โกลบอลโฟกัส : คาหลิด เชค โมฮัมเหม็ด จอมวางแผน9/11

ภาพเอพี

คาหลิด เชค โมฮัมเหม็ด จอมวางแผน9/11

ภายใน “แคมป์ เดลต้า 1” พื้นที่ส่วนหนึ่งของ ฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณอ่าวกวนตานาโม เขตเช่าของสหรัฐอเมริกาในประเทศคิวบา มีเรือนจำพิเศษของกองทัพสหรัฐปรากฏอยู่
เรือนจำนี้จัดทำขึ้นเป็นพิเศษ สำหรับกักขังผู้ต้องหาพิเศษที่เกี่ยวเนื่องกับ “สงครามต่อต้านก่อการร้าย” ของสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะ
ในจำนวนนักโทษเหล่านั้น มี 5 ราย ที่จัดเป็นผู้ต้องหา “สำคัญ” ถูกกล่าวหาว่า “ร่วมกันวางแผนและสมคบคิดกันลงมือก่อการร้าย” ครั้งใหญ่และสำคัญที่สุด ในดินแดนสหรัฐอเมริกา
คือการขับเครื่องบินโดยสารพุ่งชนอาคารเวิร์ลด์เทรดเซนเตอร์ และ อาคารที่ทำการกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 เดือนกันยายน ปี 2001
เหตุการณ์ก่อการร้ายที่เขย่าโลกทั้งโลก ซึ่งรู้จักกันดีในเวลานี้ในนาม เหตุการณ์ 9/11
ทั้ง 5 คน ถูกควบคุมตัวอย่างเข้มงวดอยู่ที่ กวนตานาโม หรือ “กิตโม่” มานานร่วม 15 ปีแล้ว
หนึ่งในจำนวนนั้น คือ ผู้ต้องหาคนสำคัญที่สุด ในคดีนี้ นอกเหนือจาก โอซามา บิน ลาเดน ซึ่งถูก “ซีล” หน่วยปฏิบัติการรบพิเศษของสหรัฐอเมริกา สังหารเสียชีวิตในที่หลบซ่อนที่เมือง แอบบอตทาบัด ในปากีสถาน เมื่อปี 2011
ผู้ต้องหาสำคัญรายนี้คือ คาหลิด เชค โมฮัมเหม็ด บุคคลที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐอเมริกา “ชี้ตัว” ว่าเป็น “จอมวางแผน” ปฏิบัติการก่อการร้าย 9/11 มาตั้งแต่เดือน มิถุนายน ปี 2002
โมฮัมเหม็ดเอง ยอมรับเป็นเชิง “ประกาศตัว” ไม่น้อยกว่า 4 ครั้ง ยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นในการให้สัมภาษณ์ ยอสซี ฟาวดา ผู้สื่อข่าว อัลจาซีรา, ในระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่อเมริกัน, ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ต่อเจ้าหน้าที่กาชาดสากล หรือในระหว่างปรากฏตัวต่อหน้าศาลทหาร ใน กิตโม่
ล้วนเป็นการยอมรับอย่างเลือดเย็น ตรงไปตรงมา ต่ออาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุดในรอบหลายศตวรรษ
โมฮัมเหม็ด บอกกับ ฟาวดา ว่า เหตุการณ์ “วันอังคารศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งเป็นคำที่ อัล-เคด้า ใช้เรียกขาน 9/11 นั้น “ถูกออกแบบมาเพื่อให้มีคนตายให้มากที่สุด สร้างความแตกตื่นให้มากที่สุด เพื่อเป็นการตบหน้าอเมริกันฉาดใหญ่ในดินแดนของอเมริกันเอง”
ในการให้การต่อศาลทหารในปี 2007 โมฮัมเหม็ด อุปมาตัวเองว่า ไม่ต่างจาก จอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา “ที่ทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ผู้คนของตนกลายเป็นทาส”
แล้วอ้างต่อไปว่า ตนคือ “คนวางแผนและบงการปฏิบัติการ 9/11 ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ” โดยย้ำด้วยว่า “การฆ่า” เป็นส่วนหนึ่งของ “งาน” ของตน
“สงคราม เริ่มต้นตั้งแต่ยุคอดัม เมื่อ คาอิน สังหาร อาเบล เรื่อยมาจนถึงบัดนี้ การฆ่าคนไม่มีวันยุติ” เขาบอกต่อหน้าศาลอย่างเยือกเย็น โดยหยิบยกเหตุการณ์ในบท “ปฐมกาล” ของพระคัมภีร์มาอ้างอิง
ในการขึ้นให้ปากคำต่อศาลในคราวเดียวกันนี้ โมฮัมเหม็ด ยังอ้างตัวว่า เป็นคนสังหาร แดเนียล เพิร์ล ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ วอลสตรีท เจอร์นัล ด้วยคำประกาศว่า
“ผมนี่แหละใช้มือขวาที่พระเจ้าประทานมา ตัดหัวเจ้าอเมริกันเชื้อสายยิว แดเนียล เพิร์ล ในนครการาจี ประเทศปากีสถาน
“ใครก็ตามที่อยากได้การยืนยันเรื่องนี้ ไปหาดูได้เลยมีภาพผมแพร่หลายอยู่ในอินเตอร์เน็ตถือหัวเจ้านั่้นอยู่”
นี่แหละคือ คาหลิด เชค โมฮัมเหม็ด!

******

คาหลิด เชค โมฮัมเหม็ด แตกต่างอย่างใหญ่หลวงกับ โอซามา บิน ลาเดน ผู้มีชื่อเสียงอื้อฉาวเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ในฐานะผู้ก่อตั้ง อัล เคด้า และผู้ประกาศโองการ ต่อต้านสหรัฐอเมริกา “ผู้รุกราน” ตามความเชื่อในศาสนาที่ถูกตีความจนสุดโต่งของตน
คนทั่วไปกลับรู้จัก โมฮัมเหม็ด น้อยมาก แม้ในเรื่องที่เกี่ยวกับข้อเท็จพื้นฐาน อย่างเช่น วันเดือนปีเกิดของเจ้าตัว ซึ่งปรากฏอยู่ถึง 3 เวอร์ชันด้วยกัน
ประวัติความเป็นมาของ โมฮัมเหม็ด มีเพียงคร่าวๆ เป็นแค่เค้าโครง บ่อยครั้งที่ข้อเท็จจริงในนั้นขัดกันเองจนน่ากังขา
ก่อนหน้าที่จะถูกจับกุมตัวได้ในราวต้นปี 2003 โมฮัมเหม็ด ทำตัวเร่ร่อนไปทั่วราวกับนักโทษหนีคดี กลบเกลื่อนร่องรอยของตนไปพลาง ก่อเหตุไปพลาง ตลอดเวลา
โดยทั่้วไปแล้ว เรามักคำนึงถึงคนอย่าง คาหลิด เชค โมฮัมเหม็ด ไปในรูปแบบของ นักคิด จอมวางแผน ที่ซ่อนตัวอยู่หลังฉากที่ไม่เพียงชาญฉลาดอย่างยิ่ง ยังเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม กลยุทธแพรวพราว เคร่งครัดต่ออุดมการณ์สูงยิ่ง
แต่เอาเข้าจริง คนที่รู้จักมักคุ้นกับ โมฮัมเหม็ด กลับยืนยันว่า เขาเป็นคนปกติ เหมือนสามัญชนทั่วไปอย่างยิ่ง ฉลาด มีไหวพริบปฏิภาณในบางครั้ง แล้วก็ไร้เดียงสาไม่รู้ความในบางเรื่อง
แรงจูงใจของ โมฮัมเหม็ด ไม่ได้เป็นการผลักดันจากอุดมการณ์เพียงถ่ายเดียว แต่ยังถูกขับเคลื่อนด้วยสภาพโดยส่วนตัวอีกด้วย
ยอสซี ฟาวดา ผู้สื่อข่าวของอัลจาซีรา ระบุว่า ภาษาอาหรับที่ โมฮัมเหม็ด ใช้อยู่นั้น หยาบมาก เป็นภาษาพูด ภาษาปาก ของคนในระดับล่างเป็นหลัก
ที่สำคัญก็คือ ความรู้เกี่ยวกับตำรับตำรา หรือคัมภีร์ทางศาสนาอิสลามของ โมฮัมเหม็ด ต่ำจนแทบเรียกได้ว่าไม่มีเลยก็ว่าได้
ผู้สื่อข่าวที่เคยเข้าร่วมอยู่ในการไต่สวนในศาลทหารบางคนตั้งข้อสังเกตุว่า โมฮัมเหม็ด มีลักษณะกระเดียดไปทางเป็นอาชญากรนักฆ่าทั่้วไปมากกว่าจะเป็นผู้ก่อการร้ายที่ยึดกุมอุดมการณ์
กระนั้นข้อเท็จจริงสำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่งก็คือ ผู้ที่เป็นหัวใจของเหตุการณ์ 9/11 ที่แท้จริง ไม่ใช่ โอซามา บิน ลาเดน แต่เป็น คาหลิด เชค โมฮัมเหม็ด
ความคิดในการโจมตีสหรัฐอเมริกา เป็นของเขา เป้าหมายก็เป็นเขาเลือก โมฮัมเหม็ด ยังเป็นคนกะเกณฑ์คนที่เหมาะสมในบรรดาสมาชิกของอัล เคด้า มาเป็นผู้ลงมือปฏิบัติการครั้งยิ่งใหญ่นี้ทั้ง 12 คน แล้ว ฝึก กำหนดวิธีการ และบัญชาการคนเหล่านั้นด้วยตัวเองอีกด้วย
บิน ลาเดน เป็นเพียงแค่ ผู้ให้เงินทุนและคน สำหรับปฏิบัติการครั้งนี้เท่านั้น

******

โมฮัมเหม็ด เกิดในครอบครัวของชาวปากีสถาน ซึ่งอพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งในคูเวตในราวทศวรรษ 1950 เมื่อครั้งที่ธุรกิจน้ำมันในคูเวตเริ่มบูมใหม่ๆ
ครอบครัวของ โมฮัมเหม็ด เป็นคนชาติพันธุ์บาลูจิ ที่สืบเชื้อสายมาจากบาลูจิสถานอาณาจักรอิสลามยุคโบราณ ที่ถูกยึดถือเป็นพลเมืองชั้นสองในคูเวต
เขาเกิดที่เขตบาดาวิยา ในคูเวตซิตี ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ ขณะเรียนอยู่ในระดับไฮสกูล อายุราว 16 ปี โมฮัมเหม็ดเคย “เข้าค่าย” พิเศษศึกษาอุดมการณ์ ต่อต้านตะวันตก, ต่อต้านยิว ตามแนวคิดของ ซัยยิด กุฏบ์ นักปรัชญาอิสลามของอียิปต์ ที่เป็นหัวหน้าฝ่ายวิชาการของ “อิควานนุมุสลีมูน” หรือ“ภราดรภาพมุสลิม”
โมฮัมเหม็ด เคย “ก่อการ” ขึ้นในโรงเรียน ร่วมกับ “อับดุล บาซิท อับดุล คาริม” ผู้มีศักดิ์เป็นหลาน ฉีกธงชาติคูเวต เป็นการประท้วง
โมฮัมเหม็ด ได้รับแรงบันดาลใจในการโจมตีสหรัฐอเมริกาด้วยเครื่องบินจาก อับดุล บาซิท นี่เอง
ครอบครัวรวบรวมเงิน ส่งเสีย โมฮัมหมัด ไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา จนสำเร็จปริญญาตรีด้าน “วิศวกรรมเครื่องกล” จากมหาวิทยาลัย เอแอนด์ทีสเตท ในรัฐนอร์ธแคโรไลนา เมื่อปี 1986
กลับจากสหรัฐอเมริกา โมฮัมเหม็ด ฝังใจว่ามุสลิม ถูกดูถูก หยามหมิ่นมากมายเพียงใด
เขายอมรับว่า รู้เห็นความร่วมมือระหว่าง บาซิท กับ อับดุล ฮาคิม มูรัด มุสลิมบาลูจิที่กำลังเรียนการบินอยู่ในสหรัฐอเมริกา และเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ด้วยกันในคูเวต ทั้งคู่ร่วมกันวางแผนและกำหนดเป้าหมายการโจมตีอาคารเวิร์ลด์เทรดเซนเตอร์ เมื่อปี 1993 อยู่ตลอดเวลา
บาซิท ใช้ชื่้อ “รามซี อาเหม็ด ยูเซฟ” เดินทางเข้าไปลอบวางระเบิดอาคารเวิร์ลด์เทรดเซนเตอร์ในสหรัฐอเมริกาและหลบหนีกลับออกมาได้อย่างง่าย
ทั้งตอนที่เดินทางเข้าสหรัฐและตอนที่หลบหนีกลับออกมา บาซิท ใช้บริการชั้นธุรกิจของสายการบินพาณิชย์ทั่วไปเท่านั้น
อะไรมันจะง่ายขนาดนั้น? คือความคิดของ โมฮัมเหม็ด ในเวลานั้น
(มีต่อสัปดาห์หน้า)

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘มูลนิธิมาดามแป้ง’ จับมือ ‘เมืองไทยประกันภัย’ ลุยช่วยคนคลองเตย หนุนศูนย์ดูแลผู้ติดเชื้อ
บทความถัดไปโต๊ะเล็กไทยประเดิมพ่ายโปรตุเกส 1-4 ศึกฟุตซอลโลก