ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ญี่ปุ่น-สาธารณรัฐเกาหลี

Getty Image

ความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับสาธารณรัฐเกาหลีเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในระดับสูง ไม่เพียงแต่เพราะทั้ง 2 ประเทศเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงกันเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาเกี่ยวกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) รวมอยู่ด้วย ความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับสาธารณรัฐเกาหลีจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการรักษาความสงบสุขและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออก

อย่างไรก็ดี ความร่วมมือนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมอบให้กันได้ แต่ต้องมีความระมัดระวังและคอยใส่ใจกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลีต่างก็ใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถเรื่อยมาเป็นเวลานานหลายปี

ประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลีต่างก็มีการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีต่อกันอย่างแน่นแฟ้นเรื่อยมาเป็นช่วงเวลาหลายปีมาแล้ว นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1965 ทั้ง 2 ประเทศได้ลงนามร่วมกันใน สนธิสัญญาพื้นฐานว่าด้วยการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลี (Treaty on Basic Relations between Japan and Republic of Korea) รวมถึงในสนธิสัญญาฉบับอื่นๆ เพื่อฟื้นคืนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้กลับมาสู่สภาวะปกติ แต่ ณ ปัจจุบัน ทั้ง 2 ประเทศต่างกำลังเผชิญกับการแก้ไขปัญหาอดีตแรงงานผู้มีถิ่นกำเนิดบนคาบสมุทรเกาหลีเดิมในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นไปอย่างยากลำบาก

ท่านผู้อ่านหลายคนอาจจะยังไม่ทราบถึงรายละเอียดของปัญหานี้

จึงขออธิบายสั้นๆ ในรายละเอียดเกี่ยวกับภูมิหลังของปัญหานี้

ในปี ค.ศ.1965 หลังจากที่ได้มีการเจรจากันอย่างยากลำบากเป็นเวลานานถึง 14 ปี ประเทศญี่ปุ่นกับสาธารณรัฐเกาหลีได้ลงนามร่วมกันใน “Agreement on the Settlement of Problems concerning Property and Claims and on Economic Co-operation between Japan and the Republic of Korea” ซึ่งในสนธิสัญญาดังกล่าว

มีข้อกำหนดที่ระบุให้ประเทศญี่ปุ่นมอบเงินช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจแบบให้เปล่าเป็นจำนวนเงิน 300 ล้านดอลลาร์แก่สาธารณรัฐเกาหลี และให้ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในรูปแบบเงินกู้เป็นจำนวนเงินสูงสุด 200 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็น 1.6 เท่าของงบประมาณแผ่นดินเกาหลีในขณะนั้น)

รวมถึงระบุว่าการจัดการแก้ปัญหาทุกอย่างที่เกี่ยวพันกับทรัพย์สินและสิทธิในการเรียกร้องของประชาชนของประเทศที่ได้ลงนามในสนธิสัญญานี้เป็นไป “อย่างเรียบร้อยและถือเป็นที่สิ้นสุด” อีกด้วย

ในระหว่างการเจรจาเพื่อลงนาม ทางสาธารณรัฐเกาหลีได้นำเสนอในข้อกำหนด 8 ข้อ ภายใต้หัวข้อ “สาระสำคัญของข้อเรียกร้องต่อประเทศญี่ปุ่นจากทางฝ่ายสาธารณรัฐเกาหลี” ซึ่งรวมไปถึง “จำนวนเงินค่าแรงค้างจ่ายของผู้ที่ถูกเกณฑ์มาใช้แรงงาน” และ “การชดเชยค่าเสียหายจากสงครามแก่ผู้ที่ถูกเกณฑ์มาใช้แรงงาน” ซึ่งในบันทึกการประชุมการลงนามสนธิสัญญาดังกล่าวได้มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การแก้ปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินและสิทธิในการเรียกร้องของประชาชนภายใต้สนธิสัญญาสิทธิข้อเรียกร้องระหว่างญี่ปุ่นกับสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งได้รับการแก้ไขเป็นไป “อย่างเรียบร้อยและถือเป็นที่สิ้นสุด” แล้วนั้น ได้รวมถึงข้อเรียกร้องทั้ง 8 ข้อเอาไว้จนหมดสิ้นแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ในระหว่างการประชุมเจรจาเพื่อลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าว ทางสาธารณรัฐเกาหลีได้เรียกร้องให้มีการชดเชยต่อชาวเกาหลีใต้ที่ถูกเกณฑ์มาใช้แรงงานในสงคราม โดยได้อธิบายถึงข้อเรียกร้องนี้ว่าต้องเป็นการชดเชยความเสียหายทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจแก่ผู้ถูกใช้แรงงาน ทางญี่ปุ่นได้ตอบรับเรื่องนี้โดยเสนอที่จะชดเชยค่าเสียหายให้เป็นรายบุคคล แต่ทางด้านสาธารณรัฐเกาหลียืนยันที่จะเรียกร้องค่าชดเชยในฐานะรัฐโดยกล่าวอย่างชัดเจนว่าจะทำการแบ่งแจกทรัพย์สินค่าชดเชยภายในสาธารณรัฐเกาหลีเองภายใต้ความรับผิดชอบของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี

หลังจากนั้น ในเดือนสิงหาคมปี ค.ศ.2005 ทางรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีได้ออกมากล่าวว่า เงินชดเชยจำนวน 300 ล้านดอลลาร์ที่ได้รับมาจากประเทศญี่ปุ่นตามข้อกำหนดความร่วมมือความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจแบบให้เปล่าภายใต้สนธิสัญญานั้น มีส่วนที่เป็นค่าชดเชย “ความเสียหายจากความเจ็บปวดที่ได้รับทางประวัติศาสตร์” เกี่ยวกับ “การบังคับใช้แรงงาน” รวมอยู่ด้วย ส่งผลให้ทางรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีจำเป็นต้องแบ่งเงินส่วนนี้ไปใช้ในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก “การบังคับใช้แรงงาน” อย่างเหมาะสมเพื่อแสดงความรับผิดชอบในด้านศีลธรรม

อย่างไรก็ดี แม้ว่านี่จะเป็นเรื่องของการเจรจากันระหว่างรัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่มีถิ่นกำเนิดบนคาบสมุทรเกาหลีเดิมจำนวนหนึ่งได้ออกมาแสดงตนว่าเป็นเหยื่อของ “การบังคับใช้แรงงาน” โดยบริษัทญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นยุคที่คาบสมุทรเกาหลีตกอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศญี่ปุ่น และได้ทำการฟ้องร้องต่อบริษัทญี่ปุ่นที่ยังประกอบการต่อเนื่องมาจากสมัยนั้น ได้แก่ บริษัท Nippon Steel Corporation และบริษัท Mitsubishi Heavy Industries ให้จ่ายค่าเสียหายชดเชยให้แก่พวกตน

ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ.2018 ศาลฎีกาของสาธารณรัฐเกาหลีได้มีคำวินิจฉัยสั่งให้บริษัทญี่ปุ่นดังกล่าวชำระเงินชดเชยแก่ผู้ใช้แรงงานที่มีถิ่นกำเนิดบนคาบสมุทรเกาหลีเดิม ซึ่งถ้ามองตามหลักการตามความเป็นจริงแล้ว คำตัดสินของศาลดังกล่าวนั้นขัดต่อสนธิสัญญาในปี ค.ศ.1965 อย่างเห็นได้ชัด

สนธิสัญญาดังกล่าวถือเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายขั้นพื้นฐานของการฟื้นคืนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับสาธารณรัฐเกาหลีให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ซึ่งใช้มายาวนานมากกว่า 50 ปี แต่สาธารณรัฐเกาหลีกลับล้มล้างคำสัญญาที่ผ่านการยอมรับกันจากรัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศไปแล้วเสียเองฝ่ายเดียว จากเหตุการณ์นี้ ทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้แสดงความเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลดังกล่าวว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งและไม่อาจจะยอมรับได้ รวมถึงได้แสดงออกอย่างหนักแน่นว่าจะดำเนินการต่อการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศนี้ในทันทีและเรียกร้องให้ทางสาธารณรัฐเกาหลีดำเนินมาตรการที่มีความเหมาะสม

แต่ถึงกระนั้น ทางรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีก็ยังไม่ได้มีการออกมาจัดการปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด ซึ่งทางญี่ปุ่นได้ขอประชุมหารือทางการทูตกับทางรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีเป็นจำนวนหลายครั้ง จนหลังจากนั้นได้แจ้งกับทางสาธารณรัฐเกาหลีว่าจะขอให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทผ่านทางอนุญาโตตุลาการที่เป็นเอกเทศจากสนธิสัญญาระหว่างญี่ปุ่นกับสาธารณรัฐเกาหลีซึ่งจะสามารถตัดสินข้อพิพาทได้อย่างเป็นกลาง แต่ถึงอย่างนั้นทางรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีก็ยังขอปฏิเสธที่จะเข้าร่วมอนุญาโตตุลาการนี้ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้นไปอีก

ตัวข้าพเจ้าเอง หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีจะจัดการกับปัญหานี้จากมุมมองของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศด้วยความเคารพต่อสนธิสัญญาระหว่างญี่ปุ่นกับสาธารณรัฐเกาหลี แล้วดำเนินการจัดการปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและมีความรับผิดชอบในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก เพื่อที่ในวันข้างหน้าความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับสาธารณรัฐเกาหลีจะกลับมาเข้มแข็งจนสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกันได้อีกครั้งหนึ่ง

สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าขอกล่าวอะไรอีกสักเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องที่ทางรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีเพิ่งจะทำการประกาศสิ้นสุด “ข้อตกลงการรักษาข้อมูลทางทหารร่วม” (GSOMIA) ไปเมื่อไม่นานมานี้

ตั้งแต่ปี ค.ศ.2016 เป็นต้นมา ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับความร่วมมือด้านการรับประกันความปลอดภัยระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับสาธารณรัฐเกาหลี และช่วยรักษาความสงบสุขความมั่นคงให้ภูมิภาคนี้เสมอมา ข้าพเจ้าคงต้องกล่าวว่าการที่สาธารณรัฐเกาหลีประกาศสิ้นสุดข้อตกลงนี้ นับเป็นเครื่องบ่งบอกว่าสาธารณรัฐเกาหลีกำลังมองสถานการณ์ความปลอดภัยในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือผิดไปอย่างสิ้นเชิง

รัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีได้อธิบายว่าการตัดสินใจสิ้นสุดข้อตกลงนี้เป็นผลจากการปรับปรุงระบบการควบคุมการส่งออกจากประเทศญี่ปุ่นสู่สาธารณรัฐเกาหลี แต่ทว่า 2 ปัญหานี้เป็นเรื่องที่อยู่คนละประเด็นกันโดยสิ้นเชิง จึงไม่ควรจะนำมาเชื่อมโยงกัน

บทความก่อนหน้านี้คนหัวหินจัดบอลนัดพิเศษช่วย ‘บุญปลีก หนูน้อย’ อดีตทีมชาติป่วยเบาหวาน-ไตวาย
บทความถัดไป‘สาธิต’ เยี่ยมชาว ‘ดอนมดแดง-เขื่องใน’ จ.อุบลฯ แจก ‘ชุดนายสะอาด’ กำชับจนท.ดูแลสิ่งแวดล้อม-อาหาร