ่มเกิดคำถามในสังคมว่า ข่าวที่เรารับอยู่นั้นได้รับความน่าเชื่อถือขนาดไหนหรือเป็นเพียงแค่ entertainment

อีกอย่างผมไม่สนหรือว่าไม่แคร์นะว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือเป็นยังไงเพราะว่า comment social ไม่มีผลหรือว่ามีอิทธิพลต่อชีวิตผม แต่ผมแค่อยากจะแสดงมุมมองหนึ่งในฐานะคนที่เคยทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เคยอยู่ในสถานีโทรทัศน์ในหลายๆ สถานี ว่าคุณควรหันมามองคนในของคุณดูบ้างว่า คนในของคุณมีศักยภาพมากเพียงพอในการที่จะผลักดันให้เขาเติบโตในสายอาชีพ แล้วเปิดโอกาสให้เขาได้เติบโตได้พัฒนาตัวเองได้ไปอยู่ในจุดๆ นั้นบ้าง

แล้วก็ไม่ได้อิจฉาอะไรใคร เพราะว่าชีวิตผมไม่จำเป็นต้องอิจฉาใคร ทุกวันนี้ชีวิตผมโอเคอยู่แล้วกับการทำธุรกิจของตัวเอง พูดในฐานะของคนที่เคยอยู่ในวงการ มองเข้าไปในฐานะคนดูคนหนึ่ง