คอลัมน์ โกลบอลโฟกัส : มรดกมหันตภัย ของ โดนัลด์ ทรัมป์

โดนัลด์ ทรัมป์
REUTERS/Hannah McKay

คอลัมน์ โกลบอลโฟกัส : มรดกมหันตภัย ของ โดนัลด์ ทรัมป์

แม้ในที่สุด “โจเซฟ อาร์. ไบเดน” อดีตรองประธานาธิบดี ตัวแทนพรรคเดโมแครต ได้รับการยืนยันจากบรรดาสำนักข่าวและสำนักวิจัยที่ทำงานเกี่ยวเนื่องกับการติดตามผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปีนี้ ให้เป็นผู้ชนะ “อย่างไม่เป็นทางการ” ไปแล้ว

แต่ผลการเลือกตั้งที่สูสี คู่คี่เกินกว่าคาดหมาย รวมถึงปฏิกิริยาหลังการประกาศชัยชนะของไบเดน ที่เกิดขึ้นในยามนี้ สะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงที่สำคัญยิ่งของสังคมอเมริกันประการหนึ่ง

นั่นคือ ความแตกแยกในสังคมอเมริกันในยามนี้ ลงลึกและแผ่กว้างมากกว่าที่คาดคิดกันมากมายนัก

อาการปริร้าวของสังคมที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในประเด็นใหญ่โตอย่าง รีพับลิกันหรือเดโมแครต เรื่อยไปจนถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ควรสวมใส่หน้ากากป้องกันโควิด-19 หรือไม่ควร สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกที่กินลึกลงไปในความเชื่อ ศรัทธา และวิถีของการดำรงชีวิต

ลึกลงไปจนถึงเงื่อนปมของ “ความเป็นอเมริกันที่แท้” ที่แต่ละฝ่ายยึดมั่นถือมั่นเอาไว้

นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์การเมืองหลายคน เห็นตรงกันว่า ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียง 3 ปีเศษ โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถรังสรรค์ความเสียหายมหาศาลให้กับประเทศ และผู้คนในชาติได้เอกอุ ชนิดไม่เคยปรากฏมาก่อนภายใต้ประธานาธิบดีคนไหนในประวัติศาสตร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประสบความสำเร็จอย่างมาก ในการสร้างสิ่งซึ่งผู้สันทัดกรณีเรียกว่า “จักรวาลคู่ขนาน” ของตนเองขึ้น

โลกของทรัมป์ในจักรวาลคู่ขนานที่ว่านั้น แตกต่างชนิดพลิกหน้ามือเป็นหลังมือจากโลกแห่งความเป็นจริง ภาพของโจ ไบเดน ที่ทรัมป์สร้างขึ้นในโลกของตนเอง เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งผิดแผกแตกต่างโดยสิ้นเชิง เช่นเดียวกับภาพของสหรัฐอเมริกา ที่กำลังตกอยู่ภายใต้การคุกคาม คนผิวขาวที่ถูกระบุว่าเป็น “เจ้าของประเทศ” ที่แท้จริง กำลังตกเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงจากเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงของตนเอง ที่สีผิวแตกต่างออกไป และกำลังถูกดูดกลืนจากบรรดานักการเมือง พรรคการเมืองและสถาบันทั้งหลายที่สมคบคิดกับ “มหาศัตรู” จากตะวันออกอย่างจีน

หากไม่ต่อสู้ หากไม่เชื่อถือและออกมาลงคะแนนเลือกทรัมป์ หายนะจะมาเยือนในไม่กี่เพลาข้างหน้า

ในโลกของทรัมป์ มีเพียงคำพูดของทรัมป์เท่านั้นที่สลักสำคัญ แม้จะไม่เฉียดกรายเข้าใกล้กับความเป็นจริงก็ตามที แม้จะถูกหลายต่อหลายสถาบันสื่อตราหน้าว่าเป็นการ “โกหกรายวัน” ก็เถอะ

หากจะมีสักครั้งที่ทุกคนลงความเห็นตรงกันว่า ทรัมป์พูดความจริง ก็คือ เมื่อครั้งที่เขาหลุดปากออกมาอย่างอหังการ์ว่า ต่อให้ทรัมป์เดินลงไปยิงใครสักคนเสียชีวิตบนท้องถนน ฟิฟท์ เอเวนิว ของนครนิวยอร์ก

ผู้สนับสนุนทรัมป์ก็ยังรักเขาอยู่ดี!

ระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ โจ ไบเดน ให้สัญญาสำคัญต่อผู้สนับสนุนตนเองว่า จะหลอมรวมอเมริกันให้เป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง

ในความคิดของไบเดน ทรัมป์เป็นเพียงปรากฏการณ์ “เบี่ยงเบน” ปรากฏการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน ซึ่งไม่เพียง “เยียวยา” ได้ ยัง “ปรับแก้” ให้ถูกต้องได้

นั่นคือภาพของทรัมป์ ที่ไบเดนสร้างขึ้นมาในความคิดของผู้สนับสนุนตนเอง

แต่ภาพ “โจ ไบเดน” ที่ทรัมป์และรีพับลิกัน เพียรพยายามสร้างขึ้นมาให้จำหลักอยู่ในความคิดของผู้สนับสนุนของตนเล่า?

โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ บุตรชายคนโตวัย 42 ปี ของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ขึ้นกล่าวปราศรัยต่อหน้าผู้เป็นบิดาที่จับตามองมาจากด้านข้าง บนเวที สเตท คอลเลจ ในเพนซิลเวเนีย เมื่อไม่นานมานี้นยันด้วยหน้าตาเคร่งเครียดจริงจัง ว่า โจ ไบเดน ไม่ควรได้รับอนุญาตแม้แต่จะลงสมัคร อย่าว่าแต่จะเป็นประธานาธิบดีเลย

เพราะไบเดนรับเงินเดือนจากบรรดานักธุรกิจจีน!

ด้วยสีหน้าขึงขัง ทรัมป์ จูเนียร์ บอกกลุ่มผู้สนับสนุนที่ตกอยู่ภายใต้จักรวาลคู่ขนานที่ทรัมป์และพวกเพียรพยายามสร้างขึ้นต่อไปว่า

ฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชายของอดีตรองประธานาธิบดี “รับเงินสินบน” 3.5 ล้านดอลลาร์จากกลุ่มมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองชาวรัสเซีย

รับสินบนจากเงินที่ได้มาจากการ “ค้ามนุษย์” และ “ซ่องโสเภณี”!

ไม่เพียงไม่มีหลักฐานเท่านั้น ยังไม่มีแม้แต่ข้อบ่งชี้ที่ส่อแสดงให้เห็นว่า ข้อกล่าวหาลอยๆ ที่ว่านี้จะเป็นความจริง

แต่นี่คือสิ่งที่ทรัมป์และพวกใช้ได้ผลมาตลอดเวลา ใช้ไม่เพียงเพื่อสร้างเงาทะมึนแห่งความหวาดวิตกให้เกิดขึ้นในอเมริกันกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มคนผิวขาวที่ไม่ได้รับการศึกษาในระดับวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น หากแต่ยังถูกใช้ในทุกครั้ง ทุกโอกาส เพื่อแทรกแซงและทำลายความเชื่อมั่น ความเชื่อถือต่อสถาบันประชาธิปไตยทั้งหลายในสหรัฐอเมริกา

ภายใต้ข้ออ้างว่า พวกตนกำลังทำลายอิทธิพลลึกลับที่หยั่งรากลึก ควบคุมบัญชาการสังคมอเมริกันอยู่ในวอชิงตัน

โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่เพียงเปลี่ยนสหรัฐอเมริกาให้กลายเป็นดินแดนอันตรายเท่านั้น ยังยุยงส่งเสริมอเมริกันให้ต่อต้านอเมริกันด้วยกันเอง ในเวลาเดียวกันฝ่ายบริหารของทรัมป์ ก็นำเอาระบบเล่นพรรคเล่นพวกมาใช้มากถึงระดับที่ไม่เคยพบเห็นกันมาก่อนอีกด้วย

ทรัมป์แต่งตั้ง อีแวนกา ผู้เป็นลูกสาว กับจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยให้ดำรงตำแหน่ง “ที่ปรึกษาพิเศษ” ส่ง “รูดี้ จูเลียนี” ทนายความส่วนตัว เดินทางไปพบปะกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงและนักการทูตในต่างประเทศ เพื่อการต่อรอง เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

แม้แต่เรื่องของการต่อต้านจีนอย่างสุดโต่งของทรัมป์ ก็ไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่หลายคนคิด ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นเช่นนั้นในหน้าฉาก ในขณะที่หลังฉาก กลับร้องขออย่างลับๆ เพื่อให้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง สนับสนุนตนให้ได้รับเลือกตั้งอีกสมัย

ทำเนียบขาว และฝ่ายบริหารของสหรัฐอเมริกา กลับกลายเป็นแผนกหนึ่งของอาณาจักรทรัมป์ไปด้วยเหตุนี้

โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามเร่งรัดการแต่งตั้ง แอมี คอร์นีย์ บาร์เรตต์ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐอเมริกาอย่างรวดเร็วและรวบรัด พลิกผันองค์ประกอบในองค์คณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาให้เป็น 6 ต่อ 3 ระหว่างกลุ่มแนวคิดอนุรักษนิยมกับเสรีนิยม

ในทางหนึ่งเป็นการเล็งผลเลิศเพื่อใช้งานในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ในอีกทางหนึ่ง นั่นคือการหว่านเพาะเมล็ดพันธุ์ “ทรัมปิสม์” ให้สามารถคงอยู่ยาวนานต่อไป แม้เมื่อตนเองจะพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดีแล้วก็ตาม เพราะตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูง เป็นการดำรงตำแหน่งที่ไม่มีการจำกัดวาระ เป็นไปจนกว่าจะสิ้นชีวิตเท่านั้น

ประธานาธิบดีทรัมป์ทุ่มเทความพยายามอย่างมากในการแต่งตั้งผู้พิพากษาในกระบวนการยุติธรรมของสหรัฐอเมริกา ตลอด 3 ปีเศษที่ผ่านมา ทรัมป์แต่งตั้งผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางไปแล้ว 120 คน

53 คนในจำนวนนั้น เป็นการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา

จะเป็นรองก็เพียงแค่ ศาลฎีกาสูงสุดเท่านั้นเอง!

จักรวาลคู่ขนานและโลกของทรัมป์ เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แผ่ขยายออกไปครอบคลุมกว้างขวาง ภายใต้ความช่วยเหลือของทั้งสื่อใหม่และสื่อเก่าดั้งเดิมในสังคมอเมริกัน

หากปราศจากทวิตเตอร์ ทรัมป์คงไม่สามารถเผยแพร่ความคิดพิลึกพิลั่น ปราศจากข้อพิสูจน์และหลักฐานใดๆ ได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง เหมือนอย่างที่ทำอยู่เป็นกิจวัตรจากทำเนียบขาว

หากปราศจากสื่อที่เป็นที่นิยมกันทั่วโลกอย่าง เฟซบุ๊ก บรรดา เฮทสปีชและเฟคนิวส์ทั้งหลายที่รัสเซียสร้างขึ้นอาจไม่ส่งอิทธิพลมากถึงกับเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งเมื่อปี 2016

เช่นเดียวกันกับที่ หากไม่มีสื่ออย่าง ฟอกซ์ นิวส์ ของ รูเพิร์ท เมอร์ด็อค ซึ่งอาศัยอาณาจักรสื่อ สั่งสมความมั่งคั่งและอิทธิพลทางการเมืองในหลายประเทศ และบรีทบาร์ท สื่อออนไลน์เจ้าแห่งทฤษฎีสมคบคิด มารองรับและขยายความแนวความคิดหลุดๆ สุดโต่งของทรัมป์ การครอบงำในสหรัฐอเมริกาคงไม่ลึกซึ้งและกว้างขวางมากเท่ากับที่เป็นอยู่

ทรัมป์อาศัยคำสั้นๆ ว่า “เฟคนิวส์” ทำลายความเชื่อถือ ความเป็นสถาบันของสื่อที่เคยได้รับความนิยม เชื่อถือสูง แต่มักทำหน้าที่ตรวจสอบและจับผิดตนเอง ตั้งแต่ซีเอ็นเอ็น, นิวยอร์ก ไทมส์ ไปจนถึง ซีบีเอส และบอสตันโกลบ

เขายัดเยียดความเป็น “โรงงานผลิตเฟคนิวส์” สำหรับพรรคเดโมแครตให้กับสื่อที่น่าเชื่อถือเหล่านี้

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ในการสำรวจครั้งล่าสุด ในหมู่ผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน มีผู้ให้ความเชื่อถือสื่อกระแสหลักที่เป็นที่ยอมรับกันมาช้านานเพียง 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง

ในขณะที่ ผู้สนับสนุนให้ความเชื่อถือต่อสื่อกระแสหลักทั้งหลายสูงถึง 69 เปอร์เซ็นต์

สิ่งเหล่านี้จะยังคงอยู่ ต่อเนื่องต่อไปในอนาคต กลายเป็นมรดกอันตรายที่ โดนัลด์ ทรัมป์ รังสรรค์ขึ้นและตกทอดให้กับสังคมอเมริกัน ภายใต้การนำของ โจ ไบเดน

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ เชื่อว่าปรากฏการณ์หลายอย่างที่ทรัมป์สร้างขึ้นไว้ในช่วงไม่กี่ปีที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไม่เพียงสร้างความเสียหายให้กับสังคมอเมริกันอย่างลึกซึ้งและกว้างขวางเท่านั้น ยังอุปมาได้เหมือนระเบิดเวลาพลังสูง ที่พร้อมที่จะก่ออันตรายให้เกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้

นอกจากนั้นยังเป็นเรื่องที่แก้ไขเยียวยาได้ยากเย็นอย่างยิ่ง และกินเวลานานอย่างยิ่งอีกด้วย

ในทางตรงกันข้าม ยังคงมี “นักฉวยโอกาสทางการเมือง” อีกหลายคน ที่พร้อมจะกระโดดเข้ามา รับช่วงต่อมรดกมหันตภัยนี้ ต่อเนื่องจากโดนัลด์ ทรัมป์ ตลอดเวลาอีกด้วย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ยิมนาสติก ‘พระเทพฯ’ จัดใหญ่ รวม 750 คน ยันทีมชาติคะแนนต่ำพิกัดตัดทิ้ง
บทความถัดไปปตท.เพิ่มปี64ซื้อบริษัทยาต่างประเทศ รอความชัดเจนรัฐตั้งรง.ผลิตอีวี