คอลัมน์ โกลบอลโฟกัส : ฮ่องกง: เราจะมอดไหม้ไปด้วยกัน!

REUTERS/Athit Perawongmetha

ความขัดแย้งก่อให้เกิดแรงเสียดทาน ยิ่งสั่งสมนานเท่าใด ยิ่งระอุคุกรุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านไประยะเวลาหนึ่งย่อมระเบิดออกเป็นความรุนแรง ลุกโหมเป็นเปลวไฟที่เสพความกราดเกรี้ยวเป็นภักษาหารกระพือโหมมากขึ้นต่อเนื่อง ไม่มีที่สิ้นสุด

คลื่นมวลชนที่ก่อตัวขึ้นเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วย คัดค้านร่างกฎหมายเพียงฉบับเดียว ใช้ความเคลื่อนไหวของคนหมู่มากอย่างเงียบๆ เรียบๆ ร้อยๆ แต่เปี่ยมพลัง กลับถูกเมินเฉย ปราศจากการตอบสนองใดๆ เหมือนไร้ความหมาย ที่สุดก็ปะทุกลายเป็นความรุนแรงที่ทวีขึ้นเรื่อยๆ ตามวันเวลาของการเผชิญหน้าที่บรรลุเข้าสู่เดือนที่หก และเปราะบางอย่างยิ่งต่อการแปรเปลี่ยนเป็นวิกฤตการณ์

เมื่อความเคลื่อนไหวปกติไม่เพียงถูกเพิกเฉย หากยังถูกปราบ ถูกปรามด้วยความรุนแรงเฉียบขาดจากเจ้าหน้าที่โดยไม่ใยดี ยึดกุมเพียงคำสั่ง ตัดขาดจากการเป็นคนร่วมบ้าน ลูกหลานร่วมเมืองที่เป็นความจริงไปโดยสิ้นเชิง

คนฮ่องกงไม่น้อยที่ตกตะลึงกับมาตรการเหล่านั้น อีกมากมายที่เหลือรู้สึกเหมือนถูก “ทรยศ” จากทางการ

ขบวนการที่ยึดแนวทางรุนแรงแตกต่างไปจากเดิมย่อมก่อเกิด และเติบใหญ่ขยายตัวในท่ามกลางความโกลาหล จุดไฟแห่งความรุนแรงที่ทำลายและทำร้ายซึ่งกันและกันมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ แบ่งแยกผลักไสซึ่งกันและกันมากยิ่งขึ้น

เป็นความรุนแรงที่ระเบิดขึ้นแล้วยกระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดเป็น-ตายได้ในชั่วเสี้ยววินาที ชนิดที่แม้แต่ในการประท้วงหนนี้ก็ไม่เคยมีให้เห็นกันมาก่อนจนถึงตอนนี้ ยิ่งไม่เคยมีให้เห็นกันมาก่อนในฮ่องกง

เมื่อเร็วๆ นี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลนายหนึ่งยิงผู้ประท้วงในระยะประชิดด้วยกระสุนจริง ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บปางตาย ไม่นานให้หลัง เกิดกรณี “จงใจ” พุ่งจักรยานยนต์เข้าสู่ฝูงชนขึ้นเป็นคำรบสอง

ปิดท้ายด้วยเหตุสยดสยอง เมื่อผู้ประท้วงรายหนึ่งดูเหมือนจงใจราดน้ำมันใส่ตัวพนักงานประจำอาคารแห่งหนึ่งที่เข้าข้างรัฐบาลฮ่องกง แล้วจุดไฟ ชายผู้นั้นรอดชีวิตมาได้แต่ก็ได้รับบาดแผลไฟไหม้ระดับสาหัส

มหาวิทยาลัยในฮ่องกง ปิดภาคการเรียนการสอนก่อนกำหนด สถานศึกษาระดับปฐมและมัธยม ปิดเรียนติดต่อกันร่วมสัปดาห์ ขั้นบันไดของมหาวิทยาลัยหลายแห่ง กลายเป็น “โต๊ะ” ประกอบระเบิดเพลิง “โมโลตอฟ คอคเทล” จากขวดเบียร์ว่างเปล่า ยิมเนเซียมกลายเป็นที่พักผ่อนหลับนอนของ “แนวหน้า” แห่งมวลชน อุปกรณ์กีฬา อาทิ ไม้เบสบอล ไม้เทนนิส กระทั่งค้อน สำหรับนักกีฬาขว้างค้อน ถูกหยิบฉวยมาใช้เป็นอาวุธ

แผงเหล็กกันแนวจราจร ถูกแปรสภาพเป็นเครื่องกีดขวาง เมื่อเสียหายยับเยิน ท่อนเหล็กที่เหลือถูกนำมาใช้เป็นอาวุธ เช่นเดียวกับลำไม้รวกสำหรับการก่อสร้าง และ กระถางต้นไม้ อิฐ หิน

เมื่อพลบค่ำมาถึง อาคารเรียนหลักกลายเป็นแหล่งรวมพล นับเป็นพันๆ ทั้งหนุ่มเหน้าและสาวสวยในชุดวอร์มสีดำ เสื้อคลุมสีดำมีฮู้ด บรรจงสวมหน้ากากกรองอากาศ ทับด้วยหน้ากากกันแก๊สน้ำตา อย่างรวดเร็วและชำนิชำนาญเหมือนทำมาตลอดทั้งชีวิต หยิบฉวยอุปกรณ์ที่เตรียมไว้ เคลื่อนกำลังออกไปสู่แนวรบ

ความขัดแย้งที่ฮ่องกง เปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้กลายเป็นป้อมปราการ เปลี่ยนคนหนุ่มสาวให้เป็นนักรบ เปลี่ยน ตำรวจให้เป็นศัตรู!

******

เจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกงระดมกำลังกันออกมารับมือกับการประท้วงครั้งนี้มากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และใช้วิธีการทุกอย่างในการปราบปรามอย่างที่ไม่เคยใช้มาก่อนเช่นเดียวกัน จำนวนผู้ประท้วงบนท้องถนนลดน้อยลง แต่ความรุนแรงทวีขึ้น แกนนำของขบวนการต่อต้านรัฐบาลฮ่องกงซึ่งยังคง “ปิดลับ” อยู่จนถึงขณะนี้ ก็ยังมุ่งมั่้นไม่ล่าถอยรามือแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ผู้ประท้วงยังคงใช้วิธีการจัดตั้งผ่านโซเชียลมีเดีย ปฏิเสธระบบสายบังคับบัญชาทุกรูปแบบ ซึ่งนั่นหมายความว่า ไม่มีบุคคลเป็นตัวตนคนใดกลายเป็นผู้นำ ผู้สั่งการปรับทิศทางเป้าหมายหรือแม้กระทั่งกำหนดนโยบายใดๆ ทั้งสิ้น

เสียงส่วนใหญ่ในขบวนการต่อต้านรัฐบาล ไม่เห็นด้วยกับการตัดบรรดาผู้ก่อเหตุรุนแรง ปะทะกับเจ้าหน้าที่ในทุกครั้งที่มีการชุมนุมประท้วงออกไปจากขบวนการ กลุ่มสายกลางซึ่งยังคงเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในขบวนการต่อต้านครั้งนี้ลดบทบาท พาตัวเองมาอยู่หลังฉาก ส่งผลให้กลุ่มผู้สนับสนุนจำนวนหนึ่งเลือกที่จะอยู่กับบ้าน แทนที่จะออกมารวมตัวตามท้องถนนเหมือนหลายเดือนที่ผ่านมา

ทิ้งบทบาทหลักในการแสดงพลังต่อต้านรัฐบาลฮ่องกงไว้กับ “ฟรอนท์ไลเนอร์” บรรดานักรบแนวหน้าทั้งหลาย ให้เป็นผู้กำหนดวาระการประท้วง

17 พฤศจิกายนคือหนึ่งในวันที่เกิดการปะทะกันรุนแรงที่สุด เมื่อเจ้าหน้าที่ปิดล้อม มหาวิทยาลัยฮ่องกงโพลีเทคนิค ด้วยแก้สน้ำตา คืนวันที่ 18 กลุ่มต่อต้านตอบโต้ด้วยระเบิดขวดและธนู ต่อสู้กับกระสุนยางอย่างถึงพริกถึงขิง หลายพื้นที่ปริมณฑลของความรุนแรงตกอยู่ในสภาพเหมือนสนามรบ

ถึงคืนวันที่ 19 พฤศจิกายน ฮ่องกงโพลีเทคนิคก็ตกอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ นักศึกษาหลายร้อยคนถูกควบคุมตัว สิ้นสุดสถานการณ์สู้รบ 3 วันเต็มลง

ในอีกฟากหนึ่งของสถานการณ์ แคร์รี่ หล่ำ หัวหน้าคณะผู้บริหารฮ่องกง ตราหน้าผู้ที่ก่อเหตุรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ว่าเป็น “ศัตรูของประชาชน” และยังคงยืนกรานไม่โอนอ่อนผ่อนปรนใดๆ

เสียงเตือนจากปักกิ่งเริ่มดังมากขึ้น และชัดมากขึ้น สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนเรียกร้องว่า “อาชญากรผู้ก่อเหตุรุนแรง” จำต้อง “ถูกลงโทษสถานหนัก”

ทั้งสองฟากของสถานการณ์ยังคงยึดจุดยืนของตนเองอย่างแน่นหนา มั่นคงอยู่ต่อไป

หนทางแก้ไขปัญหา หาทางออกโดยสันติ เริ่มเลือนลางออกห่างจากความเป็นไปได้มากขึ้นทุกที

เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงผู้หนึ่งเปรยเหมือนพูดกับตัวเองว่า ฮ่องกง กำลังเข้าใกล้ภาวะล่มสลายเข้าไปทุกทีแล้ว

******

หนึ่งใน “แนวหน้า” ของขบวนการต่อต้านรัฐบาลฮ่องกง บอกกับ แดร์ สปีเกล ที่ลงมาตรวจสอบถึงสมรภูมิในฮ่องกง เมื่อถูกสอบถามชื่อเสียงเรียงนามว่าให้เรียกเขาว่า “เออร์วิง ฟิชเชอร์”

“ชื่อของนักเศรษฐศาสตร์อเมริกันน่ะ ผมหลงรักทฤษฎีดอกเบี้ยของเขา” ฟิชเชอร์ คือคนที่ระดมพลไปก่อเหตุที่ช็อปปิงมอลล์ สตาร์บัค เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ต่อด้วยการเปิดฉาก “แบทเทิล” ขนานหนักกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ ไชนีส ยูนิเวอร์ซิตี ทางตอนเหนือของฮ่องกงในวันถัดมา

เว้นวันพุธเพียงวันเดียว ฟิชเชอร์ ก็ไปโผล่อยู่ในเหตุการณ์ที่ ฮ่องกงโพลีเทคนิค

เขายอมรับว่าจำไม่ได้เหมือนกันว่า ปาระเบิดขวดครั้งแรกเมื่อไหร่ รู้แต่ว่าตอนนี้ “เล่น” กับระเบิดขวดเป็นเรื่องง่ายและธรรมดามากๆ เหมือนกับการเล่นสมาร์ทโฟนยังไงยังงั้น

เป้าหมายที่ชอบธรรม? ไม่เพียงเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น แต่ยังเป็นธุรกิจที่เชื่อมโยงกับจีนทั้งหมดก็เป็นเป้าที่เหมาะสมเหมือนกัน

ฟิชเชอร์วัย 26 ปี ทำงานเลี้ยงตัวเองไปด้วยเรียนเศรษฐศาสตร์ไปด้วย เล่าว่า เข้าร่วมมาแล้วในการประท้วงที่ฮ่องกงทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านหลักสูตรใหม่จากทางการจีนในปี 2012 ขบวนการร่มในปี 2014 หรือหนนี้

ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ ฟิชเชอร์ ไม่เชื่อว่าเป้าหมายการเรียกร้องให้ฮ่องกง เป็นอิสระจากจีนจะเป็นความเป็นจริงได้ ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะเศรษฐกิจของที่นี่ใกล้ชิดกับเศรษฐกิจจีนแทบเป็นหนึ่งเดียวกัน เขาไม่คิดด้วยว่าขบวนการต่อต้านหนนี้จะสามารถผลักดันข้อเรียกร้องทั้งหลายให้ประสบผลสำเร็จทั้งหมดได้ โดยเฉพาะเรื่องของการเลือกตั้งเสรี ทั้งการเลือกตั้งส.ส.และตัวหัวหน้าคณะผู้บริหาร

เขาบอกว่า ครั้งนี้ ขอเพียงแค่มีการสอบสวนพฤติกรรมรุนแรงเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามผู้ประท้วงในช่วงหลายเดือนมานี้โดยคณะกรรมการสอบสวนอิสระ และให้กระบวนการยุติธรรมยกเลิกข้อกล่าวหาต่อผู้ชุมนุมประท้วงทั้งหมด ถ้าทำอย่างนี้ได้ ฟิชเชอร์ก็พอใจแล้ว

“อีกฝ่ายหนึ่งต้องยอมรับว่าสิ่้งที่พวกเขาทำลงไปทั้งหมดต้องมีค่าตอบแทน นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเรายังต้องต่อสู้อยู่จนถึงขณะนี้” ฟิชเชอร์ย้ำ

เขายืนยันว่า มีผู้ประท้วงไม่กี่รายเท่านั้นที่ไร้เดียงสาจนเชื่อว่าจะเอาชนะเจ้าหน้าที่ได้ แต่ที่ต้องทำเพราะหวังว่าจะบีบบังคับให้รัฐบาลยอมจำนนยุติการก่อเหตุรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่ในทันที

“ตำรวจฮ่องกงรู้ดีว่า พวกเขาทำอะไรก็ได้โดยไม่ถูกลงโทษ ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องยกระดับความรุนแรงให้สูงขึ้น”

ตามทฤษฎีเกม-ฟิชเชอร์เชื่ออย่างนั้น

******

“เค” คือหนึ่งใน “สหายร่วมรบ” ในแนวหน้าของ เออร์วิง ฟิชเชอร์ สาวฮ่องกงวัย 22 ปีเจ้าของผมสีบรูเนทที่ยืดจนยาวสลวย ที่ยืนยันว่า ไม่เคยเข้าร่วมขบวนการทางการเมืองไหนๆ มาก่อนหน้าครั้งนี้เลย หนังสือเล่มล่าสุดที่เธออ่านคือหนังสือการออกกำลังกายแบบ “โยคะ”

เรื่องของเค เริ่มต้นด้วยการได้ยินเกี่ยวกับร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน แล้วบอกตัวเองว่า อยู่เฉยไม่ได้แล้ว ต้องไม่ยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้น เธอจึงออกไปร่วมเดินขบวนที่อาคารสภานิติบัญญัติฮ่องกง เพื่อต่อต้านไม่ให้มีการอภิปราย-ลงมติ

นั่นคือวันแรกที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา

เค บอกว่าสิ่งที่ผ่านเข้ามาในหัวก็คือ “ทำไมพวกเราถึงอ่อนแอ? ตำรวจมา เราก็ต้องวิ่งกระเจิงงั้นหรือ? เราจะสู้กลับได้ยังไง?”

ทุกวันนี้ เค ทั้งประทับใจแล้วก็ตื้นตันกับปริมาณของอันตรายทั้งหลายทั้งปวงที่เพื่อนๆ ร่วมขบวนการของเธอฝ่าฟันกันมา เธอบอกว่าอยากทำหน้าที่ป้องกันให้คนเหล่านั้น อยากให้ตำรวจต้องชดใช้กับความโหดเหี้ยมที่กระทำต่อพวกเรา

ครั้งหนึ่ง เค เคยเชื่อว่าทุกอย่างแก้ไขได้ด้วยการเจรจา แต่ต้องเลิกเชื่อเมื่อไม่มีใครรับฟังเลยแม้แต่น้อย ทุกวันนี้เธอใช้เวลาส่วนหนึ่งไล่ดูรูปภาพบรรดาผู้ประท้วงที่ได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจในมือถือ ก่อนที่จะออกไปสมทบกับบรรดา “ฟรอนท์ไลเนอร์” ทั้งหลายในแนวรบที่ใกล้ที่สุด

หน้าที่ของเค คือจัดการกับแก๊สน้ำตากระป๋อง เธอสวมถุงมือนักดับเพลิงคู่หนึ่งตลอดเวลา ใช้มันป้องกันความร้อนของกระป๋องที่ถูกยิงออกมาจากรถหุ้มเกราะหรือปืนยิงแก๊สน้ำตา จับมันยัดลงไปในถุงที่บรรจุน้ำไว้มากพอควร เพื่อยุติปฏิกิริยาเกิดแก๊ส

เค บอกว่า เพื่อนร่วมขบวนการต่อต้านรัฐบาลของเธอบางคน เริ่มค้นหาและทดลองวิธีใช้ “ระเบิด” แล้ว

เธอยังบอกด้วยว่า ถึงกับมีข่าวลือสะพัดออกมาว่า ผู้ร่วมขบวนการส่วนหนึ่งออกเดินทางจากฮ่องกง มายังประเทศไทย เพื่อฝึกการใช้อาวุธปืนในสนามยิงปืนที่เมืองไทยแล้วอีกด้วย

เค ไม่เชื่อว่า กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน จะยกกำลังเข้ามายังฮ่องกง ถ้าทหารจีนบุกเข้ามา ฮ่องกงก็จะสูญเสียสถานะของการเป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศไปในทันที บริษัทนานาชาติที่ทำธุรกิจอยู่ที่นี่คงต้องปิดฉากไปยังที่อื่น

“ฉันไม่คิดว่าจีนจะทำอย่างนั้น ถึงแม้ว่าอยากจะให้ทำก็ตาม ทุกวันนี้มีแต่ฝ่ายเราที่เป็นฝ่ายเจ็บปวด พวกเขาไม่เคยต้องเจ็บปวดเหมือนเรา”

เค ให้เหตุผลที่อยากให้ทหารจีนบุกเข้ามายังฮ่องกงไว้ว่า เพื่อให้ได้รับรู้ความเจ็บปวดเหมือนที่คนฮ่องกงกำลังได้รับบ้าง

“มาเถอะ เราจะมอดไหม้ไปด้วยกัน!”

ถึงขนาดนั้นเลยทีเดียว!

บทความก่อนหน้านี้‘ทีโอที’ ต้อนรับคณะฯ หลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง ดูงานศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม
บทความถัดไป‘เอ็นไอเอ’ เร่งอัพสปีดนวัตกรรมไทย แชร์ไกด์ไลน์ตามรอยกลุ่ม “นอร์ดิก” โชว์โมเดลเทคโนโลยีที่ต้องก้าวตาม