ภารกิจนำร่องด้านมนุษยธรรม ไทยช่วยเมียนมา จุดเริ่มต้นของความหวังอันยาวไกล

ภารกิจนำร่องด้านมนุษยธรรม ไทยช่วยเมียนมา จุดเริ่มต้นของความหวังอันยาวไกล

สัปดาห์ที่ผ่านมา ภารกิจในการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสำหรับประชาชนเมียนมาโดยสภากาชาดไทยผ่านสภากาชาดเมียนมาชุดแรกจำนวน จำนวน 4,000 ชุดสำหรับประชาชนราว 20,000 คน ที่เป็นโครงการนำร่องแรกภายใต้ความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทย-เมียนมา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการเมื่อต้นปีนี้ ได้ไปถึงมือชาวบ้านในหมู่บ้านนาบู หมู่บ้านไป้โจ่ง และหมู่บ้านตามันยะ พื้นที่นำร่องในรัฐกะเหรี่ยงอย่างปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แน่นอนว่าโครงการริเริ่มดังกล่าวของรัฐบาลไทยภายใต้ข้อริเริ่มของนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมเพราะทำขึ้นโดยเจตนาที่ดี แม้ว่าจะมีผู้ออกมาตั้งข้อสังเกตมากมายในหลายประเด็น แต่ในความเป็นจริงก็เป็นดังที่เคยเป็นเสมอมาว่า การเป็นเพียงผู้พูดหรือวิพากษ์วิจารณ์นั้นง่ายกว่าการเป็นผู้ลงมือปฏิบัติมากนัก

Advertisement

กว่าจะมาถึงวันที่โครงการนำร่องนี้ประสบความสำเร็จได้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ต้องทำงานอย่างหนัก มีการประสานงานกันในหลากหลายช่องทางและหลากหลายมิติ แม้แต่ในวันที่ 25 มีนาคม ที่ปรากฎภาพขบวนรถขนส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากฝั่งไทยข้ามสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 ตรงไปยังพื้นที่นำร่องทั้ง 3 หมู่บ้านในรัฐกะเหรี่ยง ก็ยังต้องลุ้นกันว่าความช่วยเหลือเหล่านี้จะสามารถไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย กระทั่งสามารถแจกจ่ายความช่วยเหลือให้กับชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์วุ่นวายทางการเมืองในเมียนมามานานหลายปีได้ในที่สุด

นอกจากนี้ยังมีการวางระบบในการตรวจสอบว่าความช่วยเหลือเหล่านั้นได้ไปถึงมือกลุ่มเป้าหมายโดยแท้จริงหรือไม่ ทั้งจากการดำเนินการของศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการจัดการภัยพิบัติ (AHA Centre) ร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ ย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ก็คอยตรวจสอบร่วมกันด้วยอีกทางหนึ่ง ทั้งหมดนี้เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งของจะไปถึงมือกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง

การดำเนินการของไทยในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นที่จับตามองจากทั้งในและนอกประเทศเอง เพราะเป็นภารกิจการส่งมอบความช่วยเหลือข้ามพรมแดนไทย-เมียนมาครั้งแรก และยังเป็นจุดเริ่มต้นของความหวังว่าจะมีการดำเนินการส่งมอบความช่วยเหลือให้กับชาวเมียนมาหรือกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมาที่เดือดร้อนในพื้นที่อื่นๆ ตามมา ซึ่งก็เป็นความตั้งใจของไทยที่จะดำเนินการเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน ดังนั้นรูปแบบของการให้ความช่วยเหลือก็อาจจะแตกต่างกันออกไปเช่นกัน และที่สำคัญคือจำเป็นต้องใช้เวลากว่าที่ภารกิจเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้อีกครั้ง

Advertisement

ก่อนหน้าปฏิบัติการดังกล่าวจะเกิดขึ้น นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปหารือกับเลขาธิการอาเซียนและผู้บริหารของ AHA Centre ที่อินโดนีเซีย และหลังเสร็จภารกิจก็ได้พูดคุยกับ นายอาลุนแก้ว กิดติคุณ ผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียนเรื่องเมียนมา และยังพบกับผู้แทนพิเศษของสหภาพยุโรปสำหรับเมียนมา รวมถึงจัดบรรยายสรุปให้กับคณะทูตานุทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยได้รับทราบและตอบข้อซักถามของผู้ที่มีข้อสงสัยไปพร้อมๆ กัน

ไม่ว่าที่สุดแล้วภารกิจช่วยเหลือเมียนมาด้านมนุษยธรรมของไทยจะนำพาไปสู่การเจรจาเพื่อสันติภาพในเมียนมาได้หรือไม่ แต่การ “ลงมือทำ” ของไทยก็ยังถือว่ามีประโยชน์กว่าการพูดแต่ไม่ได้ทำมากมายนัก

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

หมายเหตุ – มติชนรวบรวมคำให้สัมภาษณ์ของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หลังเสร็จสิ้นการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมชุดแรกให้กับเมียนมาในหลายวาระมาไว้ ณ ที่นี้

ความช่วยเหลือครั้งนี้เป็นการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมอย่างแท้จริง ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งภายในประเทศเมียนมา ทุกคนต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเมียนมาเป็นที่ตั้ง มันไม่ได้เป็นเรื่องของการเมือง ไม่เป็นเรื่องของความขัดแย้งในเมียนมา เราพยายามมีบทบาทที่แข็งขันเพราะเราเป็นเพื่อนบ้าน ได้รับผลกระทบมากที่สุด และเราต้องการขับเคลื่อนการดำเนินการของอาเซียนภายใต้ฉันทามติ 5 ข้อ

ประเด็นสำคัญคือการช่วยเหลือครั้งนี้ เป็นการแสดงความหวังดีของไทยต่อเมียนมา ต่อประชาชนชาวเมียนมาที่เดือดร้อนทุกคน ไม่มีการเลือกปฏิบัติ สิ่งที่เราปรารถนาที่อยากจะเห็นคือเมียนมาที่สันติ มีเสถียรภาพ และมีเอกภาพ ปัญหาภายในเป็นปัญหาที่กลุ่มต่างๆ ในเมียนมาต้องแก้ไขกันเอง แต่ไทยพร้อมให้การสนับสนุน อยากจะขอให้ทุกฝ่ายพยายามก้าวข้ามความขัดแย้งในปัจจุบันและหาหนทางลดความรุนแรงและหาทางกลับไปสู่กระบวนการหารือเพื่อความปรองดอง และเพื่อประโยชน์สุขของชาวเมียนมา

๐เป็นไปได้หรือไม่ที่ไทยเป็นสื่อกลางให้เกิดกระบวนการสันติภาพในเมียนมา

ไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้าน และเราก็มีความหวังดี เราอยากให้เขามีสันติภาพ เสถียรภาพ มีเอกภาพ แต่ในที่สุดแล้วเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของความพร้อมของกลุ่มต่างๆ ในเมียนมาด้วย เราจะไปบังคับให้เขามาสู่โต๊ะเจรจาไม่ได้

คิดว่าการให้ความช่วยเหลือครั้งนี้น่าจะเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้น มันเป็นโอกาสที่ดีที่ทุกฝ่ายหันหน้ามาคุยกันโดยเอาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นที่ตั้ง ดังนั้นถามว่าจะนำไปสู่กระบวนการเจรจาหรือไม่ ผมหวังว่า และหวังว่าทุกฝ่ายจะก้าวข้ามความขัดแย้งในปัจจุบัน และร่วมกันสร้างอนาคตใหม่ให้กับเมียนมา

๐จะมีพื้นที่อื่นตามแนวชายแดนต่อไปหรือไม่

พวกเรารับฟังความเห็นทุกฝ่าย แต่มันต้องมีจุดเริ่มต้น ซึ่งก็คือครั้งนี้ สิ่งที่อยากจะเน้นคือนี่คือครั้งแรกที่มีการให้ความช่วยเหลือข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายได้เคยเรียกร้องกันมา ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เราพร้อมจะทำงานร่วมกับทุกกลุ่มและทุกภาคส่วนที่ต้องการเน้นในเรื่องของความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

ประเทศไทยไม่ได้ทำเพียงลำพัง เราประสานกับอาเซียนและประสานกับประเทศต่างๆ ทั้งประเทศเพื่อนบ้านและประเทศที่หวังดี ก็หวังว่ามันจะเป็นจุดเริ่มต้น ทั้งในเรื่องของมนุษยธรรมและหวังว่าจะเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดี ถ้าเราช่วยกันเรียกร้องทุกฝ่ายควรหันมาลดความขัดแย้ง บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และความขัดแย้งมันควรไปแก้ไขที่โต๊ะเจรจา ไม่ควรแก้ไขในสนามรบ

๐ไทยพร้อมในการเป็นผู้ประสานงานในการเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อสันติภาพ (Peace Broker)

จะทำหน้านี้ไกล่เกลี่ยเขาก็ต้องพร้อมให้เราทำด้วย และไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศไทยก็ได้ ทุกประเทศที่มีบทบาทก็ช่วยได้ เส้นทางมันไม่ได้ผ่านประเทศไทยอย่างเดียว มันมีเส้นทางอื่น หากทุกคนทำงานเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน อาเซียน ประเทศเพื่อนบ้านก็ช่วยกันได้ ประเทศไทย แน่นอนว่าเราพร้อมแต่เราก็อยากจะให้คนอื่นเข้ามาช่วยสนับสนุนเราด้วย และที่สำคัญที่สุดคือเราพร้อมที่จะสนับสนุนอาเซียน และลาวในฐานะประธานอาเซียน

๐ก่อนหน้านี้ที่ได้พบกับเลขาธิการอาเซียน การหารือเป็นอย่างไร

สิ่งที่สำคัญคือเราทำอะไรอย่าให้คนเซอร์ไพรซ์ เราให้เขารับรู้ว่าเราจะทำอะไร อย่างไร และเรามีเจตนาอย่างไร รัฐบาลชุดนี้ทำงานแบบประสานงานและหารือกับทุกฝ่าย ซึ่งบางครั้งก็ไม่ง่ายที่จะคุยกับทุกฝ่ายแต่เราก็ทำ

ที่สังเกตคือตอนหลังคือหลายประเทศเขาก็ขอคุยกับไทยเรื่องเมียนมา ซึ่งแสดงว่าเรามาถูกทิศทาง และแสดงว่าเขาคิดว่าเรามีบทบาทที่สร้างสรรค์ สิ่งที่เราเสนอมันก็สามารถขยายผลต่อไป แต่จะบอกว่ามันจะไปสู่เจรจาหรือไม่ก็ยังไม่รู้ แต่เราก็ต้องช่วยกันเรียกร้องทุกฝ่าย เราก็อยากให้เมียนมากลับสู่ประชาธิปไตย และมันก็ไม่ง่าย อย่างไรก็ตามอยากจะให้มีการเริ่มพูดคุยกันจากที่ว่าเราจะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างไร โดยไม่เอาเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้อง

แถลงข่าวหลังการบรรยายสรุปเรื่องการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรมให้เมียนมากับคณะทูตานุทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย ตัวแทนสถานทูตสนับสนุน ชื่นชมสิ่งที่ไทยได้ทำไป และอยากจะทราบว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ที่บอกไปคือนี่เป็นครั้งแรก และไม่น่าจะเป็นครั้งเดียว

กระทรวงการต่างประเทศและท่านรองนายกรัฐมนครีและรัฐมนตรีต่างประเทศปานปรีย์ เรามุ่งมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือประชาชน สิ่งที่เราเรียกร้องคืออยากให้ทุกฝ่ายหันหน้ามาคุยกัน หาทางที่จะปรองดองกัน นั่นคือหนทางสู่สันติภาพ แต่ในเมื่อทุกฝ่ายยังไม่พร้อมที่จะคุยกัน สิ่งที่เราควรจะทำ ไม่ว่าไทย อาเซียน ประเทศเพื่อนบ้าน และประชาคมโลกคือดูแลประชาชนเมียนมา

ที่สำคัญเมื่อเราพูดถึงฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน จนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครทำกัน ทุกคนก็ให้การสนับสนุน ครั้งนี้ก็เป็นการเริ่มต้นการนำไปสู่การปฏิบัติในอะไรที่มันปฏิบัติได้ แต่แน่นอนว่ารัฐบาลไทยหวังฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน

ผมได้หารือกับท่านอาลุนแก้ว กิดติคุณ ผู้แทนพิเศษเรื่องเมียนมาของอาเซียน ท่านก็สนับสนุนยินดีกับข้อริเริ่มของไทย และยินดีที่เราสามารถปฏิบัติได้ด้วยความสำเร็จ และหารือกันว่าเราจะดำเนินการอะไรกันต่อไป เพราะสิ่งที่ไทยทำนอกจากจะสนับสนุนอาเซียนแล้ว เราก็พร้อมที่จะสนับสนุนลาว ในฐานะประธานอาเซียน และการทำหน้าที่ของผู้แทนพิเศษของอาเซียนด้วย

๐คณะทูตมีคำถามและข้อห่วงใยอะไรหรือไม่

อินเดียเห็นด้วยที่ไทยได้ทำไป และคิดว่าสถานการณ์เมียนมาเป็นเรื่องที่ประเทศเพื่อนบ้านต้องข่วยกัน ประสานการทำงานกันมากขึ้น เคยคุยเจ้าหน้าที่อาวุโสของอินเดีย เขาก็มีความห่วงใย และมีความคิดเห็นหลายอย่างที่ตรงกัน

ในส่วนของญี่ปุ่น เขาอยากทราบว่ารัฐบาลทหารมีท่าทีอย่างไร ผมก็พูดตรงๆ ว่าเรานี้ต้องให้เครดิตกับรัฐบาลทหารเขาด้วย เพราะมันจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราไม่คุยกับรัฐบาลทหาร และเขาก็ใจกว้างพอที่จะให้เราส่งความช่วยเหลือไปให้กับทุกคนทุกกลุ่มในเขตนั้น

หลายประเทศอยากรู้ว่าจะทำอะไรต่อ ประการแรกคือนี่ไม่ใช่ครั้งเดียวจบ เราก็ต้องดูว่าจะขยายผลได้อย่างไร ต้องขอความร่วมมือฝ่ายต่างๆ เราก็อยากจะทำงานกับคนที่ทำงานในพื้นที่ด้วย วัตถุประสงค์คือเอาเรื่องมนุษยธรรมเป็นหลัก และให้ถึงมือทุกคน ตรงไหนที่มีความต้องการ ก็จะดูต่อไปว่าตรงไหนที่จะมีการขยายผล

สองในแง่ทางการทูต เราก็ต้องดูว่าตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการหารือ เอาเฉพาะเรื่องความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมได้ไหม แต่แน่นอนว่าทุกฝ่ายต้องช่วยกันบอกกับกลุ่มต่างๆ ในเมียนมาว่าเราอาจมาคุยเรื่องนี้ก่อนได้ไหม ไทยก็พร้อม ถ้าเขาต้องการสถานที่จัดประชุมหรือผู้อำนวยความสะดวกอะไรก็แล้วแต่ จริงๆ ก็คงยังไม่สามารถคิดไปไกลขนาดนั้น เพราะเราต้องดูก่อนว่าท่าทีของฝ่ายต่างๆ เป็นอย่างไร

๐จะมีโอกาสที่อาเซียนจะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ ส่งสิ่งของมาร่วมด้วยไหม

ถ้าจะยกระดับก็ต้องได้รับความสนับสนุนจากฝ่ายต่างๆ แต่แน่นอนว่าจะทำที่ไหน ทำในรูปแบบไหน ก็ต้องคุยกัน แต่หวังว่าสิ่งที่ไทยทำก็จะเป็นการจุดประกายให้คนอื่นเห็นความสำคัญและมาร่วมมือกับเรา

๐การส่งมอบความช่วยเหลือชุดที่สองจะเกิดขึ้นเร็วที่สุดเมื่อไหร่

เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ การส่งความช่วยเหลือมันมีหลายรูปแบบ ต่อไปอาจเป็นเรื่องสาธารณสุขก็ได้ อะไรที่มันจำเป็น อะไรที่ตอบความต้องการของประชาชน อะไรที่เราสามารถร่วมมือกันได้

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image