ยูเอ็น จี้ชาติอาเซียน ยืนข้างคนพม่า หยุดส่งกลับ เร่งเปิดแดน รับรองผู้ลี้ภัย

สำนักงานเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเรียกร้องให้ระงับการส่งคนกลับประเทศเมียนมา 

กรุงเทพมหานคร (1 เม.ย.) สำนักงานเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรียกร้องให้รัฐในภูมิภาคคุ้มครองผู้ที่หนีความรุนแรง และการประหัตประหารในประเทศเมียนมา และให้การรับรองว่า ผู้ลี้ภัยและผู้โยกย้ายถิ่นฐานที่ไม่มีเอกสารรับรองสถานะจะไม่ถูกบังคับส่งกลับขณะที่สถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายในประเทศเมียนมากำลังถดถอยอย่างรวดเร็ว

ตั้งแต่ทหารเมียนมาร์ทำรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีผู้ชุมนุมโดยสงบอย่างน้อย 510 คนถูกฆ่าตายโดยกองกำลังความมั่นคงและอีกกว่า 2,600 รายถูกควบคุมตัว ส่วนใหญ่ถูกตัดขาดการสื่อสารหรือบังคับสูญหาย มีการตรวจค้นในเวลากลางคืน การจับกุมและการฆ่าเกิดขึ้นรายวันทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่ทหารโดยพฤตินัยได้ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์หนัก เช่น ระเบิดซึ่งขับเคลื่อนด้วยจรวด ระเบิดมือธรรมดา ปืนกลหนัก และปืนซุ่มยิงระยะไกลเพื่อสังหารผู้ชุมนุมเป็นจำนวนมาก

การสู้รบครั้งใหม่ได้เกิดขึ้นระหว่างทหาร และกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ รวมถึงรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งการโจมตีทางอากาศในพื้นที่ดังกล่าวได้ทำให้พลเรือนหลายพันคนต้องหนีภัย

ข้าราชการ นักเรียน นักกิจกรรมทางการเมือง และผู้ที่ต่อต้านรัฐประหาร รวมถึงผู้แปรพักตร์ที่เป็นตำรวจและทหารต่างหนีออกจากประเทศเมียนมา ขณะที่สำนักงานเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้รับรายงานว่ามีผู้แสวงหาความปลอดภัยบางคนถูกบังคับส่งกลับประเทศ

“ไม่ควรมีผู้ใดต้องเสี่ยงถูกส่งกลับไปยังประเทศเมียนมา เมื่อชีวิต ความปลอดภัย และสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของพวกเขากำลังถูกคุกคาม” ซินเทีย เวลิโก้ ผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำนักงานเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ณ กรุงเทพมหานคร กล่าว “บัดนี้เป็นเวลาที่เราจะยืนเคียงข้างประชาชนจากประเทศเมียนมา”

“ด้วยคำนึงถึงพันธกรณีตามกฎหมายสิทธิมนุษยชน และกฎหมายว่าด้วยผู้ลี้ภัยระหว่างประเทศ เราขอให้ทุกประเทศรับรองว่าผู้แสวงหาที่พักพิงทุกคนจะสามารถเข้าถึงการคุ้มครองที่พวกเขามีสิทธิจะได้รับตามกฎหมายระหว่างประเทศ”

รัฐในภูมิภาคนี้ควรมีการช่วยเหลือและค้นหาที่มีประสิทธิภาพและหลีกเลี่ยงการขัดขวางหรือผลักดันผู้ที่มุ่งหาความปลอดภัยทั้งเส้นทางบกหรือทางน้ำ สำนักงานเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้รับทราบถึงรายงานว่า มีเรือผู้ลี้ภัยจากประเทศเมียนมาอย่างน้อยหนึ่งลำยังคงลอยอยู่ในทะเลอันดามัน โดยไม่สามารถเข้าถึงทางเลือกในการลงเรือที่ปลอดภัยได้ รัฐชายฝั่งและรัฐอื่นๆ ควรร่วมมือกันระบุสถานที่ปลอดภัยเพื่อให้ผู้เปราะบางเหล่านี้ลงจากเรือได้ และร่วมกันหาทางออกในระดับภูมิภาคบนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน

ผู้โยกย้ายถิ่นฐานจากประเทศเมียนมาหลายล้านคนพักอาศัยและทำงานในประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาค แต่หลายคนอาจหวาดกลัวที่จะกลับไปประเทศเพื่อต่ออายุวีซ่าหรือเพื่อคงสถานะการเข้าเมืองแบบปกติ ประเทศต่างๆ ควรพิจารณาบังคับใช้มาตรการต่างๆ ที่หลีกเลี่ยงการทำให้ผู้โยกย้ายถิ่นฐานจากประเทศเมียนมาตกอยู่ในสถานะเข้าเมืองแบบไม่ปกติ ทั้งนี้ ประเทศต่างๆ สามารถนำประสบการณ์จากแนวปฎิบัติใหม่ๆ อันหลากหลายที่มีการใช้ในบริบทของโรคระบาดมาเป็นแรงบันดาลใจเพื่อคงสถานะปกติของผู้มาเยือนและผู้โยกย้านถิ่นฐานในอาณาเขตของแต่ละประเทศ

ขณะที่ สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนประเทศเมียนมาทวีความรุนแรงอย่างมาก รัฐในภูมิภาคควรระงับการเนรเทศระหว่างที่วิกฤตในประเทศเมียนมายังคงดำเนินต่อไป และมองหาทางเลือกสำหรับการกักกันผู้โยกย้ายถิ่นฐานที่ไม่มีเอกสารรับรองสถานะโดยไม่มีการคุมขังและปลอดภัย อีกทั้ง การหลีกเลี่ยงการกักกันตรวจคนเข้าเมืองเป็นการรับมือความเสี่ยงการระบาดของโรคโควิด-19 ที่เป็นรูปธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งภายในศูนย์กักกัน

“ผู้โยกย้ายถิ่นฐานจากประเทศเมียนมา ผู้สร้างประโยชน์มากมายให้แก่สังคมของเรา กำลังต้องการให้พวกเรายืนเคียงข้างพวกเขาในขณะนี้” เวลิโก้กล่าว “เราขอให้ประเทศในภูมิภาคนี้ระงับการเนรเทศผู้โยกย้ายถิ่นฐานชาวเมียนมาที่ไม่มีหนังสือรับรองสถานะ หรือผู้อยู่ในสถานะเข้าเมืองแบบไม่ปกติ และให้สถานะทางกฎหมายที่มั่นคงแก่พวกเขา ขณะที่ประเทศของพวกเขายังคงเผชิญกับวิกฤต”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เรียงคนมาเป็นข่าว : ประจำวันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน 2564
บทความถัดไปสมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์ ร้อง ‘บิ๊กตู่’ เซฟชัยวัฒน์ เหตุถูกปลดราชการ จี้พิจารณาให้รอบคอบ