พรีวิว ยูโร 2020 กลุ่มอี : ‘เลวาน’ กับด่านอรหันต์ ‘กระทิงดุ-ไวกิ้ง’

พรีวิว ยูโร 2020 กลุ่มอี : ‘เลวาน’ กับด่านอรหันต์ ‘กระทิงดุ-ไวกิ้ง’

อีกกลุ่มหนึ่งที่ถือว่าแต่ละทีมในกลุ่มนั้นไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เพราะอย่าง “กระทิงดุ” สเปน เองช่วงหลังก็ลดความน่ากลัวลงไปเยอะ ในขณะที่โปแลนด์เองมีไพ่ตายอย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ อยู่ในทีม ส่วน สวีเดน กับ สโลวาเกีย คือ 2 ทีมที่พร้อมสร้างความหนักใจได้เสมอ

สเปน

เฮดทูเฮด
พบ สวีเดน ชนะ 7 เสมอ 5 แพ้ 3 ยิงได้ 25 เสีย 16
พบ โปแลนด์ ชนะ 8 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 27 เสีย 8
พบ สโลวาเกีย ชนะ 4 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 15 เสีย 6
ผลงานดีที่สุดในยูโร : แชมป์ (1964, 2008, 2012)
ผลงานยูโร 2016 : รอบ 16 ทีมสุดท้าย (แพ้ อิตาลี 0-2)

อดีตทีมที่เคยยิ่งใหญ่อย่างกระทิงดุ มาคราวนี้พวกเขาอาจจะไม่ใช่ทีมเต็งที่มีสตาร์ดังคับคั่งเหมือนเคย แต่เมื่ออยู่ในมือของกุนซืออย่าง หลุยส์ เอ็นริเก้ ก็ต้องบอกว่าอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

พวกเขาผ่านรอบคัดเลือกมาได้แบบไม่ลำบากมากนัก เก็บชัยชนะได้ถึง 6 จาก 8 นัด และไม่แพ้ใครเลย แถมมีจุดเด่นคือเกมในบ้านที่เก็บชัยชนะรวดแบบเสียไปเพียงประตูเดียวเท่านั้น แต่ยิงได้ถึง 21 ประตู

สำหรับสเปนชุดนี้ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ไม่มีชื่อของนักเตะจากทีม “ราชันชุดขาว” รีล มาดริด ติดทีมมาเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะคนที่น่ามีชื่อที่สุดอย่างเซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมนั้นมีอาการบาดเจ็บ ส่วนคนอื่นๆ ก็ไม่อยู่ในฟอร์มที่ดี

ทำให้สเปนชุดนี้ไม่มีนักเตะที่เรียกได้ว่าเป็นตัวชูโรงสำหรับทีม แต่เป็นแง่ดีที่ได้เห็นชุดผสมผสานระหว่างผู้เล่นตัวเก๋าและผู้เล่นดาวรุ่งอย่างเนียนตา

พวกบรรดาตัวเก๋าที่จะต้องคอยประคองรุ่นน้องก็ได้แก่ ฆอร์ดี้ อัลบา, เซร์คิโอ บุสเกตต์ และติอาโก้ อัลคันทาร่า ส่วนดาวรุ่งที่น่าจับตามองก็อย่างเช่น เปา ตอร์เรส, แฟร์ราน ตอร์เรส, อดาม่า ตราโอเร่ รวมถึง เปดรี้แนวรุกวัย 18 ปี จากบาร์เซโลน่า

สวีเดน

เฮดทูเฮด
พบ สเปน ชนะ 3 เสมอ 5 แพ้ 7 ยิงได้ 16 เสีย 25
พบ โปแลนด์ ชนะ 14 เสมอ 4 แพ้ 8 ยิงได้ 56 เสีย 37
พบ สโลวาเกีย ชนะ 2 เสมอ 3 แพ้ 0 ยิงได้ 5 เสีย 2
ผลงานดีที่สุดในยูโร : รอบรองชนะเลิศ (1992)
ผลงานยูโร 2016 : รอบแรก

อีกหนึ่งทีมที่เป็นขาประจำสำหรับศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป พวกเขาพาตัวเองเข้ารอบสุดท้ายมาได้เป็นสมัยที่ 6 ติดต่อกันแล้ว แต่เป้าหมายสำคัญในครั้งนี้น่าจะอยู่ที่การผ่านรอบแรกให้ได้ เพราะตกม้าตายมา 3 หนติดกันเข้าไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม สวีเดนชุดนี้อยู่ในมือของ แยนน์ แอนเดอร์สสัน กุนซือที่ถือว่าเป็นมันสมองสำคัญ ทั้งการพาทีมเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลกที่รัสเซีย รวมถึงจบอันดับ 1 ของยูฟ่า เนชั่นส์ลีก กลุ่มบีอีกด้วย

ทีม “ไวกิ้ง” ชุดนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีซลาตัน อิบราฮิโมวิช แล้ว แต่พวกเขาได้กองหน้าคลื่นลูกใหม่อย่าง อเล็กซานเดอร์ ไอแซ็ก กองหน้าวัย 21 ปีของรีล โซเซียดัด ที่กดไปถึง 17 ประตูในฤดูกาลที่ผ่านมา พร้อมจะขึ้นมาเป็นความหวังใหม่ได้

นอกจากนี้ยังมี โรบิน โอลเซ่น นายทวารจากเอฟเวอร์ตัน, เดยัน คูลูเซฟสกี้ ปีกจากยูเวนตุส และเอมิล ฟอร์สแบร์ก จอมทัพจากอาร์เบ ไลป์ซิก คอยขับเคลื่อนทีม

โปแลนด์

เฮดทูเฮด
พบ สเปน ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 8 ยิงได้ 8 เสีย 27
พบ สวีเดน ชนะ 8 เสมอ 4 แพ้ 14 ยิงได้ 37 เสีย 56
พบ สโลวาเกีย ชนะ 3 เสมอ 1 แพ้ 4 ยิงได้ 13 เสีย 12
ผลงานดีที่สุดในยูโร : รอบก่อนรองชนะเลิศ (2016)
ผลงานยูโร 2016 : รอบก่อนรองชนะเลิศ (แพ้จุดโทษ โปรตุเกส)

โปแลนด์มีผลงานในระดับเมเจอร์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่นักเตะเริ่มพัฒนาขึ้นมา อย่างยูโรหนก่อนเองพวกเขาก็เข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก่อนจะแพ้แชมป์อย่างโปรตุเกสไปในการดวลจุดโทษ ซึ่งในรอบคัดเลือกที่ผ่านมาก็คว้าแชมป์ของกลุ่มจีมาได้ด้วยผลงานชนะ 8 เสมอ 1 แพ้ 1 เท่านั้น

ทว่าข้อสงสัยอย่างหนึ่งคือการเข้ามารับงานของ เปาโล ซูซ่า อดีตกองกลางทีมชาติโปรตุเกส ที่มาแทนที่เยอร์ซี่ เชชเชก นายใหญ่คนเก่าที่พาทีมเข้ารอบสุดท้ายมาได้ ซึ่งผลงานในการเข้ามาคุมทีม 4 นัดก็ยังไม่ดีเท่าไหร่นัก (ชนะ 1 เสมอ 2 แพ้ 1) จึงน่าเป็นห่วงไม่น้อยสำหรับรอบสุดท้าย

แต่แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงโปแลนด์แล้วทุกคนจะต้องนึกถึงโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ สุดยอดดาวยิงแห่งพ.ศ.นี้แบบไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะเมื่อฤดูกาลล่าสุดสามารถทุบสถิติตลอดการของแกร์ด มุลเลอร์ ไปได้ ยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้กับเขาก่อนจะทำทีมลุยทัวร์นาเมนต์สำคัญนี้

นอกจากนี้แดนกลางของโปแลนด์ก็จัดว่าน่าสนใจ ทั้งจอมเก๋าอย่าง เกร์กอซ ครีโคเวียค หรือ มาเตอุซ กลิช และจอมทัพอย่าง ปิโอเตอร์ ซิลินสกี้ ที่พร้อมหนุนให้เลวานพาทีมไปให้ไกลที่สุด

สโลวาเกีย

เฮดทูเฮด
พบ สเปน ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 4 ยิงได้ 6 เสีย 15
พบ สวีเดน ชนะ 0 เสมอ 3 แพ้ 2 ยิงได้ 2 เสีย 5
พบ โปแลนด์ ชนะ 4 เสมอ 1 แพ้ 3 ยิงได้ 12 เสีย 13
ผลงานดีที่สุดในยูโร : รอบ 16 ทีมสุดท้าย (2016)
ผลงานยูโร 2016 : รอบ 16 ทีมสุดท้าย (แพ้ เยอรมนี 0-3)

สโลวาเกียสามารถผ่านรอบคัดเลือกเข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน แต่ก็ต้องบอกว่าเหนื่อยมากกว่าจะมาถึงตรงนี้ เพราะจบเพียงอันดับ 3 ของกลุ่มอี ต้องไปเล่นเพลย์ออฟถึง 2 รอบจนเข้าคว้าตั๋วได้สำเร็จ

โดยกุนซือที่จะนำทัพครั้งนี้ก็คือ สเตฟาน ทาร์โควิช ซึ่งอยู่กับทีมมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2016 แต่ที่คือครั้งที่สองที่เขาถูกขยับให้มารับงานคุมชั่วคราว ก่อนที่สุดท้ายจะได้สัญญาถาวรเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

จอมทัพของสโลวาเกีย ก็ยังคงเป็น มาเร็ค ฮัมซิก กัปตันทีมวัย 33 ปี ที่ย้ายกลับมาค้าแข้งในยุโรปอีกครั้งกับทีมโกเตเบิร์ก แต่ก็ยังเป็นหนึ่งใน 3 ดาวซัลโวของทีมรอบคัดเลือกร่วมกับ โรเบิร์ต บอซเซนิก และยูราจ คุคก้า

ส่วนคนสำคัญคนอื่นๆ ก็มีมิลาน สคริเนียร์ ปราการหลังจอมแกร่งจากอินเตอร์ มิลาน, มาร์ติน ดูบราฟก้า นายทวารของนิวคาสเซิ่ล รวมถึง โทมัส ซุสลอฟ ปีกวัย 18 ปีที่ได้เบอร์ 10 มาครองได้ แสดงว่าต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

สรุป

อย่างที่บอกว่ากลุ่มนี้มีความสูสีแบบเบาๆ ถึงสเปนจะดูเป็นทีมเต็งหนึ่งที่จะได้ผ่านเข้ารอบ รวมถึงกุมความได้เปรียบจากการเล่นในบ้านทุกนัด แต่การใช้ชุดผู้เล่นผสม ก็มีความเสี่ยงไม่น้อยเช่นกันว่าจะแหกโค้งในเกมที่มีความกดดันหนักๆ

ขณะที่โปแลนด์อาจจะต้องลุ้นกับฟอร์มของเลวานดอฟสกี้พอสมควร เนื่องจากว่าพอถึงทัวร์นาเมนต์ใหญ่ทีไร แค่คนเดียวมักจะแบกทีมไม่อยู่ แต่ถ้าเป็นอย่างสวีเดนที่มีทีมเวิร์คที่ดี ออกจะมีภาษีดีกว่าเล็กน้อยด้วยซ้ำ
ส่วนสโลวาเกีย ดูแล้วยังห่างจากอีก 3 ทีมอยู่เล็กน้อย และคงเป็นเซอร์ไพรส์หากผ่านรอบแรกไปได้

โปรแกรมการแข่งขัน

14 มิถุนายน โปแลนด์ พบ สโลวาเกีย เวลา 23.00 น.
14 มิถุนายน สเปน พบ สวีเดน เวลา 02.00 น. (เช้ามืดวันที่ 15 มิถุนายน)
18 มิถุนายน สวีเดน พบ สโลวาเกีย เวลา 20.00 น.
19 มิถุนายน สเปน พบ โปแลนด์ เวลา 02.00 น. (เช้ามืดวันที่ 20 มิถุนายน)
23 มิถุนายน สวีเดน พบ โปแลนด์ เวลา 23.00 น.
23 มิถุนายน สโลวาเกีย พบ สเปน เวลา 23.00 น.

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้รายงานหน้า2 : ‘ทางออก’ของอปท. จัดหาวัคซีนโควิด-19
บทความถัดไปสถานีคิดเลขที่12 : กะแยง บ่ หอม