กฐินพระราชทานรัชกาลที่ 10 กระชับสัมพันธ์ไทย-เนปาล

การทูตเชิงวัฒนธรรม เป็นหนึ่งในเสาหลักในทางการทูตที่จะเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับชาติต่างๆ และกระทรวงการต่างประเทศ หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ให้ความสำคัญกับการทูตเชิงวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดำเนินโครงการเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวาย ณ วัดพุทธศาสนาในต่างประเทศ

นับตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 22 ปีแล้วที่กระทรวงการต่างประเทศอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวายในต่างประเทศ โดยใช้รากฐานทางวัฒนธรรมที่มีร่วมกันอย่าง “พุทธศาสนา” เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองชาติ และด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เรื่อยมาจนถึงรัชสมัยของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ยังผลให้โครงการยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 นี้มีการอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวายยังต่างประเทศแล้วถึง 10 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย มาเลเซีย กัมพูชา พม่า เนปาล ศรีลังกา สปป.ลาว จีน บังกลาเทศ และเวียดนาม

สำหรับการเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวายที่ประเทศเนปาลนั้นจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2551 โดยในปีนี้ซึ่งมีขึ้นเป็นครั้งที่ 10 จัดขึ้นที่ “วัดวิศวะสันติวิหาร” วัดพุทธเถรวาท ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2527 มีบทบาทในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ในประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดูอย่างแข็งขัน

ประเทศเนปาล รู้จักกันในหมู่คนไทยในฐานะประเทศท่องเที่ยว และยังเป็นที่ตั้งของสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ที่เมืองลุมพินี ซึ่งถือเป็นรากฐานความผูกพันระหว่างไทยและเนปาลมาอย่างยาวนาน

พิธีอัญเชิญผ้าพระกฐินที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา เป็นไปอย่างคึกคักและเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งศรัทธาในพระพุทธศาสนา แม้ประชากรชาวพุทธในประเทศเนปาลจะคิดเป็นสัดส่วนเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ชาวเนปาลก็ยังเดินทางฝ่าสายฝนมาร่วมพิธีที่วัดวิศวะสันติวิหารในช่วงเช้าจำนวนกว่า 200 คน อีกทั้งยังทำบุญร่วมบริจาคเงินตามกำลังศรัทธากันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคณะอัญเชิญผ้าพระกฐินนำโดย นายธานี ทองภักดี รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ประธานอัญเชิญผ้าพระกฐิน พร้อมด้วย นายภควัต ตันสกุล เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงกาฐมาณฑุ เดินทางมาถึงวัดก็ได้รับการต้อนรับจากคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวเนปาลอย่างอบอุ่น

บรรยากาศการอัญเชิญผ้าพระกฐินพร้อมด้วยเครื่องบริวารพระกฐินพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นเต็มไปด้วยแรงศรัทธาของชาวเนปาล โดยวัดวิศวะสันติวิหารมีพระสงฆ์ 9 รูปเป็นตัวแทนรับผ้าพระกฐิน โดยมี พระศรีโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล เป็นตัวแทนเจ้าอาวาสวัดวิศวะสันติวิหาร รวมถึง พระภิกษุโพธิญาณ รองเจ้าอาวาสวัดวิศวะสันติวิหาร รับผ้าพระกฐินและเครื่องบริวารในครั้งนี้ด้วย

หลังเสร็จสิ้นพิธีสรุปยอดเงินบริจาครวมทั้งสิ้นราว 620,000 บาท โดยแบ่งเป็นเงินพระราชทานบำรุงวัดจำนวน 20,000 บาท เงินโดยเสด็จพระราชกุศลของกระทรวงการต่างประเทศจำนวน 300,000 บาท และเงินจากพุทธศาสนิกชนเป็นเงิน 300,000 บาท สะท้อนแรงศรัทธาที่พุทธศาสนิกชนมีต่อพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า

พระศรีโพธิวิเทศระบุว่า กฐินพระราชทานที่กระทรวงการต่างประเทศนำมาทอดถวายนอกจากจะสร้างความสามัคคีในหมู่ชาวพุทธแล้ว ยังส่งผลให้ชาวไทยและชาวเนปาลได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

พระศรีโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล

“กฐินพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นสร้างความปลื้มใจให้กับชาวเนปาลมาก โดยตลอด 10 ปีที่ผ่านมาที่กระทรวงการต่างประเทศนำผ้าพระกฐินพระราชทานมาทอดถวายที่วัดพุทธในประเทศเนปาล ส่งผลให้เกิดความใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ ส่วนหนึ่งเห็นได้จากพระธรรมทูตจากประเทศไทยจะได้รับความเคารพและยอมรับจากชุมชนชาวพุทธในเนปาลมาก ขณะที่ชาวเนปาลเองก็เคารพและรู้จักราชวงศ์ไทยโดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นอย่างดี” พระศรีโพธิวิเทศระบุ

พร้อมเล่าต่อว่า “จากที่อาตมาสัมผัสด้วยตัวเองในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระประชวร ชาวเนปาลโทรศัพท์มาถามพระอาการของพระองค์ท่านวันหนึ่งเป็นร้อยๆ สาย แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่ชาวเนปาลมีต่อพระองค์ท่าน”

นายธานี ทองภักดี รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ประธานอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ ระบุถึงการจัดงานกฐินพระราชทานในครั้งนี้ว่า เป็นการทูตเชิงวัฒนธรรมที่ทำให้คนเนปาลมีความคุ้นเคยกับประเทศไทยมากขึ้นและจะนำไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจทั้งการท่องเที่ยวและการค้าในอนาคต

“การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมิตรประเทศมีหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจการค้า กิจกรรม

ครั้งนี้เป็นมิติของประชาชนที่พูดได้ว่าเป็นการทูตเชิงวัฒนธรรม ให้คนเนปาลมีความคุ้นเคยกับประเทศไทยและรู้จักประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งก็จะนำไปสู่การขยายลู่ทางด้านการท่องเที่ยว การนำเข้าสินค้า เป็นการส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจการค้าทางอ้อม โดยอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ระดับประชาชน” นายธานีระบุ และว่า เวลานี้มูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ 66 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกจากไทยไปยังเนปาล

ด้าน นายภควัต ตันสกุล เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงกาฐมาณฑุ ระบุว่า กิจกรรมกฐินพระราชทานที่เนปาลนั้นมีความหมายมากเนื่องจากไทยและเนปาลมีความสัมพันธ์กัน ปีนี้นับเป็นปีที่ 58 แล้ว ในช่วงที่เนปาลเกิดแผ่นดินไหว ชาวไทยก็ช่วยบริจาคเงินให้ความช่วยเหลือ ทำให้คนเนปาลรู้จักประเทศไทยและซาบซึ้งในน้ำใจคนไทยอย่างยิ่ง

นายภควัต ตันสกุล เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงกาฐมาณฑุ

นายภควัตระบุต่อว่า การจัดกิจกรรมกฐินพระราชทานนับเป็นการใช้ศาสนาพุทธเป็นจุดเชื่อมที่สำคัญระหว่างประชาชน ถึงแม้ว่าเนปาลส่วนใหญ่จะนับถือฮินดู มีราว 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่นับถือศาสนาพุทธ แต่ฮินดูเองก็มีความเชื่อมโยงกับศาสนาพุทธมาก อาจเรียกได้ว่าศาสนาประจำชาตินั้นเป็นฮินดู-พุทธก็ว่าได้

“ชาวเนปาลมีความภาคภูมิใจว่าประเทศเนปาลเป็นที่ประสูติของพระพุทธเจ้าที่ลุมพินี ฉะนั้นการนำผ้าพระกฐินมาทอดถวายจึงเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือ ขณะที่ชาวเนปาลก็ซาบซึ้งใจพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานกฐินมาในครั้งนี้ นับเป็นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน และเป็นจุดเชื่อมโยงที่แข็งแกร่ง” นายภควัตระบุ

นอกจากโครงการกฐินพระราชทานแล้ว นายภควัตระบุด้วยว่า สถานเอกอัครราชทูตยังมีโครงการผ่าตัดตาต้อกระจกให้กับชาวเนปาลที่ยากจน โดยจะร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดีที่จะนำคณะแพทย์เดินทางมาผ่าตัดให้กับชาวเนปาลทุกๆ ปี ปีละหลายร้อยคน นับเป็นการเปิดโลก มอบชีวิตใหม่ เป็นโครงการที่ทำมาตั้งแต่ปี 2554 และจะดำเนินไปทุกปีเพื่อสร้างสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ที่รวมไปถึงประชาชนยากจนที่ด้อยโอกาสด้วย

การจัดงานกฐินพระราชทานที่กรุงกาฐมาณฑุในครั้งนี้ผ่านไปได้ด้วยความสำเร็จเป็นอย่างดีตามวัตถุประสงค์ เหนือสิ่งอื่นใดกิจกรรมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดและความสัมพันธ์ที่ชาวเนปาลมีต่อชาวไทยผ่านความเชื่อมโยงทางศาสนา และเชื่อได้ว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นผ่านการทูตวัฒนธรรมที่จะดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่เพียงแต่เนปาลเท่านั้น แต่กับมิตรประเทศทั่วโลก

บทความก่อนหน้านี้ข้าราชการ 2 แผ่นดิน กิตติพันธ์ พานสุวรรณ ‘ชีวิตนี้คงไม่มีอะไร ที่จะสร้างความภูมิใจได้เท่านี้อีกแล้วž’
บทความถัดไปหนุ่มรัสเซีย ลื่นตกโขดหินน้ำตกเจ็บ กู้ภัยรุดช่วย แต่ไม่ยอม ต้องเจรจา