5 บุคคลแห่งปี 2018

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน

รั้งอยู่ในอันดับที่ 1 ใน 100 อันดับบุคคลทรงอิทธิพลจัดทำโดยนิตยสารฟอร์บส์

“สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน เวลานี้กลายเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกอย่างไม่ต้องสงสัย หลังจากเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สภาประชาชาชนแห่งชาติของประจีน มีมติแก้ไขกฎหมายโดยยกเลิกการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบจีนลง ส่งผลให้ สี ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดีจีนตลอดชีวิต ไปโดยปริยาย

สี จิ้นผิง ประกาศการก้าวเข้าสู่ “ยุคใหม่” ของจีนไปสู่การเป็นศูนย์กลางของเวทีระดับโลก แทนที่สหรัฐอเมริกา ในฐานะผู้นำทางการค้า รวมไปถึงการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลังจากสหรัฐภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัปป์ ถอนตัวจากข้อตกลงปารีสไปก่อนหน้านี้

สี จิ้นผิง ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำจีนไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลภายใต้สโลแกน “ความฝันจีน” ซึ่งถือว่าเป็นการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศ ส่งผลให้จีนมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 รองจากสหรัฐ ขณะที่เทคโนโลยีก็เติบโตแบบก้าวกระโดดกลายเป็นชาติที่สร้างความท้าทายให้กับสหรัฐอเมริกามากที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีตลอดชีวิตของสี จิ้นผิง ในอีกทางหนึ่งก็สร้างความห่วงกังวลกับประเด็นสิทธิมนุษยชนในจีนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับชนกลุ่มน้อยมุสลิมอุยกูร์ ในมณฑลซินเจียง พื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ รวมไปถึงกระแสข่าวการสร้าง “ศูนย์ปรับทัศนคติ” ที่มีขึ้นเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากอิสลามสุดโต่ง

นอกจากนี้ยังมีความห่วงกังวลถึงการขยายอิทธิพลในภูมิภาคไม่ว่าจะเป็นกรณีพิพาทน่านน้ำในทะเลจีนใต้ รวมถึงการจัดการกับผู้เห็นต่างและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยทั้งในฮ่องกง และไต้หวัน ด้วยเช่นกัน

มุน แจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้


“ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การรวมตัวทางเศรษฐกิจ และสุดท้ายการรวมตัวกันใหม่” เป็นนโยบายหลักของ “มุน แจ อิน” ในช่วงหาเสียงก่อนคว้าชัยนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ในช่วงเดือนเมษายนปี 2017 ที่ผ่านมา

ในฐานะนักเจรจาที่เคยทำให้เกิดการหารือระดับสุดยอดผู้นำระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้มาแล้วเมื่อปี 2007 ในปี 2018 นี้ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ก้าวไปไกลกว่านั้นด้วยการเป็นตัวกลางทำให้สองชาติปฏิปักษ์อย่าง “สหรัฐอเมริกา” และ “เกาหลีเหนือ” นั่งโต๊ะเจรจากกันได้สำเร็จ

โอกาสในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างโลกคอมมิวนิสต์และโลกประชาธิปไตย ที่ถูกแยกตัวออกไปในยุคสงครามเย็น เริ่มตั้นขึ้นในช่วงต้นปี 2018 เมื่อประธานาธิบดีเกาหลีใต้ใช้การเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ตอบรับข้อเสนอของเกาหลีเหนือในการส่งตัวแทนนักกีฬาร่วมกันภายใต้ธงผืนเดียวกัน

และในที่สุดกีฬาก็นำไปสู่การหารือระดับผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้อีกครั้งในวันที่ 27 เมษายน เหตุการณ์ซึ่ง “คิม จอง อึน” กลายเป็นผู้นำเกาหลีเหนือคนแรกที่เดินข้ามเส้นแบ่งเขตแดนในเขตปลอดทหารปันมุนจอมสู่แผ่นดินเกาหลีใต้ นำไปสู่การเจรจาเพื่อสิ้นสุดสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ และ การปลดอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์

นอกจจากนี้ มุน แจ อิน ยังเป็นสื่อกลางในการจัดให้มีการหารือระดับสูงระหว่างผู้นำสหรัฐและเกาหลีเหนือ เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา

ผลงานของมุน แจ อิน เป็นที่ประจักษ์ในการลดอุณหภูมิที่ร้อนแรงในคาบสมุทรเกาหลีลง หลังสงครามน้ำลายระหว่างทรัมป์ และคิม ก่อนหน้านั้นทำให้โลกกังวลว่าอาจทำให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นได้

ผลงานของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ทำให้ทรัมป์ ผู้ที่เรียก คิมว่า “มนุษย์จรวด” ก่อนหน้านี้ เปลี่ยนคำนิยามผู้นำเกาหลีเหนือเป็น “ชายผู้มีความสามารถเป็นเลิศ”

จามาล คาช็อกกี คอลัมน์นิสต์วอชิงตันโพสต์

กลายเป็นคดีที่สร้างความตกตะลึงให้กับคนทั้งโลกเมื่อ “จามาล คาช็อกกี” คอลัมนิสต์ชาวซาอุดีอาระเบีย ของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ในสหรัฐอเมริกา ถูกฆาตกรรมภายในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียในนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากนายคาช็อกกี เข้าไปขอเอกสารเพื่อใช้ในการแต่งงานกับคู่หมั้นแต่แล้วก็ไม่ได้กลับออกมาอีกเลย

คาช็อกกี เป็นนักข่าวชาวซาอุดีอาระเบียที่ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยในสหรัฐอเมริกา เดินทางออกจากซาอุดีอาระเบียเมื่อปี 2017 หลังถูกห้ามใช้งานบัญชีทวิตเตอร์ส่วนตัว หลังจากนั้นคาช็อกกี ได้เริ่มเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลซาอุดีอาระเบีย วิจารณ์มกุฏราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน และ กษัตริย์ซัลมานแห่งซาอุดีอาระเบีย นอกจากนี้ยังแสดงออกถึงการต่อต้านนโยบายการแทรกแซงทางทหารของซาอุดีอาระเบียในเยเมนด้วย

การเสียชีวิตของนายคาช็อกกี เป็นอีกครั้งที่สะท้อนพฤติกรรมสมคบคิดอันดำมืดของประเทศเศรษฐีน้ำมัน การกำจัดผู้เห็นต่างอย่างรุนแรง สวนทางกับนโยบายปฏิรูปประเทศในทิศทางทุนนิยมเสรีมากขึ้นภายใต้การนำของมกุฏราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบียผู้ครองตำแหน่งบุคคลทรงอิทธิพลลำดับที่ 8 จาก 100 อันดับผู้ทรงอิทธิพลของของนิตยสารฟอร์บส์

แน่นอนว่า คาซ็อกกี ได้รับเลือกจากนิตยสารไทม์เป็นบุคคลแห่งปี 2018 รวมกับ “ผู้สื่อข่าวที่ถูกฆ่าและถูกขัง” ทั่วโลกเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ในฐานะ “ผู้พิทักษ์ความจริง” เป็นสิ่งกระตุ้นเตือนให้เห็นว่าโลกยุคปัจจุบันความเสี่ยงของผู้ทำงานข่าวนั้นมีเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในปี 2018 ที่ผ่านมามีผู้สื่อข่าวถูกฆ่าไปแล้วมากกว่า 50 คน

อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี

ในปี 2018 ที่ผ่านมา ภูมิภาคยุโรปคงจะไม่มีใครโดดเด่นในหน้าสื่อเท่ากับแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ผู้ที่นำประเทศเยอรมนีมีเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น สวนทางกับวิกฤตเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยเฉพาะการลดอัตราการว่างงานนับจากปีที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2005 ที่ 12 เปอร์เซ็นต์ ลดลงเหลือ 3.3 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้

นอกจากผลงานในประเทศแล้วผลงานในระดับภูมิภาคในฐานะที่เยอรมนีเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดใน สหภาพยุโรป (อียู) ก็มีมากมายไม่แพ้กันไม่ว่าจะเป็นการเป็นศูนย์กลางรวมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอียูเข้าไว้ด้วยกัน ในการเจรการเพื่อการถอนตัวของอังกฤษออกจากอียู หรือ เบร็กซิท การผลักดันแผนปฏิรูปอียู รวมไปถึงนโยบายที่ไม่เป็นที่พอใจกับชาติสมาชิกอียูและการเมืองฝั่งปีกขวามากนักอย่างการเปิดรับผู้ลี้ภัย แต่ก็ได้รับเสียงชื่นชมไปทั่วโลก ท่าทีซึ่งตรงกันข้ามกับโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาที่มีนโยบายปิดรับผู้อพยพ

บทบาทอันโดดเด่นของผู้นำหญิงแห่งเยอรมนีส่งผลให้แมร์เคิล ได้รับเลือกให้เป็นผู้หญิงทรงอิทธิพลอันดับ 1 ของการจัดอันดับผู้หญิงทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก 100 คนของนิตยสารฟอร์บส์ประจำปี 2018 เป็นการครองตำแหน่งติดต่อกันถึง 8 ปีซ้อน นอกจากนี้ในการจัดอันดับบุคคลทรงอิทธิพล 100 คน ของนิตยสารฟอร์บส์ ในปีนี้ แมร์เคิล ยังเป็นผู้หญิงที่ครองอันดับ 4 ของการจัดอันดับรองจากสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ

ล่าสุด แมร์เคิล ประกาศที่จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในปี 2021 เปิดช่องให้แนวคิดขวาจัดที่เริ่มก่อตัวขึ้นในเยอรมนีกลับมามีความหวัง และเป็นสิ่งที่น่าคิดเช่นกันว่าเยอรมนี รวมไปถึงอียู ในเวลานั้นจะมีทิศทางต่อไปอย่างไรโดยปราศจากผู้นำหญิงรายนี้

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ

ผู้นำสหรัฐอยู่ในอันดับที่ 3 ของการจัดอันดับ 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกประจำปี 2018 ของนิตรยสารฟอร์บส์ และอยู่ในอันดับที่ 2 บุคคลแห่งปีของนิตยสารไทม์

แน่นอนว่าการเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐแบบเหนือความคาดหมาย รวมถึงนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ส่งผลกระทบใหญ่หลวงกับวงการการเมืองในสหรัฐเอง รวมถึงการเมืองในประชาคมโลก
แม้ทรัมป์จะกล่าวอ้างเอาการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ เป็นหนึ่งในผลงานของตน แต่นโยบายที่ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหนึ่งในนั้นคือการดำเนินนโยบายเข้มงวดกับกลุ่มผู้อพยพ โดยเฉพาะนโยบาย “ความอดทนเป็นศูนย์” หนึ่งในนั้นคือการแยกเด็กจากครอบครัว ที่สร้างความเดือดร้อนกับผู้อพยพจากภูมิภาคอเมริกากลางจำนวนมาก

นอกจากนี้การดำเนินนโยบายทางการค้าระหว่างประเทศด้วยการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าโดยเฉพาะจากประเทศจีนให้อยู่ในระดับสูงเพื่อกดดันให้จีนทำตามข้อเรียกร้องทางการค้าของสหรัฐ ก็นำไปเชื่อไฟอันคุกรุ่นของสงครามการค้า แม้สองชาติจะมีข้อตกลงยุติการเผชิญหน้าลงเป็นการชั่วคราวเพื่อให้มีการเจรจากันเป็นเวลา 90 วันก็ตาม

ไม่เพียงเท่านั้นทรัมป์ยังนำสหรัฐอเมริกาโดดเดี่ยวออกจากประชาคมโลกอีกครั้งด้วยการถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ที่ทรัมป์ระบุว่าเป็นการทำข้อตกลงเพียงฝ่ายเดียวซึ่งอ่อนแอและไม่สามารถทำให้อิหร่านยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้

ทรัมป์หันมาวางมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านอย่างเข้มข้นอีกครั้ง และนำไปสู่การจับกุมนางเมิ่ง หวั่นโจว ผู้บริหารหัวเว่ย ในข้อหาละเมิดมาตรการคว่ำบาตร ที่อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนที่อ่อนไหวอยู่แล้วตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้นไปอีก

แม้จะมีนโยบายที่สร้างความประหลาดใจกับประชาคมโลกได้ตลอด ทว่าทรัมป์ก็สร้างประวัติศาตร์ร่วมหารือระดับผู้นำสูงสุดระหว่างสหรัฐและเกาหลีเหนือ ที่มีขึ้นเป็นครั้งแรกที่สิงคโปร์ในเดือนมิถุนายน ช่วยลดความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีได้ มากขณะที่ทรัมป์เองระบุว่าเตรียมที่จะจัดการหารือกันอีกครั้งในต้นปี 2019 นี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เผยเด็กไทยเผชิญโรคอ้วน 10% ขาดสารอาหาร 4-6 แสนคน วิกฤต 4 แสนคน เล็งชงรัฐบาลค่าอาหารเช้า 4 บ./วัน
บทความถัดไปพรจาก ‘ยศพล เวณุโกเศศ’ ขอให้ทุกท่านมีความสุขความเจริญ สมหวังทุกประการ (คลิป)