คอลัมน์ People In Focus : จอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาสายเหยี่ยวผู้ไม่ลงรอยกับทรัมป์

จอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ผู้อยู่เบื้องหลังนโยบายต่างประเทศสายเหยี่ยวของสหรัฐอเมริกามาอย่างยาวนาน ถูกทรัมป์ ไล่ออกจากตำแหน่งอย่างกระทันหันเมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา

โบลตัน ผู้ที่ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาความมั่นคงให้ทรัมป์ เป็นเวลา 17 เดือน เป็นผู้มีแนวคิดสายเหยี่ยว บางครั้งถูกเรียกว่าเป็นผู้มีแนวคิด “อนุรักษ์นิยมใหม่” ที่สนับสนุนการใช้กำลังทหารอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องความมั่นคงของสหรัฐ มีชื่อเสียงในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังการส่งทหารรุกรานอิรักในยุคประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช มีแนวคิดสนับสนุนการทำสงครามกับเกาหลีเหนือ รวมไปถึง อิหร่าน

หลังพ้นตำแหน่งจากทำเนียบขาวสมัยประธานาธิบดีบุช โบลตัน ผันตัวไปเป็นนักวิเคราะห์การเมืองที่ถูกมองเป็น “คนหัวโบราณตกยุค” ที่เคยวิพากษ์วิจารณ์บารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอย่างรุนแรง มาก่อนหน้านี้

ทรัมป์ เห็นฝีปากของ โบลตัน ผ่านสถานีโทรทัศน์ “ฟอกซ์ นิวส์” จึงสนใจดึงตัวเข้ามาร่วมงานที่ทำเนียบขาว แม้แนวคิดของโบลตัน จะแตกต่างจาก ทรัมป์ เองที่มีนโยบายต้องการถอนทหารออกจากการประจำการในต่างแดนก็ตาม แต่นักวิเคราะห์มองว่า โบลตัน มีบทบาทในการลดขั้นตอนการตัดสินใจในระบบราชการที่ล่าช้าที่ทรัมป์ไม่ชอบลงได้

โบลตัน วัย 70 ลูกชายของนักดับเพลิงมีแนวคิดอนุรักษ์นิยมตั้งแต่ยังเป็นเด็ก โดยเข้าร่วมทีมหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของแบร์รี โกลด์ วอเตอร์ สมาชิกรีพับลิกันสายอนุรักษ์นิยมตั้งแต่อายุได้ 15 ปี

ขณะเรียนที่ “มหาวิทยาลัยเยล” โบลตัน เรียนด้านกฎหมายและเคยพูดถึงช่วงเวลานั้นว่าตนรู้สึกเหมือน “มนุษย์ต่างดาว” ในหมู่นักเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามเวียดนาม โดยในบรรดาเพื่อนร่วมชั้นเรียนมีคนดังสายเสรีนิยมอย่าง บิล และ ฮิลลารี คลินตัน ผู้ที่ก้าวไปสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ และรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐในเวลาต่อมาตามลำดับ

โบลตัน ร่วมทำงานกับรัฐบาลสหรัฐตั้งแต่ยุคประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน, จอร์จ เอช.ดับเบิลยู.บุช และ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงต่างประเทศด้านกิจการควบคุมอาวุธและความมั่นคงสากล และเคยได้รับการแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำองค์การสหประชาชาติ

แม้แนวทางการทำงานของโบลตัน จะเป็นที่ชื่นชอบของทรัมป์ อย่างไรก็ตามความแตกต่างในแนวคิดด้านนโยบายความมั่นคงระหว่างทรัมป์และโบลตัน เริ่มเผยออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ประเด็นการเจรจากับกลุ่มทาลิบัน ในอัฟกานิสถาน ที่โบลตัน โจมตีอย่างหนัก ถึงขั้นวอชิงตันโพสต์รายงานว่า โบลตัน ถูกกันไม่ให้เห็นร่างแผนการถอนทหารสหรัฐออกจากอัฟกานิสถาน

นอกจากนี้โบลตัน ยังเป็นผู้ที่คัดค้านอย่างรุนแรงกับการที่สหรัฐจะพิจารณาจัดการหารือระดับผู้นำสูงสุดกับอิหร่าน เช่นเดียวกับกรณีของเวเนซุเอลา ที่ทรัมป์ ไม่สนใจจะพูดถึงในเวลานี้ แต่ โบลตัน ยังคงยืนยันแนวทางแก้ปัญหาอย่างเด็ดขาดด้วยการโค่นอำนาจนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาลง เพื่อแก้ไขวิกฤตที่ฝังรากลึก จนทรัมป์ โจมตี โบลตันว่า เป็นผู้พยายามลากสหรัฐเพื่อทำสงครามกับเวเนซุเอลา

ขณะที่การเหยียบแผ่นดินเกาหลีเหนือครั้งแรกของทรัมป์ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โบลตัน ผู้ที่เคยถูกเกาหลีเหนือระบุว่าเป็น “เศษมนุษย์” ก็ถูกส่งไปเยือนประเทศมองโกเลียในเวลาเดียวกัน

ความไม่ลงรอยเหล่านี้ที่ทำให้โบลตัน รู้สึกเป็นส่วนเกินแตกต่างจากที่เคยได้เป็นบุคคลวงในในยุคจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ล้วนเป็นสาเหตุให้ทรัมป์และโบลตัน ไม่สามารถร่วมงานกันได้อีกต่อไป

บทความก่อนหน้านี้ฟุตบอลการกุศล 5 เส้ากระชับมิตร เพื่อการศึกษาโรงเรียนเทพศิรินทร์ พุแค
บทความถัดไปเอ.พี.ฮอนด้า มอบ PCX150 ร่วมประมูลมอบรายได้สนับสนุนสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย