อดีตทูต เผยเบื้องลึก บทบาทสหรัฐยุคสงครามเย็น ที่เปลี่ยนแปลงประเทศไทย

อดีตทูต เผยเบื้องลึก บทบาทสหรัฐยุคสงครามเย็น ที่เปลี่ยนแปลงประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทูตนอกแถว The Alternative Ambassador ที่มีแอดมินเพจคืออดีตเอกอัคราชทูตรัศมิ์ ชาลีจันทร์ ที่โด่งดังขึ้นหลังเดินทางไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มคณะราษฎร เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้โพสต์ข้อความเล่าถึงบทบาทของสหรัฐอเมริกาในยุคสงครามเย็นที่เข้ามามีอิทธิพลกับการเมืองในไทย และทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปจนกลายมาเป็นประเทศไทยถึงทุกวันนี้ ในหัวข้อ “สงครามเย็นและข่าวในพระราชสำนัก”

โดยเนื้อหาระบุว่า

ก่อนอื่นขอออกตัวว่าข้อเขียนของผมไม่ได้เป็นเชิงวิชาการ เป็นเพียงข้อคิดเห็น มุมมอง แง่คิด พยายามให้เข้าใจง่าย และท่านทูตพี่ๆเพื่อนๆน้องๆในกระทรวงการต่างประเทศที่เก่งกว่าผม มีมากมายนะครับ
——-
วันนี้อยากจะมาเล่าว่าการต่างประเทศซึ่งมันฟังดูไกลตัว แต่จริงๆบางทีมันใกล้ตัวเรามากเสียจนเราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราเห็นนั้นมันมีที่มาที่ไปจากการต่างประเทศ
หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าส่วนหนึ่งที่ประเทศชาติเรากลายเป็นเช่นนี้ ก็เพราะการต่างประเทศของประเทศอื่นที่เข้ามามีผลกระทบถึงขั้นเปลี่ยนแปลงประเทศของเราจนเป็นดังเช่นในปัจจุบัน
——-
เรามานั่งไทม์มาชีน ย้อนเวลาเข้าไปสักหกสิบกว่าปีในยุคช่วงสุดท้ายของรัฐบาล จอมพล ป. กัน
.——-
ในตอนนั้นนโยบายต่างประเทศของโซเวียตรัสเซียคือการส่งออกลัทธิคอมมิวนิสต์เพื่อปลดปล่อยประชาชนทั่วโลกจากการกดขี่ของจักรวรรดินิยมทุนนิยมและศักดินา (และเพื่อรัสเซียจะได้เป็นพี่เบิ้มของประเทศเหล่านี้)
ส่วนสหรัฐฯ มีนโยบายต่อต้านการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ทุกที่ในโลก (และเพื่อสหรัฐฯก็จะได้เป็นพี่เบิ้มของประเทศเหล่านี้เช่นกัน)
การขับเคี่ยวระหว่างสองมหาอำนาจนี้นำมาซึ่งสิ่งที่เรียกว่าสงครามเย็น ซึ่งหนึ่งในสมรภูมิที่เป็นที่ประลองกำลังอย่างเข้มข้นระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ คือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรานี่เอง
ขณะนั้น รัสเซียได้สนับสนุนฝ่ายเวียดนามเหนือต่อสู้กับฝ่ายใต้ที่สหรัฐฯหนุนหลังอยู่ โดยในตอนนั้นมีทฤษฎีโดมิโน ที่กล่าวไว้ว่าเมื่อใดที่มีประเทศหนึ่งกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ประเทศอื่นๆในภูมิภาคนั้นก็จะล้ม เปลี่ยนแปลงระบอบตามไปด้วย
สหรัฐฯ เล็งเห็นว่าประเทศไทยน่าจะช่วยคานการแพร่ขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคนี้ได้เพราะมีสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งย่อมต้องอยู่ตรงข้ามกับพวกคอมมิวนิสต์ที่เป็นพวกไม่เอาเจ้า และสหรัฐฯต้องการใช้ไทยเป็นฐานเพื่อการนี้
———-
เพื่อที่จะบรรลุถึงเป้าหมายด้านการต่างประเทศดังกล่าว สหรัฐฯทำอย่างไร ?
———
หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลของจอมพล ป. ก็ถูกรัฐประหาร โดยจอมพลสฤษดิ์
จากนั้นประเทศไทยก็เข้าสู่ยุคตามก้นสหรัฐฯเต็มตัว มีการส่งทหารอเมริกัน และบรรดา “ที่ปรึกษา” เข้ามาเต็มไปหมด มีการสร้างฐานทัพเพื่อใช้ส่งเครื่องบินรบอเมริกันไปทิ้งในทั้งเวียดนาม ลาวและกัมพูชา ถนนมิตรภาพก็สร้างในยุคนี้ สร้างให้ทำไม? เพราะเขารักใคร่ให้เราฟรี? หรือเพื่อเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ส่งกำลังบำรุงเชื่อมโยงเครือข่ายของเขา?
เชื่อว่าทุกวันนี้หลายคนที่เดินทางบนถนนสายนี้ไม่รู้ที่มาที่ไปว่าสร้างเพราะอะไร และจริงๆนี่ก็คือส่วนหนึ่งของนโยบายต่างประเทศของประเทศอื่นที่มามีผลต่อเราโดยตรง
——-
นอกจากการตั้งฐานทัพแล้ว ยังมีการปราบปรามผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง มีการเข่นฆ่าประชาชนแบบศาลเตี้ย หนึ่งในเหยื่อในยุคทมิฬนั้นก็คือ จิตร ภูมิศักดิ์ นักคิด นักประวัติศาสตร์ นักวิชาการ ที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งที่ประเทศเราเคยมีมา
———
ในยุคนี้เองเริ่มมีสิ่งที่เรียกว่าปฏิบัติการจิตวิทยา โฆษณาชวนเชื่อเกิดขึ้น ถ้าใครอายุหกสิบปีขึ้นไป จะจำหนังสือการ์ตูนเล่มเล็กๆ ไม่ระบุใครเขียนใครพิมพ์ ในนั้นจะมีภาพคอมมิวนิสต์เป็นยักษ์ตัวสีแดงคอยจับเด็กกินเป็นอาหาร รวมทั้งภาพความโหดร้ายต่างๆของพวกคอมมิวนิสต์ ซึ่งนี่เป็นยุคที่ “ที่ปรึกษา” ของสหรัฐฯเหล่านี้สามารถเข้าออกได้ทุกเมื่อ พบผู้นำได้ทุกระดับ ไม่ว่าระดับไหนทั้งสิ้น
———
ย้อนกลับไปมองว่าการรัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป. มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่?
น้อยคนทุกวันนี้ที่จะรู้ว่าในยุคก่อนที่สหรัฐฯจะเข้ามาแทนที่ฝรั่งเศส เจ้าอาณานิคมเดิมในภูมิภาคนี้นั้น ไทยเคยช่วยสนับสนุนชาวเวียดนามในการต่อสู้เพื่อเป็นเอกราชจากฝรั่งเศส รัฐบาลไทยในยุคปรีดี พนมยงค์ เคยให้การช่วยเหลือโฮจิมินห์ ให้พ้นจากการจับกุมของฝรั่งเศส โดยให้มาหลบซ่อนในไทยเป็นเวลานับปีๆที่จังหวัดนครพนม
ประวัติศาสตร์หน้านี้ ทุกวันนี้ฝ่ายเวียดนามก็ยอมรับและชื่นชม
ผู้ใหญ่ในกระทรวงเคยเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนนั้นไทยเคยแม้ส่งอาวุธให้เวียดนามรบกับฝรั่งเศสด้วยซ้ำ (ซึ่งอันนี้ก็เป็นผลประโยชน์ของไทย เพราะฝรั่งเศสช่วงนั้นเป็นศัตรูของไทย และเราย่อมต้องการให้ฝรั่งเศสหมดอิทธิพลไปจากภูมิภาคนี้)
นี่ก็คือนโยบายต่างประเทศของไทยในสมัยท่านปรีดีฯ และกล่าวได้ว่าก่อนสหรัฐฯจะเข้ามา ไทยเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเวียดนาม แต่นี่เป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ไม่น่าจะชอบใจนักในขณะนั้น
——-
แม้ว่าในภายหลังจอมพล ป. จะแตกกับท่านปรีดีฯ แต่จอมพล ป.ก็คงไม่ใช่คนที่จะมาให้ใครจูงจมูกได้ง่ายๆ โดยเฉพาะการเข้ามาตั้งฐานทัพต่างชาติแล้วเอาเครื่องบินไปทิ้งระเบิดเพื่อนบ้านทั้งหลาย ทว่าที่สำคัญที่สุดคือ จอมพล ป.เป็นคณะราษฎรแถวหน้า ที่พูดได้ว่าไม่เอาเจ้า ในขณะที่สหรัฐฯมองว่าสถาบันสามารถกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำมาใช้ในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ได้เป็นอย่างดี
ถามว่าแล้วจอมพล ป.จะเป็นประโยชน์ช่วยให้นโยบายของสหรัฐฯ บรรลุผลตามเป้าหมายไหม?
ใครอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร เพื่อเอาจอมพลสฤษดิ์ขึ้นมาแทน?
ใช้ตรรกะวิเคราะห์คิดกันเอาเองนะครับ
——-
การกำจัดจอมพล ป.ก็คือการกำจัดอิทธิพลของสายคณะราษฎรที่เหลืออยู่ให้หมดสิ้นไป และแล้วในยุคที่จอมพลสฤษดิ์ขึ้นมานี้เอง ที่มีการฟื้นฟูบทบาทของสถาบันอย่างเต็มที่ หลังจากถูกลดทอนอำนาจภายหลังปี 2475 มีการประชาสัมพันธ์ต่างๆ รื้อฟื้นขนบธรรมเนียมราชพิธี รวมทั้งมีข่าวในพระราชสำนักให้เราดูทุกวัน และจากนั้นสถาบันก็กลายมาเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย และเป็นสถาบันที่ทรงอิทธิพลที่สุดตราบเท่าจนถึงทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งผมคิดว่าคงต้องขอบคุณบรรดา “ที่ปรึกษา” สหรัฐฯเหล่านั้นด้วย
———
เรื่องที่เล่ามานี้ เป็นอีกด้านหนึ่ง อีกบทหนึ่งของประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของไทย ที่ไม่ค่อยมีใครรู้ เพราะไม่มีในตำราเรียน ไม่มีการสอน
แม้แต่ในกระทรวงการต่างประเทศเอง ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะรู้จักผู้ใหญ่ที่ใจดีเล่าความหลังให้ฟังไหม
———-
ที่เขียนมาทั้งหมดเพื่อให้เห็นภาพว่าการต่างประเทศ ของทั้งประเทศอื่นและของไทย มันมีผลกระทบต่อพวกเราและเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิดและรับรู้
——-
และเพื่อจะบอกนักร้องที่คงไม่ค่อยได้อ่านประวัติศาสตร์ รวมทั้งทุกคนที่บอกว่า ซีไอเอ (Central Intelligence Agency) ของสหรัฐฯอยู่เบื้องหลังการชุมนุมของพวกเยาวชนในวันนี้ เพื่อที่สหรัฐฯจะได้มายึดครองไทย ว่าหยุดละเมอเพ้อพกบ้าบอคอแตกได้แล้วครับ
คุณไม่รู้หรอกว่าสหรัฐฯเขาเคยมายึดเราไปแล้ว เขาสั่งเราซ้ายหันขวาหันอะไรก็ได้ทุกอย่าง จะว่าไปเราได้ตกเป็นเมืองขึ้นโดยพฤตินัยของเขาไปแล้ว เพราะโดยหลักการสากล ประเทศที่มีเอกราชอธิปไตยที่สมบูรณ์ ย่อมจะไม่ยอมให้ประเทศอื่นเข้ามาตั้งฐานทัพแล้วส่งทหารไปโจมตีประเทศอื่นๆได้
——-
แต่ที่ตลกร้ายไปกว่านั้นคือทุกวันนี้สหรัฐฯเขาไม่ได้สนใจไทยแล้ว เพราะเขาเห็นว่าทุกวันนี้เวียดนามต่างหากที่จะสามารถช่วยเขาคานอิทธิพลของจีนได้ในภูมิภาคนี้ ไม่ใช่ไทย โปรดรู้ไว้ด้วย จะได้ไม่เสร่อ อายเขา
———-
แต่ถ้าคุณบอกรักสถาบันอย่างยิ่ง แล้วคุณไปว่าอเมริกานี่ คือนอกจากโง่แล้วยังถือว่าเนรคุณอีก เพราะสหรัฐฯนั่นเองที่มีส่วนช่วยฟื้นฟูบทบาทและอำนาจของสถาบัน ให้กลายมาเป็นดังทุกวันนี้
คุณควรไปกราบอเมริกา ไม่ใช่ไปด่าเขา
——-
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองจากบริบท เงื่อนไขต่างๆอย่างเป็นธรรม ผมไม่ได้รู้สึกโกรธเกลียดอเมริกาที่มาแทรกแซงไทยในตอนนั้น และก็เข้าใจในสิ่งที่บรรดาผู้นำไทยทำลงไป เพราะถ้ามองกันตามจริง มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นมากนักสำหรับไทยนอกจากต้องหันไปตามสหรัฐฯอย่างหมดตัว แต่จะอย่างไร ตอนที่ไทยยอมให้สหรัฐฯเอาเครื่องบินไปทิ้งระเบิดเพื่อนบ้าน นับเป็นรอยด่างรอยหนึ่งตลอดไปของการต่างประเทศไทย
———-
และทีนี้เวลาเรานั่งรถไปโคราช หรือดูข่าวในพระราชสำนักเราก็ควรรู้ว่าเรื่องต่างๆมันมีที่มาที่ไป และเรื่องการต่างประเทศนั้น ที่จริงผลของมันใกล้ตัวกว่าที่เราคิดมากนะครับ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon