คอลัมน์ โกลบอลโฟกัส : ‘ไวรัส’VS’ภูมิคุ้มกัน’ มหาสงครามระดับเซลล์

(Photo by JACK GUEZ / AFP)

“ซาร์ส-โคฟ-2” คือชื่อทางวิทยาศาสตร์ของไวรัสร้ายที่ก่อให้เกิดโรคโควิด-19 ถึงแม้จะร้ายกาจในความรู้สึกของมนุษย์ แต่มันก็อยู่ในสภาพเดียวกันกับไวรัสก่อโรคในมนุษย์ทั่วไป นั่นคือต้องแข่งกับเวลา

แข่งกับเวลาในการเข้าไปเกาะจับ ยึดเอาเซลล์ในร่างกายมนุษย์ส่วนหนึ่งเป็นเชลย ปักหลักฟักตัว ขยายพันธุ์แล้วก็เพิ่มพื้นที่ครอบครองของมันออกไปเรื่อยๆ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ที่ต้องรีบเร่ง ใช้เวลาให้น้อยที่สุดเช่นนั้น เนื่องจากในทันทีที่ไวรัสหลุดเข้าไปในระบบภายในร่างกายคนเรา ระบบเตือนภัยล่วงหน้าของร่างกายก็จะเริ่มทำงานในทันที

ระบบเตือนภัยล่วงหน้าของร่างกายเราเป็นระบบเชิงเคมี ที่ก่อเกิดและวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องในสายพันธุ์ของมนุษยชาตินับเป็นล้านล้านปีจากการต่อสู้ ทำสงครามกับเชื้อโรคสารพัดที่ผ่านมา

ระบบนี้เป็นส่วนหนึ่งซึ่งเรารู้จักกันในชื่อ “ระบบภูมิคุ้มกัน” โดยมีกองทัพมหึมาของ “ที-เซลล์” เป็นกำลังหลักในการจัดการกับ “ผู้รุกรานจากภายนอกร่างกาย” ทั้งหลาย

ปรัชญาของ “ระบบภูมิคุ้มกัน” คือการเข่นฆ่าสังหารอย่างไม่ปรานีปราศรัย ไม่จับเป็นเชลย ในทันทีที่มันพบ “ผู้บุกรุก” ที่แปรสภาพเป็น “โรงงาน” ผลิตเชื้อโรค มันจะจู่โจมเข้าไปล้อมกรอบไว้โดยรอบ ยิงโมเลกุลที่สามารถทะลุเกราะป้องกันที่เป็นเมมเบรน (เปลือกนอก) ของเซลล์เข้าไปภายใน

หลังจากนั้นคือการเข่นฆ่า ทำลายทุกอย่างที่อยู่ภายในเซลล์นั้นๆ

นั่นคือ “มหาสงคราม” ที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทุกคน เป็นสงครามใหญ่ที่เดิมพันด้วยความเป็นความตาย เดิมพันด้วยชีวิตของผู้เป็นเจ้าของร่างกายนั้น

เป็นศึกที่ไม่หยุดหย่อน ไม่มีพักรบ ไม่มีหยุดยิง การไล่ล่า แกะรอย สังหาร เกิดขึ้นทุกๆ วินาที

นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมไวรัสร้ายที่เล็ดลอดระบบป้องกันภายนอกเข้าไปภายในร่างกาย ผ่านเข้าไปรวมตัวกันในจมูก น้ำมูก และลำคอ เพาะฟักแล้วไล่ล่าหาเซลล์ที่มันสามารถครอบงำ บัญชาการได้ ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมทุกอย่าง ทั้งรุกเร็ว ไม่ให้เวลาให้ระบบภูมิคุ้มกันตั้งตัว หรือแม้กระทั่งพยายามหลบซ่อน ซุกงำตัวเอง หลอกระบบเตือนภัยในร่างกายไม่ให้กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้เริ่มต้นการทำงานของมัน

ปัญหาก็คือ มหาสงครามในระดับเซลล์ในร่างกายของเราก็เป็นเช่นเดียวกับการศึกที่มนุษย์กระทำซึ่งกันและกัน

บ่อยครั้งมากที่มหาสงครามนี้ทวีความรุนแรงในระดับทำลายล้าง ถล่มกันจนทุกสรรพสิ่งข้างเคียงราพณาสูร

ผู้ป่วยโควิด-19 บางรายสูญเสียปอดบางส่วนไปด้วยเหตุนี้ เช่นเดียวกัน อีกไม่น้อยสูญเสียชีวิตไปทั้งชีวิตเพราะการทำลายล้างจากสงครามสูงมากจนเกินกว่าที่ร่างกายจะรองรับได้

มาร์โจลีน คิกเคิร์ท รองศาสตราจารย์ด้านเคมีชีวภาพของศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยเลเด็น ในเนเธอร์แลนด์ อุปมาสถานการณ์ในระยะฟักตัวของโควิด-19 ว่ามีสภาพการณ์เสมือนหนึ่งช่วงของการ “แข่งขันกันสั่งสมอาวุธ”

“ไวรัสทุกอย่าง รวมทั้งตัวนี้ด้วย จะพยายามหาทางหลายๆ หนทางเพื่อหลีกเลี่ยงหรือกดระบบภูมิคุ้มกันของเราเอาไว้ โดยเฉพาะในช่วงแรกเริ่ม ที่ไวรัสพยายามป้องกันไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันตอบโต้” เธอบอก

ไวรัสก่อโรคโควิด-19 เป็นเชื้อโรคค้นพบใหม่ แพทย์และนักวิจัยยังไม่มีเวลามากพอที่จะตรวจสอบพฤติกรรมของมันโดยละเอียดว่าสงครามของมันกับระบบภูมิคุ้มกันของเราเริ่มต้นขึ้นและคลี่คลายขยายตัวออกไปอย่างไร

มีคำถามมากมายที่มนุษย์ยังไม่ค้นพบคำตอบ รวมทั้งคำถามสำคัญอย่าง ทำไมผู้ที่เติบใหญ่เต็มวัย สุขภาพแข็งแรง บางราย ที่ติดเชื้อซาร์ส-โคฟ-2 ถึงได้มีอาการหนักในขณะที่อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นเช่นเดียวกัน?

แพทย์และผู้เชี่ยวชาญหลายรายเหล่านี้ได้แต่ประเมินเอาว่า ไวรัสนี้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาขึ้นภายในร่างกายในทำนองเดียวกับไวรัสในตระกูลเดียวกันที่เคยแพร่ระบาดมาก่อน และมีงานวิจัยหลายชิ้นศึกษาเอาไว้อย่างละเอียด รวมทั้งไวรัสก่อโรคระบบทางเดินหายใจในตะวันออกกลาง (เมอร์ส) และไวรัสก่อโรคระบบทางเดินหายใจรุนแรงเฉียบพลัน (ซาร์ส)

ข้อมูลอีกบางส่วนได้จากบันทึกทางการแพทย์ของผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีรายงานเผยแพร่เอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชันสูตรผู้เสียชีวิตของแพทย์ในจีนก่อนหน้านี้

สแตนลีย์ เพิร์ลแมน ศาสตราจารย์ด้านภูมิคุ้มกันวิทยา ประจำมหาวิทยาลัยไอโอวา สหรัฐอเมริกา ซึ่งศึกษาวิจัยการสนองตอบของระบบภูมิคุ้มกันต่อไวรัสซาร์สมามากเป็นพิเศษ ระบุว่า จากบันทึกทางการแพทย์ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 บ่งชี้ให้เห็นว่า “ร่างกายจำเป็นต้องระดม ระบบภูมิคุ้มกันทุกๆ ส่วนมาใช้เพื่อจัดการฆ่าไวรัสตัวนี้”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อซาร์ส-โคฟ-2 จู่โจมถึงปอดของผู้ป่วย ทำให้ปอดของเราซึ่ง “อ่อนไหวอย่างยิ่ง” กลายเป็นสมรภูมิของมหาสงครามระหว่างไวรัสกับภูมิคุ้มกัน

นอกจากนั้น ไวรัสโควิด-19 นี้ยังเป็นเชื้อใหม่ เป็นไวรัสที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ไม่เคยเจอะเจอมาก่อน ระบบพยายามต่อสู้กันสุดขีดด้วยสารพัดวิธีการซึ่งทางการแพทย์ยังไม่รู้แน่ชัด

ผลลัพธ์คือ อาจเกิดภาวะ “โอเวอร์ไดรฟ์” ของระบบภูมิคุ้มกัน จนถึงระดับไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับเซลล์และเนื้อเยื่อข้างเคียงได้มาก

ในทางการแพทย์ เรียกสภาวะนี้ว่า “ไซโตไคน์ สตอร์ม” หรือ “พายุไซโตไคน์” ที่ทำให้เกิดอาการปอดอักเสบและถึงตายเอาได้ง่ายๆ

รศ.คิกเคิร์ทชี้ให้เห็นว่า ระบบเตือนภัยล่วงหน้าในร่างกายของมนุษย์นั้นเป็นระบบต่อเนื่องกันอยู่หลายชั้น เมื่อระบบแรกสุดทำงานจะส่งผลให้อีกหลายๆ ระบบในร่างกายทำงานตามมาเป็นกระบวนการ

สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ความผิดปกติในเซลล์ในร่างกายจะทำให้ระบบเตือนให้ภูมิคุ้มกันทุกๆ ชั้นนั้นทำงานขึ้นพร้อมๆ กันจนกลายเป็นสภาวะ “แอนตีไวรัล สเตท” ขึ้น ด้วยการผลิตโปรตีนที่สามารถส่งสัญญาณเตือนเข้าไปรายล้อมเซลล์ที่ติดเชื้อเอาไว้ เพื่อบ่งชี้จุดที่เป็นแหล่งของไวรัส และในเวลาเดียวกันก็กระตุ้นให้เกิดโมเลกุลภูมิคุ้มกันจำนวนมากเกิดขึ้นมา

เมื่อภาวะต่อต้านไวรัสเกิดขึ้น ปฏิกิริยาของไวรัส ซาร์ส-โคฟ-2 ก็คือ พยายามแบ่งตัวและโจมตีเซลล์ในร่างกายมากขึ้น ในกรณีของการติดเชื้อที่ปอด สถานการณ์เช่นนี้จะก่อให้เกิดการสั่งสมเซลล์ภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นมหาศาลในปอด ทั้งที่เป็นโมเลกุลและที่เป็นของเหลว ซึ่งเซลล์เหล่านั้นใช้ในการนำทาง

“ที-เซลล์” จะเกิดขึ้นตามมา หลังจากที่มีการตรวจพบไวรัส ฝังตัวมันเป็นแนวภายในปอดเพื่อทำหน้าที่ไล่ล่า จับกุมและสังหารเซลล์ที่ติดเชื้อ

“เมื่อที-เซลล์พบเซลล์ที่ติดเชื้อ มันจะเกี่ยวติดกับเซลล์นั้นๆ แทบเหมือนกับแถบตีนตุ๊กแกยังไงยังงั้น จากนั้นก็ยิงโมเลกุลผ่านเมมเบรนของเซลล์เข้าไปภายใน ทำหน้าที่ฆ่าเซลล์นั้นๆ” ยีน โอลินเจอร์ นักภูมิคุ้มกันวิทยาจากสถาบันเอ็มอาร์ไอโกลบอล ระบุ

ในเวลาเดียวกัน แอนติบอดี หรือโปรตีนที่มีรูปลักษณ์เหมือนตัว “Y” ก็มาถึงสมรภูมิด้วยเช่นเดียวกัน ภารกิจของโมเลกุลแอนติบอดีนี้ก็คือ จัดการกับ “หนาม” ที่ทิ่มออกมาโดยรอบตัวไวรัสให้เรียบ “หนาม” ดังกล่าวมีหน้าที่สำคัญคือเป็นตัวยึดเกาะเข้ากับ “รีเซปเตอร์” ของเซลล์ที่ดีๆ ของร่างกายมนุษย์เพื่อแทรกตัวเข้าไปยึดครองให้เป็นเซลล์ติดเชื้อ

ถัดจากนั้น ร่างกายจะผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาว ที่เรียกว่า “มาโครเฟจ” จำนวนมหาศาลเข้ามาถึงสมรภูมิ ทำหน้าที่จับเซลล์ติดเชื้อที่ถูกสังหารจนตายแล้วรวมกันเข้าเป็นกลุ่มก้อน

เมื่อมาถึงระยะนี้ เนื้อเยื่อตายลงเพิ่มมากขึ้น จำนวนเซลล์ตายจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น สะสมเป็นกลุ่มก้อนอยู่ภายในปอด อุดช่องทางผ่านเข้ามาของอากาศ และลดการไหลเวียนของออกซิเจน

ยิ่งการอุดตันเกิดขึ้นมาก การทำงานของปอดก็ยิ่งหนักมากขึ้นกว่าเดิม ผู้ป่วยจะยิ่งหายใจลำบากและหนักหน่วงมากขึ้นกว่าเดิม เพราะออกซิเจนถูกกันไม่ให้เข้าสู่ร่างกายมากเท่าที่ร่างกายต้องการ

ผู้ป่วยบางรายที่อาการเกิดมาถึงระดับนี้แล้วฟื้นฟูจากการป่วย ปอดของผู้ป่วยอาจเยียวยาตัวเองได้ แต่มีอีกบางคนที่ปอดเสียหายไปเป็นเวลานาน

ความสลับซับซ้อนที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของมนุษย์ในทันทีที่ร่างกายได้รับไวรัสโควิด-19 เข้าไปนี้ ยังคงเป็นเพียงส่วนผิวเผินมากของสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและแพทย์ตลอดจนถึงนักวิจัยทางการแพทย์ทุกคนอยากรู้ แต่ยังไม่สามารถรู้ชัดได้ในเวลานี้ จนกว่าจะมีไวรัส “ซาร์ส-โคฟ-2” เป็นๆ อยู่ในมือ และเริ่มทดลองกระบวนการทั้งหมดอย่างละเอียดในสัตว์ทดลอง

และตราบเท่าที่การศึกษาวิจัยเหล่านั้นยังไม่เกิดขึ้น กระบวนการจัดทำ “วัคซีน” ที่ “ปลอดภัย” และมี “ประสิทธิภาพ” ในการป้องกันโรคที่แท้จริง ก็ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้

ข้อเท็จจริงที่ทุกคน ไม่ว่าเก่งกาจ หรือมีวิทยาการก้าวหน้าขนาดไหนก็ตาม ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ก็คือ ไม่มีใครสามารถหาหนทางป้องกันได้ หากยังไม่รู้ว่าจะป้องกันอะไรจากอะไรนั่นเอง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เชลซีเตือนเมาต์ให้รู้จักรับผิดชอบ หลังแอบไปเตะบอลกับเพื่อนระหว่างกักตัว
บทความถัดไปสื่อสเปนเผย ผี-ปืน เตรียมเปิดศึกแย่งตัวอุมติตี้หลังจบฤดูกาลนี้