บทนำมติชน 8 ตุลาคม 2565 : การเมืองกับเศรษฐกิจ
นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการเมืองเป็นส่วนหนึ่ง และอีกส่วนคือ ความแข็งแรงของภาคเอกชน ในช่วง 10-20 ที่ผ่านมา เอกชนไทยมีความแข็งแรงมาก ทำให้แม้การเมืองมีผลต่อเศรษฐกิจและตลาดทุน แต่หากภาคเศรษฐกิจจริง หรือเรียลเซ็กเตอร์มีความแข็งแรง การพึ่งพิงการเมืองจะไม่มีมากนัก หากการเมืองมีความมั่นคงแน่นอนมากขึ้น จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และมีความแข็งแกร่งกว่าในปัจจุบัน เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราก็ผ่านการเมืองที่มีความไม่แน่นอนมาหลายครั้ง แต่ภาคธุรกิจ หรือเศรษฐกิจก็ไม่ได้ถูกกระทบมากนัก
ผู้จัดการ ตลท. กล่าวอีกว่า แม้ขณะนี้จะยังมีผลกระทบจากปัจจัยลบ อาทิ ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และราคาน้ำมัน แต่หากประเมินในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันสูงมาก แต่รายได้และกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย ยังฟื้นตัวดีขึ้น เทียบกับปี 2564 และภาพรวมกลับมาเติบโตสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 หรือปี 2562 ด้วยซ้ำ ทั้งที่มีบางเซ็กเตอร์ยังไม่ฟื้นตัวกลับมา แต่บางเซ็กเตอร์กลับมาได้ อาทิ การส่งออก การท่องเที่ยวและการบริการที่ดีขึ้น รวมถึงต้นทุนของ บจ. ที่ไม่ใช่ราคาน้ำมัน ได้ปรับลดลงมา จากการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การทำธุรกิจของ บจ. แต่หากราคาพลังงานยังปรับตัวสูงขึ้นต่อไป จะเป็นสิ่งที่น่ากังวลมากขึ้น เพราะไตรมาส 4/2565 ถือเป็นช่วงที่มีทั้งปัจจัยบวกและลบร่วมกัน หากความขัดแย้งยังไม่จบ เราต้องเผชิญกับความผันผวนแบบในปัจจุบันต่อไป
ถือเป็นข่าวดีที่มีสัญญาณดีของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การเมืองและเศรษฐกิจมีความเกี่ยวข้องกันแน่นอน ที่ผ่านมามีการพูดถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่บอบช้ำจากการต่อสู้กับโควิด แต่ไม่ค่อยกล่าวถึงการฟื้นฟูการเมือง ให้คืนสู่สภาพปกติเหมือนกับนานาประเทศ เศรษฐกิจจะฟื้นได้อย่างจริงจัง การเมืองควรมั่นคงภายใต้ระบบอันเป็นสากล หากไม่สามารถปรับการเมืองให้เป็นปกติได้ การเมืองจะกลายเป็นอุปสรรคในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

