พรีวิว ยูโร 2020 : ศึกสุดท้าย ‘อัซซูรี่’ หรือ ‘สิงโตคำราม’ ใครจะคว้าชัย!

พรีวิว ยูโร 2020 : ศึกสุดท้าย ‘อัซซูรี่’ หรือ ‘สิงโตคำราม’ ใครจะคว้าชัย!

“อัซซูรี่” อิตาลี อดีตแชมป์ 1 สมัย จะพบกับ “สิงโตคำราม” อังกฤษ ในศึกฟุตบอลยูโร 2020 รอบชิงชนะเลิศ ที่สนามเวมบลีย์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ คืนวันที่ 11 กรกฎาคม เวลา 02.00 น. (เช้ามืดวันที่ 12 กรกฎาคม) ถ่ายทอดสดทางเอ็นบีที เอชดี2

ทีมอัซซูรี่ ทำผลงานในรอบแรกด้วยการเก็บชัยชนะ 3 นัดรวด ก่อนจะต่อเวลาชนะออสเตรีย 2-1 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย, เฉือนชนะเบลเยียม 2-1 รอบก่อนรองชนะเลิศ และดวลจุดโทษชนะสเปน 4-2 หลังเสมอในเวลา 120 นาที 1-1 จนเข้าสู่รอบชิงได้สำเร็จ

ในขณะที่อังกฤษนั้น รอบแรกทำผลงานชนะ 2 เสมอ 1 ก่อนจะเอาชนะเยอรมนี 2-0 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ต่อด้วยถล่มยูเครน 4-0 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ และต่อเวลาพิเศษเอาชนะ เดนมาร์ก 2-1

สำหรับอิตาลีนั้น เข้าชิงเป็นครั้งที่ 4 แต่ก่อนหน้านี้ 3 ครั้งได้แชมป์มาแค่ครั้งเดียวคือปี 1968 ส่วนหลังจากนั้นอีก 2 ครั้ง คือปี 2000 และ 2012 นั้นไปไม่ถึงแชมป์ ส่วนอังกฤษ นี่คือการผ่านเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเป็นครั้งแรก และเป็นการยุติการรอคอย 55 ปี ที่ไม่เคยเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลรายการระดับเมเจอร์เลยแม้แต่ครั้งเดียว หลังจากได้แชมป์โลกเมื่อปี 1966

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
อิตาลี
เสมอ สเปน 1-1 (จุดโทษ 4-2) (ยูโร 2020)
ชนะ เบลเยียม 2-1 (ยูโร 2020)
ชนะต่อเวลา ออสเตรีย 2-1 (ยูโร 2020)
ชนะ เวลส์ 1-0 (ยูโร 2020)
ชนะ สวิตเซอร์แลนด์ 3-0 (ยูโร 2020)

อังกฤษ
ชนะต่อเวลา เดนมาร์ก 2-1 (ยูโร 2020)
ชนะ ยูเครน 4-0 (ยูโร 2020)
ชนะ เยอรมนี 2-0 (ยูโร 2020)
ชนะ สาธารณรัฐเช็ก 1-0 (ยูโร 2020)
เสมอ สกอตแลนด์ 0-0 (ยูโร 2020)

สถิติการพบกัน
ทั้งสองทีมนั้นเจอกันมาทั้งหมด 27 ครั้ง ถึงแม้ว่า 8 ครั้งแรกที่เจอกันอังกฤษจะไม่เคยแพ้ แต่หลังจากนั้นเป็นอิตาลีที่ทำได้ดีกว่าโดยตลอด รวมสถิติแล้ว อิตาลีชนะ 11 ครั้ง และเสมอกับแพ้ไปอย่างละ 8 ครั้ง

นอกจากนี้ อิตาลียังไม่เคยแพ้ให้กับอังกฤษเวลาเจอกันในทัวร์นาเมนต์ใหญ่แม้แต่ครั้งเดียวทั้งฟุตบอลยูโร 1980 (อิตาลีชนะ 1-0) ฟุตบอลโลก 1990 (อิตาลี ชนะ 2-1) ยูโร 2012 (อิตาลี ชนะจุดโทษ 4-2 หลังเสมอในเวลา 0-0) และฟุตบอลโลก 2014 (อิตาลี ชนะ 2-1)

สภาพทีม
สภาพความพร้อมล่าสุด อิตาลีจะได้อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่ แบ๊กขวาตัวจริงหายจากอาการบาดเจ็บ ซึ่งคาดว่าจะกลับมาเป็นตัวจริงแทนโจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่ ที่ได้ลงเล่นในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่แนวรุกรอเช็กอาการบาดเจ็บของเฟเดริโก้ เคียซ่า ที่ปฏิเสธไม่ยิงจุดโทษในเกมกับสเปน โดยมีโดมินิโก้ แบร์ราดี้ พร้อมลงเล่นแทน

ด้านสิงโตคำราม คาดว่า แกเร็ธ เซาธ์เกต จะกลับมาใช้ ไคล์ วอล์กเกอร์, จอห์น สโตนส์ และแฮร์รี่ แม็กไกวร์ ยืนเป็นระบบเซนเตอร์แบ๊ก 3 ตัวอีกครั้ง โดยคีแรน ทริปเปียร์ จะลงเล่นวิงแบ๊กขวา ทำให้เมสัน เมาท์ อาจจะต้องหลุดไปเป็นตัวสำรองก่อน ขณะที่แดนหน้ายังไว้ใจ แฮร์รี่ เคน, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และบูกาโย่ ซาก้า ลงเล่นร่วมกัน

11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม
อิตาลี : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า, อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, จอร์โจ คิเอลลินี่, เอแมร์สัน, จอร์จินโญ่, มาร์โก้ แวร์รัตติ, นิโคโล่ บาเรลล่า, เฟเดริโก้ เคียซ่า, ชิโร่ อิมโมบิเล่, ลอเรนโซ่ อินซินเญ่

อังกฤษ : จอร์แดน พิกฟอร์ด, ไคล์ วอล์เกอร์, จอห์น สโตนส์, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, คีแรน ทริปเปียร์, ดีแคลน ไรซ์, คาลวิน ฟิลลิปส์, ลุก ชอว์, บูกาโย่ ซาก้า, แฮร์รี่ เคน, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง

สรุป
เป็นคู่ชิงชนะเลิศที่ถือว่าสมศักดิ์ศรีและสมใจแฟนบอลที่อยากเห็นคู่ชิงที่สูสีและสู้กันอย่างสนุก ว่าด้วยแนวทางการเล่นของอิตาลีถือว่าค่อนข้างชัดเจน เปลี่ยนจากที่ผ่านมาหน้ามือเป็นหลังมือ และยังเล่นได้ประทับใจแฟนบอลสุดสุดด้วย ในขณะที่อังกฤษกลายเป็นทีมที่มีผลงานทัวร์นาเมนต์ยอดเยี่ยม เพราะในรายการใหญ่ช่วงหลังทะลุเข้ารอบลึกได้ตลอด

มองแล้วคู่นี้สูสีและมีโอกาสที่จะไม่จบใน 90 นาทีสูงมากๆ ทางอังกฤษเชื่อว่าคงไม่มาเปิดหน้าแลกแน่นอน เพราะเวลาแกเร็ธ เซาธ์เกต เจอทีมเหนือกว่าก็จะใช้วิธีรับแล้วโต้เป็นหลัก ส่วนอิตาลี จากการเล่นแบบ 120 นาทีทุกรอบ สภาพร่างกายคงไม่พอจะบดได้ตลอด 90 นาทีแน่ ถ้าหากยิงไม่ได้ เราได้เห็นว่าอิตาลีมีแผ่วช่วงปลายเหมือนกัน ดังนั้นเป็นเรื่องที่ต้องระวังไว้

เชื่อว่าสุดท้ายจบลงด้วยการเสมอกัน แล้วไปวัดว่าใครจะนิ่งกว่าในช่วงต่อเวลาหรือจุดโทษก็ตาม

สกอร์ที่คาด : เสมอกันใน 90 นาที 1-1 (อิตาลีชนะจุดโทษ)

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon