อ้อย จิระวดี ควงลูกชาย เคลียร์ปมในใจ โดนเพื่อนล้อ หลังแม่ประกาศเป็นทอม

อ้อย จิระวดี ควงลูกชาย เคลียร์ปมในใจ โดนเพื่อนล้อ หลังแม่ประกาศเป็นทอม

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเป็นวันที่ชาว LGBTQ+ ได้ร่วมฉลองยินดีกับการผ่านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สมรสเท่าเทียมในประเทศไทย รวมไปถึงนักแสดงรุ่นเก๋ามากฝีมือ อ้อย จิระวดี ที่เป็นตำนานในยุคแรก ๆ ของวงการบันเทิงที่ได้ออกมายอมรับว่าตัวเองเป็นทอม แม้ว่าตอนนั้นนักแสดงสาวจะเป็นนางเอกที่กำลังมีชื่อเสียงก็ตาม แต่นักแสดงสาวก็ขอเป็นตัวของตัวเองดีที่สุด ล่าสุดนักแสดงสาวก็ได้มาเปิดใจถึงเรื่องราวในอดีตหลังประกาศว่าตัวเองเป็นทอม พร้อมควงลูกชาย พอชตี้ค์ ณัฏฐพล มาเคลียร์ปมในใจวัยเด็ก หลังโดนเพื่อนล้อมีแม่เป็นทอม จนทำให้เป็นปมด้อย อีกทั้งยังย้อนเล่าถึงเหตุการณ์ที่คุณยาย มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา ติดโควิด-19 อาการหนักถึงขั้นวิกฤต ในรายการคุยแซ่บ Show

ที่เชิญแม่อ้อยมาออกรายการเพราะเราอยากจะร่วมฉลองยินดีไปกับ พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม ที่เกิดขึ้นจริงๆแล้วในประเทศไทย แม่อ้อยคือตำนานยุคแรก ๆ ที่ออกมายอมรับในวงการบันเทิง ถ้าย้อนกลับไปในอดีตเป็นที่ไม่ยอมรับเลย ถ้าใครออกมายอมรับเรื่องนี้ดูเป็นคนที่แปลกแยก ตอนนั้นออกมายอมรับเลยว่า ฉันคือทอม ?

แม่อ้อย : ใช่ค่ะ เราเป็นตัวของตัวเอง มีความรู้สึกว่าเราเป็นอะไรก็เป็นอย่างนั้น ให้มานั่งเก็บกดมันก็ไม่ใช่แล้วดีตรงที่ว่า ครอบครัวยอมรับ

Advertisement

แต่ตอนนนั้นในวงการภาพยนตร์ วงการละคร นางเอกต้องอยู่ในกรอบ แล้วแม่อ้อยคือนางเอกที่กล้าออกมาพูด ขอย้อนไปนิดนึงประมาณกี่ปีที่ตัดสินใจออกมายอมรับและบอกให้คนทั้งประเทศได้ทราบ เราแตกต่างนะ?

แม่อ้อย : ตั้งแต่วัยอลวน ปี 2518

ฟีดแบ็คกลับมาที่เราเป็นยังไงบ้าง ?

Advertisement

แม่อ้อย : มีคนถามเยอะ ใช่พี่เป็นแบบนี้แหละ พี่ก็เป็นทอม

แล้วมันมีผลกระทบต่อหน้าที่การงานมั้ย ?
แม่อ้อย : เอาจริงๆ ไม่มีนะ เพราะว่าไม่ค่อยมีใครกล้าอะไรมั้ง เพราะว่าพี่ค่อนข้างดุ

สื่อยังไม่ค่อยมีเยอะด้วยมั้ย ?

แม่อ้อย : สื่อน่ะมีเยอะ บางทีเขียนว่าพี่ปลูกขนหน้าอก พี่ก็ต้องเชิญมาคุยต่อหน้าคนเยอะๆ แล้วพี่ค่อนข้างดุ แต่ตอนนี้ใจดี

ตอนนั้นพอเราได้เปิดเผยทุกอย่าง ไม่กลัวว่าเราเป็นนางเอกนะ ?

แม่อ้อย : พี่ไม่เคยกลัวเลยนะ พี่ถือว่าพี่ทำงานออกมาให้ดีที่สุด เป็นตัวของตัวเอง อยู่ที่เขาจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ พี่ไม่ค่อยแคร์ จะให้พี่ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง พอออกไปข้างนอกทำเป็นกุลสตรีไทยมันไม่ใช่

ถ้าย้อนไปตอนนั้นมีพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียมจริงๆ แม่จะใช้สิทธิ์กับเรื่องนี้มั้ย ?

แม่อ้อย : มุมมองของพี่อาจจะยัง อาจจะไม่ใช้สิทธิ์ เพราะตอนนั้นเราคือนางเอก คือเราเป็นทอมแบบนี้แต่ถ้าจะให้ถึงขั้นจดทะเบียนคนต้องไม่ยอมรับแน่ๆ

ณ วันนี้พระราชบัญญัติผ่านไปแล้ว รุ่นเดอะอย่างพี่อ้อย คิดยังไงกับพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียมในวันนี้ ?
แม่อ้อย : พี่เห็นด้วยนะคะ เห็นด้วยจริงๆ เพราะทุกคนมีสิทธิ์เสรีภาพของตัวเองและอะไรก็ตามการที่เขามีความรัก ไม่ว่าเพศไหนก็ตาม มันคือความรักที่บริสุทธิ์ที่ออกมาจากใจ ขอให้เป็นคนดีแค่นั้นพอแล้ว
หลายๆ คนอาจจะไม่เคยเห็นลูกชายสุดหล่อที่สุดของแม่อ้อย หลายคนเข้าใจว่าแม่อ้อยเป็นโสด แล้วลูกชายมาได้ยังไง ?

พอชตี้ค์ : เมื่อก่อนแม่ชอบพูดว่าเป็นน้อง หมายถึงว่าเวลามีใครแซว ไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ นอกจากว่ามีคนบอกว่าน้องจริงหรอ ก็จะบอกว่าลูก

พี่อ้อย : ที่ไม่พูดไม่ได้อายใครนะ แต่มีความรู้สึกว่าหน้ามันใกล้เคียงกัน ไม่มีใครหน้าอ่อนกว่ากัน

คู่นี้ไม่ค่อยแสดงความรักกันจนบางทีแม่อ้อยน้อยใจทำไมไม่แสดงความรักกับแม่บ้าง ?

พี่อ้อย : ขอกอดก็ไม่ให้กอด ขอหอมก็ไม่ให้หอม

พอชตี้ค์ : มันอาจจะไม่ชินครับ น่าจะตั้งแต่เด็กความห่าง เพราะว่าเรามีอดีตที่เรารู้สึกว่ายังไม่มีใครยอมรับ แล้วก็เป็นปมด้อยตั้งแต่เด็กแม่เป็นทอม โดนล้อมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งเมื่อก่อนทอมเป็นอะไรที่ไม่มีใครกล้าเปิดตัว

มีปมมากเรื่องที่คุณแม่เป็นทอม ?

แม่อ้อย : ก่อนเข้าโรงเรียนตอนเด็กๆ เขาจะเป็นคนที่ภูมิใจในตัวพี่มาก ก็รู้ว่าพี่เป็นแบบนี้แหละแต่ก็ภูมิใจมาก แต่พอเข้าโรงเรียนแล้วเท่านั้นแหละ เหตุการณ์ที่เขามีปมคือ…

พอชตี้ค์ : จะโดนล้อ อันนี้คือช่วงสมัยประถม มัธยมต้น จะโดนล้อ แล้วมันมีเรื่องตลอด ต้องเข้าห้องปกครองตลอด เหมือนล้อแม่เรา แม่เป็นทอม มีลูกหรอ เรารู้สึกว่ามาว่าแม่เราแบบนี้ไม่ได้ เลยรู้สึกว่าเป็นปม เวลาเจอแม่เหมือนเป็นการต่อต้าน ณ ช่วงนั้น แต่จริงๆ คือรักแม่ แต่ว่าการแสดงออกมันตั้งแต่เด็กมันเป็นการต่อต้าน ในความรู้สึกของตัวเอง มันยังไม่มีการยอมรับเกิดขึ้น แล้วยิ่งโดนล้อทุกวันแล้วเราต้องเข้าห้องปกครองมีเรื่องการรุ่นพี่ รุ่นน้อง เพราะว่าในโรงเรียนคนจะรู้ว่าเราเป็นลูกจิระวดี เพราะเขาจะรู้ว่าแม่ของเรามีชื่อเสียง ก็เหมือนเขาจะเล็งมาที่เราเลย มันก็เลยเป็นปมด้อย

ร้องไห้บ่อยด้วยใช่มั้ย ?

พอชตี้ค์ : โดนล้อไม่ร้อง แต่ร้องตอนอยู่คนเดียว รู้สึกทำไมแม่ถึงเป็นแบบนี้ ณ ตอนนั้นทำไมไม่เหมือนแม่คนอื่น ทำไมแม่ถึงแข็ง แม่คนอื่นเวลาเจอลูก กินข้าวหรือยัง หรือมากอด ของเราอาจจะเป็นด้วยความห่างด้วย ก็เลยรู้สึกว่าเป็นการต่อต้านในช่วงแรกๆ

แม่อ้อยรู้มั้ยว่าลูกเราโดนล้อ ?

แม่อ้อย : ตอนนั้นไม่รู้เลย พี่ทำงาน 7 วัน จนถึงอายุ 60 การที่จะได้คุยกันมันยาก นอกจากวันหยุด

พอรู้ว่าลูกเราโดนล้อช่วงไหน ?

แม่อ้อย : ก็ตอนเล่าออกรายการต่างๆ ก็รู้สึกเสียใจนะที่ทำให้ลูกโดนล้อ

พอชตี้ค์ : แต่ต้องบอกก่อนว่า ณ ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วนะครับ ณ ตอนนี้โอเคมาก ๆ กับการที่แม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะว่าเรารู้สึกว่าเราโตขึ้นเราก็จะเริ่มรู้แล้วว่า ความสุขของเขาคืออะไร เราก็เจอเพศที่สามหลายๆแบบ แล้วเรารู้สึกว่าแต่ละคนน่ารักมาก

ทำไมตอนนั้นไม่เลือกที่จะคุยกับแม่ตรงๆ ว่ามีปัญหาแบบนี้ ?

พอชตี้ค์ : อย่างที่บอกว่ามันเป็นความต่อต้านแต่แรก คือตั้งแต่เด็กจะไม่ได้อยู่กับแม่ ก็จะอยู่กับคุณยาย อยู่กับย่า ความห่างก็จะมีอยู่แล้ว มันก็จะไม่กล้าที่จะพูดความรู้สึก แล้วยิ่งโดนพูดเยอะ ๆ ทุกวัน ๆ วันยิ่งเป็นการต่อต้านเป็นการกดดันกัน

แต่เข้าใจใช่มั้ยที่แม่เขาทำงานเหนื่อย 7 วัน จนอายุ 60 จริงๆ เขาทำเพื่อพี่ ?

พอชตี้ค์ : เข้าใจครับ พอเราโตขึ้นแล้วเราคิดได้ เราก็เริ่มรู้แล้วว่าสิ่งที่เขาเป็นมันไม่ได้สำคัญเลย ความรักที่เขาให้เรามา การดูแล การเลี้ยงดู การทำงาน มันทำให้เรารู้สึกว่าตรงนั้นไม่ใช่ประเด็น ไม่ใช่ความสำคัญกับเราแล้ว

อยากพูดกับคนที่มีปัญหาตรงนี้ยังไงมั้ย ?

พอชตี้ค์ : ใครที่ดูอยู่อยากให้ยอมรับตัวตนของคนที่เป็นพ่อ เป็นแม่ คนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นพี่ เป็นน้อง ขอให้ยอมรับในตัวตนของเขามากกว่า สุดท้ายแล้วมันอยู่ที่ตัวบุคคลมากกว่า มันไม่ได้อยู่ที่เพศ บางคนเป็นแบบนี้ก็รักกันได้ มันไม่ผิด พอเราโตขึ้นก็อยากจะส่งต่อ รักคนในครอบครัว เข้าใจเขาดีกว่า

ตอนนี้ที่ลูกเริ่มต่อต้านพี่อ้อยสัมผัสได้มั้ยว่าลูกเริ่มไม่สนิทกับเรา ?

พี่อ้อย : ก็มีบ้าง จากที่เขาเคยบอกว่าเขาภูมิใจในตัวแม่ พอไปเข้าโรงเรียนมันเริ่มเปลี่ยนไป การที่จะมาคุยเล่นน้อยลง แต่คุยกันปกติ

เขากล้าที่จะพูดความรู้สึกออกมาทั้งหมด ในมุมคนเป็นแม่ เรารู้สึกยังไงบ้าง ?

แม่อ้อย : เราเสียใจที่ทำให้เขาต้องมีความรู้สึกแบบนี้ แต่พี่เคยสอนเขาตั้งแต่เกิดเลย คนเราถ้าเรารักใครซักคนถ้าเขามีความสุขยังไง เราต้องให้เขา กับการที่เรารักเขาแต่เขาต้องอยู่ในกำมือของเราจะทำอะไรก็ไม่ได้ เขาจะเก็บกด เขาจะไม่มีความสุข แต่ถ้าเรารักเขาคือการให้

พี่อ้อยได้อธิบายมั้ยว่าแม่เป็นแบบนี้ เราต้องเล่าให้เขาเข้าใจยังไง ?

แม่อ้อย : เอาจริง ๆ พี่เนี่ยเป็นทอมตั้งแต่เด็ก แต่พี่เป็นคนที่อยากแต่งงาน อยากมีครอบครัว อยากมีลูก เพราะว่าพี่อยู่บ้านเสรรีรัตน์ครอบครัวที่เลี้ยงพี่มา ครอบครัวเขาทุกคนไม่มีใครที่นอกใจกันแล้วครอบครัวเขามีความสุขมากๆ พี่เลยมีความรู้สึกว่าพี่มีความอบอุ่นมากๆ พี่อยากมีลูกมาก ๆ พี่ก็เลยแต่งงาน

ยอมที่จะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นผู้หญิงทั้งๆ ที่ตอนนั้นมีแฟนเป็นผู้หญิง ?

แม่อ้อย : มีแฟนเป็นผู้หญิงอยู่ด้วย พี่ก็บอกแฟนว่าพี่อยากแต่งงานแล้วนะ ตอนนี้มีหนุ่มๆ มาขอเยอะมากเลย ตอนนั้นเป็นนางเอกด้วย ก็เลยตัดสินใจแต่งงาน พอแต่งแล้วก็เป็นกุลสตรีไทยค่ะ ทาเล็บ ไว้ผมยาว เวลาพูดจาก็หนีบค่ะ มีการค้อน (หัวเราะ) เรียบร้อยด้วยค่ะ

เรามีเบบี๋แล้ว วันนึงเราต้องอธิบายให้เขาฟังว่า แม่ไม่ทาเล็บแล้วนะ แม่ไม่ผมยาวแล้วนะ ?

แม่อ้อย : พอวันนึงก็บอกลูกตามตรงว่าเราอยู่กันไม่ได้ มันไม่ใช่เราไง ก็คงต้องแยกกันแต่แม่กับพ่อเขาก็เป็นเพื่อนกัน ไปมาหาสู่บางทีก็มานอนที่บ้าน

อธิบายเขายังไงคุณแม่เป็นทอม เด็กไม่เข้าใจ ตอนนั้นพี่อ้อยอธิบายเขายังไง ?

แม่อ้อย : พี่อธิบายอย่างที่บอกไปคือความรัก เรารักเขา เขามีความสุขแบบไหน เราต้องโอเคยอมรับตรงนั้น เพื่อให้เขามีความสุข แต่ว่าถ้าเรารักเขา เรามากดดันเขามาบีบคั้นเขาไม่ให้เขาเป็นตามที่เขาต้องการ เขามีความสุขมั้ย ความรักคือการให้ ง่าย ๆ

พอพี่พอชตี้ค์โตขึ้นเห็นอะไรในตัวผู้หญิงคนนี้ ต่อให้จะอยู่ในสภาพเพศไหนก็ตาม แต่หัวใจความเป็นแม่เขามีเต็ม ?

พอชตี้ค์ : คือแม่เขาเป็นคนที่ตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อลูกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเรื่องทำงาน เรื่องครอบครัว เขาเต็มที่กับตรงนี้อยู่แล้ว รู้สึกภูมิใจ ตอนนี้เราอาจจะยังคิดไม่ได้หรอก พอเราโตขึ้นมา รู้สึกภูมิใจในตัวแม่ มีแต่คนรักเขา

แม่อ้อยเริ่มมีแฟน ตอนนั้นพี่พอชตี้ค์เห็นมั้ย มีคำถามมั้ย อธิบายยังไง ?

พอชตี้ค์ : เห็นครับ เห็นมาตลอด
แม่อ้อย : ไม่ได้อธิบายอะไรเลย เขาชินตั้งแต่เด็กแล้ว

ตอนนั้นเราเห็นแฟนของแม่มา เรามีคำถามมั้ย ?

พอชตี้ค์ : อย่างที่บอกเรารู้มาตั้งแต่เด็กว่าแม่เป็นแบบนี้ แล้วผู้หญิงที่มาอยู่กับแม่เป็นแบบไหน บางทีเราก็ต่อต้าน เจอเขาบางทีเราก็ไปที่อื่นออกไปข้างนอก อันนี้หมายถึงบางคนนะ แต่บางคนที่เข้ากับเราได้ เข้ามาพูดคุย เราก็โอเคคิดว่าเป็นเพื่อนแม่คนนึง ก็มีหลายคนที่ประทับใจ

ที่ผ่านมาคุณยายมารศรีติดโควิดเรียกว่าบีบหัวใจคนในครอบครัวเลย ?

แม่อ้อย : 2 ปีที่แล้ว ลูกสาวชาวพม่าเขาไปซื้อผักผลไม้ที่หน้ารั้ว เขาติดจากอะไรไม่ทราบตังค์หรืออะไรซักอย่างนึงแล้วก็มาติดแม่ คนที่ติดต่อคือพี่เพราะพี่ไปอาบน้ำให้ ช่วงนั้นหาโรงพยาบาลไม่ได้เลย ต้องให้ลูกชายเป็นคนจัดการเรื่องโรงพยาบาล พอเข้าโรงพยาบาลเข้าออกไอซียูตลอด วันนึงหมอก็บอกว่าให้ทำใจนะเพราะว่าของแม่เข้าขั้นโคม่า แล้วก็ถามว่าถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นให้ปั๊มมั้ย ตอนนั้นอายุคุณยายประมาณ 101-102 ปี

คุณหมอได้บอกมั้ยว่าภาวะโคม่าเนื่องจากอะไร ?

แม่อ้อย : ติดเชื้อในกระแสโลหิตค่ะ พี่ยอมรับว่าผอมไปเลยตอนนั้น เครียด พอโทรศัพท์มาใจเสียหมดเลย

พอหมอพูดแบบนี้มาเรารับมือกับสถานการณ์นี้ยังไง ?

แม่อ้อย : พี่ยอมรับว่าผอมไปเลยตอนนั้น เครียด พอโทรศัพท์มาใจเสียหมดเลย

พอชตี้ค์ : ตอนนั้นรู้สึกแย่มาก มันเป็นช่วงโควิดแรกๆที่คนเป็นมีโอกาสที่จะเสีย แล้วตอนแรกคุณยายปอดเป็นฝ้าก่อนพอดีขึ้นก็มาติดเชื้อในกระแสเลือดขึ้นลงไอซียูเหมือนรถไฟเหาะ วันนึงขึ้นวันนึงลง เราเข้าไปเยี่ยมไปไม่เต็มที่ ผมต้องนั่งอยู่ในรถ ไหว้พระอยู่ในรถ ประมาณเกือบชั่วโมง สองชั่วโมง ไม่กล้าที่จะไปไหน หมอบอกว่าโอกาสคือ 50 50 เลย

มีมาตรการที่เข้มงวดเลยไม่ให้ใครเข้าใกล้เลย ?

พอชตี้ค์ : หลังจากนั้นไม่อยากให้ใครที่เพิ่งกลับมาจากข้างนอกหรือตัวเราเองด้วยเข้าไปหายายเลย ทุกคนจะต้องใส่แมสก์ อาบน้ำ ต้องตรวจโควิดก่อน ต้องอยู่บ้านอย่างน้อย 3 วันก่อนจะเข้าไปหาคุณยายได้ จริงๆแล้วเมื่อก่อนคือ 7 วัน คือผมก่อนที่จะเข้าไปหาคุณยายเมื่อก่อนจะต้องอยู่บ้าน 7 วัน เราเห็น ณ วันนั้นที่คุณยายอยู่โรงพยาบาล เราเห็นอาการคุณยายความทรมาน เราก็รู้สึกว่าไม่อยากให้เป็นแบบนั้นอีก เราอยากให้เขาอยู่แล้วมีความสุขดีกว่าที่จะมาทรมาน

อยากให้บอกรักกัน ?

แม่อ้อย : เป็นอะไรที่สำคัญที่สุดในชีวิตพี่ พี่สามารถตายแทนเขาได้

พอชตี้ค์ : รักแม่ครับผม ไม่ค่อยได้พูด แต่วันนี้พูดออกมาเต็มปาก

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image