คอลัมน์โกลบอลโฟกัส : โอไมครอน: ยิ่งรู้จักยิ่งน่าวิตก

(Covid-19 genomics UK consortium)

โอไมครอน : ยิ่งรู้จักยิ่งน่าวิตก

เมื่อ 26 พฤศจิกายน องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ประกาศให้ โอไมครอน เป็นเชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์ตัวที่ 5 ที่ถือเป็น “แวเรียนท์ ออฟ คอนเซิร์น” หรือเป็นเชื้อกลายพันธุ์ที่น่าวิตก

เนื่องจากเชื้อกลายพันธุ์ตัวนี้ มีการกลายพันธุ์ในตัวมันเองมากถึง 50 ตำแหน่ง มากกว่าเชื้อกลายพันธุ์อันตรายทุกตัวที่ผ่านมา

ไม่ถึงเดือนให้หลัง โอไมครอน แพร่ระบาดออกไปแล้วมากถึง 95 ประเทศ พบผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นเชื้อโอไมครอน เกือบ 5 หมื่นคน

โอไมครอน ใช้เวลาเพียงสัปดาห์เดียว เริ่มจากไม่มีอะไรเลยในสหรัฐอเมริกา มากลายเป็นเชื้อที่แพร่ระบาดคิดเป็น 3 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งหมดในประเทศ

Advertisement

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐอย่าง นิวยอร์ก และนิวเจอร์ซีย์ ที่สัปดาห์เดียวจำนวนผู้ติดเชื้อโอไมครอนก็พุ่งขึ้นเป็น 13 เปอร์เซ็นต์ของยอดติดเชื้อโควิดทั้งหมดของรัฐ

ในอังกฤษประเทศที่มียอดติดเชื้อโอไมครอนสูงที่สุดในโลกในเวลานี้หลังจากเชื้อกลายพันธุ์วีโอซีตัวที่ 5 เริ่มปักหลักแพร่ระบาดภายในประเทศได้แล้วก็ใช้เวลาเพียงไม่นานทำให้ยอดติดเชื้อโควิดรวมทุกสายพันธุ์พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดเป็นต้นมา

ยอดติดเชื้อโอไมครอน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 24,968 ราย ณ วันที่ 19 ธันวาคม เฉพาะในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น มีผู้ติดโอไมครอนเพิ่มขึ้นมากถึง 10,059 คน!

โลกเคยคาดหวังไว้ในทางที่ดีว่า จนกว่าจะมีรายงานผลการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน ทุกคนไม่ควร “ตื่นกลัว” กับโอไมครอนมากมายนัก

แต่ดูเหมือนยิ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเชื้อร้ายนี้เผยแพร่ออกมาเรื่อยๆ ความน่ากลัว ชวนวิตกของโอไมครอนก็ยิ่งทวีมากขึ้นตามลำดับ

เมื่อ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ถึงกับยืนยันอย่างเป็นทางการว่า

เป็นไปได้ที่ โอไมครอน จะแพร่ออกไปอยู่ในทุกประเทศทั่วโลกแล้วในเวลานี้ แม้ว่าในหลายประเทศยังตรวจไม่พบผู้ติดเชื้อนี้ก็ตาม

 

ข้อเท็จจริงที่ถือเป็น “ข่าวร้าย” ประการแรกที่ได้รับการยืนยันเกี่ยวกับโอไมครอนก็คือ โอไมครอนเป็นเชื้อที่สามารถแพร่ระบาดได้เร็วมาก เร็วที่สุดเท่าที่เคยพบเห็นกันมานับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดที่อู่ฮั่นของจีน

ข้อสรุปที่ชัดเจนจากคณะนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับความสามารถในการแพร่ระบาดของโอไมครอนก็คือ ยอดติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในทุกๆ 1.5 วันถึง 3 วัน

นาตาลี ดีน นักชีวะวิทยาเชิงสถิติจากมหาวิทยาลัย เอมอรี ยังชี้ให้เห็นขีดความสามารถสำคัญของโอไมครอน ที่ยังไม่มีใครพูดถึงกันนักอีกประการหนึ่งก็คือ ความสามารถในการสร้างเหตุการณ์ที่เป็น “ซุปเปอร์สเปรดเดอร์”

“ความสามารถในการสร้าง ‘ซุปเปอร์สเปรดเดอร์ อีเวนท์’ ของโอไมครอนนั้น ถือได้ว่าพิเศษเหนือธรรมดาจริงๆ” ดีนระบุ

เหตุการณ์ที่ทำให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสามารถในการสร้างการแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ หรือ ซุปเปอร์สเปรดเดอร์ อีเวนท์ ของโอไมครอน ก็คือ “คริสต์มาส ปาร์ตี้” ที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งในประเทศนอร์เวย์ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ปาร์ตี้ฉลองเทศกาลหยุดยาวของคริสต์ศาสนิกชนดังกล่าว มีผู้เข้าร่วมอยู่ในงาน 111 คน ลงเอยด้วยการที่ 80 คนในจำนวนนี้ติดเชื้อโอไมครอน

ไม่เพียงเท่านั้น คนอื่นๆ ที่เข้าไปดื่มกินในภัตตาคารเดียวกัน แต่ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวใดๆ กับปาร์ตี้ที่ว่านั้นเลย ติดเชื้อโอไมครอนไปอีกกว่า 60 คน!

รูปแบบเดียวกันนี้นอกจากพบในนอร์เวย์แล้วยังพบในอังกฤษ ซึ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว
เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ โอไมครอน สามารถแพร่ระบาดได้โดยง่ายและรวดเร็วเช่นนั้น นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า เป็นเพราะ เชื้อโอไมครอน เจริญเติบโต แพร่ขยายได้ดีในบริเวณเยื่อบุช่องทางเดินหายใจตอนบน ทั้งในปาก โพรงจมูก และ ลำคอ

ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยฮ่องกง นำโดย นายแพทย์ ไมเคิล ชาน จื่อ-เว่ย เผยแพร่ผลวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า โอไมครอน สามารถแบ่งตัวขยายพันธุ์ในบริเวณดังกล่าวได้เร็วกว่าเชื้อเดลต้าถึง 70 เท่า

ยิ่งมีเชื้ออยู่มากเท่าใด การแพร่ผ่านการพูดคุย ดื่มกิน สัมผัส หรือแม้แต่อยู่ร่วมในสถานที่ปิดเดียวกัน ก็ยิ่งง่ายและเร็วมากขึ้นเท่านั้น

ข้อมูลของ ศูนย์เพื่อการป้องกันและควบคุมโรค (ซีดีซี) ของสหรัฐอเมริกา สรุปคล้ายคลึงกับขององค์การอนามัยโลก กล่าวคือ จำนวนผู้ติดเชื้อโอไมครอน สามารถเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าได้ภายในระยะเวลาราว 2 วัน ซึ่งเร็วกว่ามากเมื่อเทียบกับการแพร่ของเชื้อเดลต้า ที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าได้ในทุกๆ 2 สัปดาห์

นักวิชาการด้านระบาดวิทยา รวมทั้ง นาตาลี ดีน เตือนบรรดาประเทศที่ยังไม่เผชิญกับการแพร่ระบาดของโอไมครอน รวมทั้งสหรัฐอเมริกาไว้ว่า ควรใช้เวลาที่มีเตรียมการให้พร้อมสรรพเพื่อรับมือ

“ตอนนี้เรากำลังอยู่ในสภาพเหมือนกับสภาวะสงบสงัดก่อนที่พายุใหญ่จะมาถึง ยังไงยังงั้น” ดีนบอก

ซีดีซี ประเมินว่า มกราคมที่จะถึงนี้คือช่วงเวลาระบาดสูงสุดของโอไมครอนในสหรัฐอเมริกา

 

ข้อมูลที่เป็น “ข่าวร้าย” ประการที่ 2 ของโอไมครอน ก็คือ ความสามารถในการหลีกเลี่ยงภูมิคุ้มกัน หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “ดื้อวัคซีน” ของเชื้อร้ายตัวนี้

ในกรณีของคริสต์มาสปาร์ตี้ ที่นอร์เวย์ ซึ่งยกตัวอย่างไว้ข้างต้น คนส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมในงานปาร์ตี้แล้วติดเชื้อโอไมครอนนั้น ล้วนแต่ได้รับวัคซีนครบถ้วนแล้วทั้งสิ้น

ดร.แอนโทนี ฟาวซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อชาวอเมริกันสรุปความไว้ชัดเจนว่า วัคซีน ที่ใช้กันกว้างขวางอย่าง วัคซีนของไฟเซอร์/ไบออนเทค ที่เคยป้องกันการติดเชื้อโควิดสายพันธุ์อื่นๆ ได้ราว 70 เปอร์เซ็นต์นั้น ประสิทธิภาพในการป้องกัน โอไมครอน ลดลงเหลือเพียงแค่ราว 30 เปอร์เซ็นต์

งานวิจัยในอังกฤษแสดงให้เห็นว่า วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า ไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโอไมครอน เลย!

ยิ่งไปกว่านั้น แอนติบอดี ที่ร่างกายเคยสร้างขึ้นจากการติดเชื้อโควิด ก็มีประสิทธิภาพในการป้องกันโอไมครอนลดลง 20-40 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับการป้องกันเชื้อกลายพันธุ์อื่นๆ

ระดับที่ไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ที่ว่านั้น ในทางปฏิบัติก็คือ ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้นั่นเอง

ข่าวดีที่เกี่ยวกับวัคซีนและโอไมครอน ก็คือ แม้วัคซีนจะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ แต่ยังคงมีอีกบางส่วนของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่วัคซีนกระตุ้นให้เกิดขึ้น

ยังคงสามารถป้องกันไม่ให้เกิดอาการป่วยหนักถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาลและเสียชีวิตได้!

นอกจากนั้น การฉีดบูสเตอร์หรือฉีดเข็มที่ 3 จะช่วยฟื้นภูมิคุ้มกันในร่างกายให้กลับมาป้องกันโอไมครอนได้ระดับหนึ่ง

ระหว่าง 70-75 เปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับว่า ในตอนเริ่มต้นเราฉีดวัคซีนอะไรใน 2 เข็มแรก นั่นเอง

 

คำตอบอย่างหนึ่งซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน ก็คือ โอไมครอนก่อให้เกิดอาการป่วยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จริงหรือไม่?

งานวิจัยของเดนมาร์ก ศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ติดเชื้อโอไมครอน 785 คน พบว่า มีเพียง 9 รายเท่านั้นที่อาการหนักถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาล และมีรายเดียวเท่านั้นที่ถึงกับต้องใช้ห้องไอซียู

ปัญหาก็คือ 3 ใน 4 ของกลุ่มตัวอย่าง ผ่านการฉีดวัคซีนมาครบแล้ว ส่วนหนึ่งถึงกับเคยได้รับเข็มกระตุ้นมาแล้วอีกด้วย

ความสามารถในการแพร่ให้กับคนที่ผ่านการฉีดวัคซีนแล้ว และ ทำให้คนที่เคยติดเชื้อกลับมาติดเชื้อซ้ำได้อีก รวมทั้งการแพร่ระบาดไปทั่วในทุกกลุ่มอายุ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ประเมินความสามารถในการก่อโรคของโอไมครอนว่ารุนแรงแค่ไหนได้ยากลำบากมาก

วิลเลียม ฮาเนจ กับ โรบี ภัตตจริยา 2 นักวิจัยของโรงพยาบาล แมสซาชูเสตต์ เจเนอรัล ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ทั้ง 2 กรณีดังกล่าว ทำให้เราประเมินความรุนแรงของโอไมครอนผิดไป

คนรุ่นเยาว์ วัยหนุ่มสาว มีแนวโน้มแสดงอาการป่วยเพียงเล็กน้อย ไม่ว่าจะติดเชื้อกลายพันธุ์ตัวไหนก็ตามที
เช่นเดียวกัน ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการฉีดวัคซีนหรือที่เคยติดเชื้อมาก่อนหน้า ก็ทำให้อาการป่วยไม่หนักหนาอย่างที่ควรจะเป็น

ที่สำคัญก็คือ นักวิจัยทั้ง 2 ชี้ว่า ภาวะป่วยหนักถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาล หรือเสียชีวิตนั้น มักเกิดขึ้นทีหลัง ล่าช้ากว่า ตอนแรกที่ตรวจพบเชื้อมาก กล่าวคือ ราว 2-3 สัปดาห์หลังจากพบเชื้อ

ทำให้สถิติป่วยหนักหรือตาย ต้องอยู่ในระดับต่ำอย่างน้อยในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกๆ

อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายเล็งเห็นตรงกันว่า การแพร่ระบาดเร็วของโอไมครอน ทำให้มีโอกาสที่เชื้อกลายพันธุ์ตัวนี้จะก่อให้เกิดปัญหากับระบบสาธารณสุขได้มากเท่า หรือมากกว่า เชื้อเดลต้าด้วยซ้ำไป

ถึงแม้อัตราส่วนของการป่วยหนักหรือเสียชีวิตจะต่ำมาก แต่ 2-3 เปอร์เซ็นต์ของ 10 ล้านคนก็ย่อมมหาศาลนักหนาไม่ใช่หรือ?

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image