สุดทน เชอรีน น้องสาว นิชคุณ โร่แจ้งความอดีตสามี เล่าทั้งน้ำตา ถูกทำร้ายร่างกาย – คุกคาม
จากกรณีที่นักแสดงชื่อดัง เชอรีน ณัฐจารี หรือ เชอรีน เดอะสตาร์ น้องสาวนักร้องชื่อดัง นิชคุณ หรเวชกุล ถูกอดีตสามีทำร้ายร่างกายจนต้องเลิกรากัน ซึ่งหลังจากเลิกรากันไป อดีตสามียังคุกคามนักแสดงสาว จนรู้สึกไม่หวาดระแวงและไม่ปลอดภัย
ล่าสุดนักแสดงสาวพร้อมกับทนายแก้ว มนต์ชัย ได้เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับอดีตสามี ที่ สน.ทองหล่อ โดยนักแสดงสาวได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทั้งน้ำตาว่า ตั้งแต่ช่วงคบหากันและคลอดลูก ตนถูกทำร้ายร่างกายมาทั้งหมด 4 ครั้ง ครั้งแรกมีอาการมึนเมาและทะเลาะกัน ถูกตบเข้าที่หน้าหลายครั้งจนปากแตก
“ครั้งแรกค่อนข้างรุนแรงมากเหมือนกัน แต่เหมือนครั้งสุดท้ายที่เขาตบเชอเกิน 10 ครั้ง ซึ่งเชอนอนอยู่บนเตียงแล้วเขานั่งอยู่ข้างๆ แล้วเขาโน้มตัวลงหาแล้วก็ตบมาที่หน้า เพื่อจะพยายามให้เชอตอบคำถามเขา และเชอก็ไม่ตอบ เพราะเคยตอบโต้ ที่ผ่านมา 3 ครั้ง เราก็รู้ว่ามันรุนแรงขึ้น ก็เลยอยู่เฉยๆ แล้วเขาก็ทำไปเรื่อยๆ”
เชอรีนกล่าวต่อไปว่า ที่ตนไม่แจ้งความตั้งแต่ครั้งแรก เพราะเราคุยกันว่าเราอยากประคับประคองครอบครัว ไม่อยากให้เป็นข่าว และไม่อยากมีเรื่องมีราว เพราะว่ามันจะกระทบถึงลูก แต่พอรู้สึกว่าเขาคุกคามเราเรื่อยๆ เรารู้สึกไม่ปลอดภัยก็เลยคิดว่าต้องออกมาแล้ว
“ก่อนที่จะมีลูกเขาไม่เคยทำร้ายร่างกายเรา พอเขาทำร้ายร่างกายเรา เขาก็อ้างเหตุผลว่ามึนเมา ขาดสติ พร้อมกล่าวขอโทษ และบอกว่าจะไม่ทำอีก โดยเขาทำร้ายร่างกายเราครั้งแรกเดือนพฤษภาคม ปี 2565 ครั้งที่ 2 เดือนกรกฎาคม ปี 2565 ครั้งที่ 3 เดือนเมษายน 2566 และครั้งสุดท้ายเดือนกันยายน ปี 2566 มีหลักฐานครบหมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่ง คลิป และแชตข้อความที่พูดคุยกัน และคลิปเสียงต่างๆ ส่วนเรื่องการเจรจาและการพูดคุยก็มีเก็บเป็นหลักฐานไว้”
เชอรีนเผยว่า สาเหตุหลักเกิดจากความหึงหวง และเขาเป็นคนที่มีอารมณ์รุนแรงและหึงค่อนข้างหนักอยู่แล้ว เวลาอื่นๆ ที่อาจจะไม่ได้มีอาการมึนเมาก็มีอาการหึงหวง หรือใช้คำพูดค่อนข้างรุนแรงอยู่แล้ว แล้วพอไปรวมกับอาการขาดสติหรือมึนเมา ก็ทำให้เขาลงมือหนักขึ้น
“ส่วนใหญ่จะเป็นการเข้าใจผิดกัน อย่างบางครั้งจะมีรุ่นน้องทักมาหา หรือว่าเพื่อนทักมาหาและเขาไม่พอใจที่คุยกัน เราก็อธิบายให้เขาฟังว่าคุยกัน เราก็ไม่ได้ลบแชตเพราะเราก็บริสุทธิ์ใจ เราก็ให้เขาดูแชต แต่เหมือนว่าเขาก็ไม่โอเค”
เมื่อถามว่าพอมีการทำร้ายร่างกายครั้งแรก แล้วมีการเคลียร์หรือทำสัญญาใจกันหรือไม่ว่าจะไม่ทำอีก เชอรีนกล่าวว่า มีการคุยกับแม่ มีการขอโทษ และกราบขอขมาแม่และตนว่าจะไม่ทำอีก มีการพูดคุยทุกครั้ง แต่ก็ยังทำอยู่ แต่เราก็คิดว่าอาจจะหยุดไหม หรือว่าจะทนไหม เพราะเรามีลูกก็ไม่อยากให้ครอบครัวแตกแยก
“สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจแยกทางกับอดีตสามี คิดว่ามันถึงขั้นเป็นห่วงชีวิตตนเองแล้ว ในวันที่เกิดเหตุ โดนตบหน้าหลายครั้ง ตนรู้สึกได้ว่าถูกคุกคามถึงขั้นที่ว่า ไม่รู้ว่าจะถึงขั้นชีวิตหรือไม่ วันนั้นเลยวิ่งตัวเปล่าจากบ้านออกมา ไม่มีของติดตัว มีแค่โทรศัพท์ แล้ววิ่งออกมาจากหลังบ้าน เพราะกลัวเขาได้ยินเสียง แล้วโทรหาเพื่อนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงเพื่อหนีออกมา เพราะถูกคุกคามมากเกินไปแล้ว ส่วนลูกตอนนั้นอยู่กับพี่เลี้ยงอีกห้องหนึ่ง เรารู้ว่าเขาไม่ทำอะไรกับลูกอยู่แล้ว คิดว่าน่าจะปลอดภัย”
เมื่อถามว่าเขามีการพูดคุยเกี่ยวกับลูกหรือไม่
เชอรีนเผยว่า ส่วนใหญ่จะเป็นการที่อยากจะเอาลูกไปเลี้ยง มีการตกลงว่าถ้าลูกอยู่กับเราจะไม่มีการส่งเสีย อะไรเลย แต่ถ้าอยู่กับเขาตนก็จะไม่ต้องเสียอะไรเลย ให้เราเลือกว่าจะให้ลูกเลือกอยู่กับใคร ซึ่งเราก็บอกเขาว่าเราเลี้ยงลูกเองได้ให้ลูกอยู่กับตนดีกว่า
เมื่อถามว่าที่มาก่อกวนเราเป็นเรื่องอะไร
เชอรีนกล่าวว่า เป็นเรื่องการติดตาม เหมือนวันก่อนเขาโทรมาแล้วพูดประมาณว่า เขาอยากรู้อะไรเกี่ยวกับเรา เขาก็สามารถรู้ได้หมด เราเข้าออกบ้านกี่โมง เราไปกับใคร เขารู้หมด แล้วเขาก็โทรไปถามแม่ด้วยว่าวันนี้เราเข้า-ออกบ้านกี่โมง
เขาอ้างว่าเป็นห่วงลูก เขาเลยเอาคนมาตามเรา มาดูว่าเราจะอยู่กับลูกไหม ซึ่งตั้งแต่ที่แต่งงาน เป็นสามีภรรยา ก็ค่อนข้างมีปัญหาเรื่องอารมณ์รุนแรง และทะเลาะกันค่อนข้างบ่อย
“ก่อนเขาจะมีลูก เขาดูแลดีมาก ให้แต่งตัวได้ ให้ออกไปเจอเพื่อนได้ แต่ว่าหลังจากที่แต่งงานกันแล้วเชอแต่งตัวไม่ได้ เชอออกไปเจอเพื่อนไม่ได้ ไปทำงานไม่ได้ คือต้องอยู่กับเขา เราก็ทำใจ อยู่กับลูกให้มีความสุขที่สุด พยายามโฟกัสที่ลูก พยายามมองว่าเราไม่ไปไหนก็ได้ อยู่บ้านเลี้ยงลูกมีเวลา อยู่กับลูกมากขึ้น พยายามมองในมุมที่ดี “
เชอรีนได้กล่าวพร้อมทั้งน้ำตาว่า ตนรู้สึกหวาดระแวง รู้สึกไม่ปลอดภัย มีความกลัวไปหมด พอหลังจากที่เลิกกัน ช่วงแรกๆ ก็มีการเจอกันบ้าง เพราะตนก็อยากให้ลูกได้เจอพ่อ ได้ใช้เวลาอยู่กับพ่อ แต่ทุกครั้งที่ตนเจอ ตนก็จะกลัวเขามากๆ กลัวว่าวันนี้เขาจะไม่พอใจอะไรอีกไหม วันนี้เขาจะไปถึงขั้นไหนอีก ซึ่งทุกวันนี้ที่ถูกติดตามก็รู้สึกว่าชีวิตตนเองไม่ปลอดภัยเลย
เมื่อถามว่าวันนี้มาแจ้งความข้อหาอะไร
ด้านทนายแก้วกล่าวว่า ขอไปเล่าเรื่องนี้ให้ตำรวจฟัง จะผิดในข้อหาอะไรก็แล้วแต่พนักงานสอบสวน
“เป็นการแจ้งความเป็นคดี พฤติกรรมการคุกคามติดตามมันมีหลายครั้ง และซ้ำๆ จนน้องเขารู้สึกผิดปกติมาตลอด ถึงขนาดฝ่ายชายโทรศัพท์มารายงานทุกอย่าง จนน้องเขาถึงกับตั้งคำถามว่ารู้ได้อย่างไรว่าตนอยู่ไหน ก็เลยเป็นเรื่องที่เขาหวาดกลัวจริงๆ
ทนายแก้วกล่าวต่อไปว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในความรุนแรงของครอบครัว สงสารน้องเขา และสิ่งที่เขาทำเป็นการที่เขาต้องเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว จะไปแจ้งความก็กลัวอะไรต่างๆ นานา มันถึงจุดแล้ว ซึ่งก่อนมามีการได้พูดคุยกับพี่ชาย คุณแม่ และทุกๆ คน ก็เลยตัดสินใจมาแจ้งความ
เมื่อถามถ้าหากทางสามีจะเข้ามาเจรจาพูดคุย? เชอรีนเผยว่า ให้ทนายคุย ตนขอไม่คุยด้วย
ด้านทนายแก้วกล่าวเสริมว่า ตรงนี้ขอกลับไปฟังดูข้อเสนอเขาก่อน ว่าเขามีข้อเสนออะไร
ส่วนเชอรีนเผยว่า ข้อเสนอที่ตนต้องการ คือ ตนไม่อยากได้อะไรจากเขา ขอเพียงให้อดีตสามีเลิกยุ่งกับตน
ในส่วนพี่ชาย (นิชคุณ) ก็เป็นห่วงมากๆ จริงๆ ตนไม่อยากให้เป็นข่าว แค่อยากมาแจ้งความเฉยๆ ให้มีการลงบันทึกประจำวันไว้ ถ้าอนาคตเกิดอะไรขึ้นอย่างน้อยก็มีการแจ้งความไว้เท่าที่ได้ปรึกษากับทนายแก้ว พอได้มีการเล่าให้ทนายความฟังเกี่ยวกับการติดตามคุกคาม หรือการเฝ้าดู ก็คุยกันว่า คิดว่าถ้าสมมุติไม่เป็นข่าว ไม่ออกมาสู่แสง ถ้าเกิดวันหนึ่งตนหายไป ก็จะไม่มีใครรู้ และจะอันตรายต่อตัวตนแล้วก็ลูกด้วย
เมื่อถามว่าทุกวันนี้ใช้ชีวิตอย่างไร ลูกก็ต้องดูแลสามีก็คอยติดตาม
เชอรีนกล่าวว่า ก็พยายามใช้ชีวิตต่อ ด้วยความที่ตนต้องดูแลลูกเองทั้งหมดแล้วก็ต้องทำงานหาเงินเอง ต่อให้ตนเครียดหรือกลัวที่จะไปทำงานข้างนอกแค่ไหน ตนก็ต้องไป เพราะตนก็มีงานที่ต้องทำ และต้องหาคอนเน็กชั่นตัวเอง เพื่อเริ่มอะไรหลายๆ อย่าง เพราะตนก็หยุดชีวิตไปเพื่อครอบครัวมานานแล้ว ค่อนข้างที่จะกลัวแต่ก็ต้องทำ พยายามเป็นแม่ที่สุขภาพจิตที่ดี เพราะตนก็พยายามเลี้ยงลูกให้ดีเหมือนกัน

