สกู๊ปหน้า 1 : เหตุเกิดที่ยูโร2020 ขยับ ‘ขวด’ สะเทือนโลก

สกู๊ปหน้า 1 : เหตุเกิดที่ยูโร2020 ขยับ ‘ขวด’ สะเทือนโลก

ยูโร 2020 มีเรื่องนอกสนามเป็นไวรัล ที่ทั่วโลกสนใจ คือ การที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สตาร์ดังทีมชาติโปรตุเกส ขยับย้ายขวดน้ำอัดลมออกจากโต๊ะแถลงข่าว และแสดงออกในการต่อต้านการดื่มน้ำอัดลม รวมทั้งแนะนำให้ดื่มน้ำเปล่าแทน

การขยับขวดของโรนัลโด้ทำให้หุ้นของ โคคา-โคลา แบรนด์น้ำอัดลมยักษ์ใหญ่ ของโลก ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนยูโรหนนี้ ตกลงไปถึง 124,000 ล้านบาท ในเวลาช่วงข้ามคืนเท่านั้น

หลังจากเป็นไวรัล นักเตะหลายคนที่เข้าร่วมการแถลงข่าวก่อนเกมก็มีส่วนร่วมกับกระแสนี้ด้วย ปอล ป๊อกบา มิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศส เห็นขวดเบียร์ 0 เปอร์เซ็นต์ที่โต๊ะแถลงข่าว ก็เลื่อนเอาออกไปจากโต๊ะ เป็นการตอกย้ำแนวทางของนักเตะมากขึ้นไปอีก

สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ออกมา ตอบโต้โรนัลโด้ในเรื่องการปฏิเสธน้ำอัดลมว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกสิ่งที่ตัวเองชอบดื่ม และคนแต่ละคนก็มีความชอบ ความต้องการที่ต่างกันไป ในส่วนป๊อกบากับเบียร์นั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะกองกลางจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นับถือศาสนาอิสลาม ทำให้ไม่อยากให้มีเครื่องดื่มประเภทนี้ในช่วงที่กำลังแถลงข่าว

นักเตะหลายๆ คนเริ่มจับเอาไวรัลนี้มา สร้างสีสันกันยกใหญ่ จอห์น แมคกินน์ กองกลางสกอตแลนด์ เดินมาถึงโต๊ะแถลงข่าวก็ถามว่า ไม่มีน้ำอัดลมเหรอ? หรือ อันดรี ยาร์โมเลนโก้ ดาวเตะยูเครน ใช้โอกาสนี้ปล่อยมุขหาสปอนเซอร์ให้ตัวเองแบบขำๆ

เมื่อเห็นว่าเรื่องนี้เริ่มขยายวงกว้าง ยูฟ่าก็ได้ออกกฎห้ามทุกคนที่ร่วมแถลงข่าวขยับขวดน้ำที่วางอยู่ตรงหน้า ยูฟ่าขอแจ้งให้ทุกทีมทราบว่า ผู้สนับสนุนทั้งหลายเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญในการทำให้ทัวร์นาเมนต์จัดขึ้นได้ และมีส่วนในการช่วยพัฒนาฟุตบอลทั่วยุโรป รวมไปถึงฟุตบอลสำหรับเด็กและผู้หญิงด้วย

มาร์ติน คัลเลน ผู้อำนวยการจัดการแข่งขันยูโร 2020 กล่าว ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ใกล้เคียงกันอีก ยูฟ่ามีแนวโน้มที่จะปรับทีมมากกว่าการลงโทษตัวนักเตะที่ฝ่าฝืนระเบียบดังกล่าว คัลเลนชี้แจงว่า จะไม่ปรับตรงไปที่ตัวนักเตะ แต่จะเตือนผ่านไปทางสมาคมฟุตบอลของ ประเทศนั้นๆ ก่อน เพราะมีข้อบังคับที่เซ็นกันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แล้วก็ดูกันว่าสมาคมฟุตบอลแต่ละประเทศสามารถดูแลนักเตะของตัวเองในเรื่องนี้ได้หรือไม่ ถ้ายังเกิด ขึ้นอีก สมาคมหรือสหพันธ์ประเทศนั้นๆ จะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ศาสตราจารย์ไซม่อน แชดวิก ผู้อำนวยการศูนย์อุตสาหกรรมกีฬา สถาบัน พาณิชยศาสตร์และการบัญชีเอ็มลียง ประเทศฝรั่งเศส กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ยุคนี้เป็นยุคที่นักเตะต้องการจะแสดงออกทางความคิดของตัวเอง และต้องการสิทธิในการพูดสิ่งที่พวกเขาคิด ถึงแม้จะมีผู้แก้ต่างในเรื่องของโรนัลโด้ว่า เขาเคยเป็นพรีเซ็นเตอร์ของโคคา-โคลา ประเทศจีนเมื่อหลายปีก่อน รวมทั้งเคยร่วมงานกับเป๊ปซี่ บริษัทน้ำอัดลมคู่แข่งของ โคคา-โคลาด้วย

ศาสตราจารย์ไซม่อน แชดวิก อธิบายเรื่องนี้ว่า ทุกคนมีโอกาสที่จะเปลี่ยนความคิดที่เคยเชื่อและทำในอดีต การเปลี่ยนแนวคิดก็เป็นหนึ่งในการเพิ่มคุณค่าในตัวเอง การไม่ได้เชื่อในสิ่งที่เคยทำ หรือไม่สนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องแล้วก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ ในมุมของสปอนเซอร์เอง เมื่อเจอผล กระทบแบบนี้น่าคิดว่าต้องปรับตัวอย่างไร เพราะนักฟุตบอลระดับโลกเป็นต้นแบบของใครหลายๆ คน อาจจะทำให้ส่วนแบ่งการตลาด หรือรายได้จากธุรกิจลดลงไป ส่งผลให้ตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นผู้สนับสนุนในอนาคตหรือไม่

เกรกอรี่ โวโลคิน ประธานบริษัทให้บริการด้านการเงิน มีส์แชร์ท ในกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การที่โคคา-โคลา มีมูลค่า 235,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (7.285 ล้านล้านบาท) แล้วหุ้นตกลงไป 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (15,500 ล้านบาท) ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร

ด้าน แบร์ตร็องด์ โชเวต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจของบริษัททางการเงินแบรนด์ ในฝรั่งเศส บอกว่า เร็วเกินไปที่จะเห็นว่าสิ่งที่นักเตะในยูโรแสดงออกมาในการแถลงข่าวนั้นมีผลอย่างไรต่อแบรนด์นั้นๆ เพราะยังมีนักเตะอีกหลายคนที่ได้ประโยชน์จากแบรนด์เหล่านี้ จะแสดงออกแตกต่างไปจากที่ โรนัลโด้ หรือป๊อกบาทำ สำหรับรายได้ของโรนัลโด้นับเฉพาะจากโซเชียลมีเดียต่างๆ ในแต่ละปีถือว่าสูงมาก อินสตาแกรมจ่ายค่าจ้างให้โรนัลโด้ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (31 ล้านบาท) ต่อการโพสต์ 1 ครั้ง และถ้านับรวมรายได้จากโซเชียลมีเดียต่างๆ โรนัลโด้ได้รับถึง 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,240 ล้านบาท) ต่อปี มากกว่าเงินค่าเหนื่อยที่ได้รับจาก ยูเวนตุสเสียอีก

ทิม ครอว์ ที่ปรึกษาด้านการตลาดกีฬา ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของโคคา-โคลา มา 20 ปี แสดงความคิดเห็นว่า โค้กทุ่มเงิน 10 ล้านดอลลาร์ (310 ล้านบาท) ในการเป็นสปอนเซอร์ของยูฟ่า แต่การแสดงความคิดเห็นเพื่อเปลี่ยนแปลงเรื่องต่างๆ ของวงการกีฬาอยู่ในการจับตามองของสปอนเซอร์มาตลอด การเอาผลิตภัณฑ์มาตั้งไว้บนโต๊ะแถลงข่าวเป็นเรื่องที่เก่ามากๆ แล้ว มันควรจะเลิกทำไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในยูโรเป็นการตอกย้ำเรื่องนี้อย่างมาก ยิ่งถ้าเป้าหมายของแบรนด์คือกลุ่มเด็กและวัยรุ่น สปอนเซอร์สามารถนำเอาโลโก้หรือผลิตภัณฑ์ไปใส่ไว้ในจุดอื่นๆ ที่น่าสนใจกว่านี้ได้อีกมาก ในทางกลับกันมีนักเตะและโค้ชที่เห็นว่าสิ่งที่สปอนเซอร์ทำเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้ว

แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือทีมชาติอังกฤษ กล่าวว่า การลงทุนของสปอนเซอร์ช่วยวงการกีฬาได้มากมาย ส่วน แฮร์รี่ เคน กัปตันทีมสิงโตคำราม บอกว่า สปอนเซอร์จ่ายเงินย่อมมีสิทธิที่จะทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการอยู่แล้ว

ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องหาจุดที่เหมาะสมร่วมกัน เพราะถ้าปล่อยไปแบบนี้จะส่งผลกระทบด้านลบต่อวงการกีฬาในอนาคต

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้หน้า 1 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2564
บทความถัดไปกัมพูชาติดโควิดดับ 20 พบติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้ารายแรก เป็นนักท่องเที่ยวเดินทางจากไทย