“Open. Connect. Balance.”
โจทย์ความร่วมมือทางศก.
ท่ามกลางความท้าทายโลก
ท่ามกลางการทำสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน การชะงักงันขององค์การการค้าโลก (WTO) และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไทยจะทำอย่างไร ในการรื้อฟื้น “จิตวิญญาณ” ของเอเปค นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ไทยในฐานะเจ้าภาพเอเปค ซึ่งเป็นเวทีที่เน้นการบ่มเพาะทางความคิดของผู้นำจาก 21 เขตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จะเสริมสร้างและฟื้นฟูความร่วมมือทางเศรษฐกิจภายใต้หัวข้อ “Open. Connect. Balance.” หรือ “เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล” โดยอธิบดีเชิดชายอธิบายหัวข้อดังกล่าวไว้ดังนี้
Open สะท้อนคอนเซปต์ดั้งเดิมของเอเปค นั่นคือ “การเปิดเสรีการค้า” ที่ไทยไม่สามารถละทิ้งได้ โดยจะเป็นการเอาคอนเซปต์เรื่อง เขตเสรีทางการค้า (FTA) ในเอเชีย-แปซิฟิกมาพูดใหม่ ในรูปแบบ FTA generation 3 ที่การพัฒนาต่อยอดมาจาก FTA generation 1 อันเป็นการทำการค้าเสรีแบบดั้งเดิมที่มุ่งเน้นการเปิดตลาดใหม่ การลดอัตราภาษี หรือการเพิ่มปริมาณสินค้ามิติเดียวในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 ถึงต้นทศวรรษที่ 2000 และ FTA generation 2 ซึ่งหันมาพูดเรื่องมาตรฐานการผลิตและลิขสิทธิ์มากขึ้น ขณะที่ FTA generation ล่าสุดนี้จะใส่ใจเรื่องจริยธรรมและการมีส่วนร่วมของคนในทุกมิติของสังคมเพิ่มขึ้น โดยจะครอบคลุมประเด็นใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานการณ์ของโควิด-19 การปรับตัวให้เป็นดิจิทัล การส่งเสริมบทบาทสตรีทางการค้าการลงทุน ประเด็นเรื่องความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม
แม้ว่า FTA generation 3 จะยังไม่เกิดขึ้น แต่ว่าเอเปคได้มีการพูดคุยแล้วว่ามันควรประกอบด้วยเรื่องใดบ้าง โดยในการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปคเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ได้มีการวางแผนที่เรียกว่า “แผนการเตรียมความพร้อมของเอเปคในการทำเขตการค้าเสรี” ซึ่งเราเห็นผู้นำเอเปคในเดือนพฤศจิกายนรับรองแผนการระยะ 4 ปี ตั้งแต่ปี 2023-2026 ที่จะเป็นการเตรียมความพร้อมในทุกมิติ ครอบคลุม 3 เรื่อง ได้แก่ การค้าและการลงทุน ความยั่งยืนและความครอบคลุม รวมถึงการปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัล
Connect มาจากคำว่า reconnect ที่หมายถึงการเชื่อมต่อโลกและระบบเศรษฐกิจที่ถูกโดดเดี่ยวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกครั้ง โจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรถึงจะเชื่อมโยงภูมิภาค และฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว ให้กลับมาคึกคักดังก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกครั้ง?
หนึ่งในผลงานที่เอเปคดำเนินการอยู่คือการทำ digital key ที่จะมาอำนวยความสะดวกสมาชิกเขตเศรษฐกิจในการเดินทางไปต่างประเทศในช่วงที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังไม่สิ้นสุดดี อย่างในกรณีของประเทศไทยที่มีแอพพลิเคชั่น “หมอพร้อม” ที่รวบรวมข้อมูลประวัติการฉีดวัคซีน หรือพาสปอร์ตวัคซีนให้แก่ผู้เดินทาง แต่มันก็อาจมีความลำบากในเรื่องความแตกต่างทางภาษาหรือระบบในต่างแดนได้ digital key ตัวนี้จะมาช่วยเหลือผู้ที่เดินทางไปยังจุดหมายที่เข้าร่วมโครงการนี้ได้ และถึงแม้ว่าสถานการณ์โควิด-19 เริ่มผ่อนคลายขึ้น โครงการนี้ก็อาจลดบทบาทลง แต่อธิบดีเชิดชายเชื่อว่ามันจะเป็นการวางโครงสร้างที่ดีในการรับมือโรคระบาดใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต และยังเป็นการติดอาวุธทางเทคโนโลยีให้กับเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองให้กับไทย ซึ่งจะเป็นการ “ถอยพรมแดนและขยับให้คนไปมาหาสู่กัน และเมื่อคนเดินทาง การค้าก็จะเกิดขึ้น”
อีกผลงานหนึ่งที่ไทยผลักดันในเรื่อง connect คือ การส่งเสริมให้มีการใช้บัตรเดินทางสำหรับนักธุรกิจเอเปค (APEC Business Travel Card: ABTC) ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือน “วีซ่าเคลื่อนที่” มากขึ้น ในเขตเศรษฐกิจทั้งหมด 19 เขต ยกเว้นสหรัฐ และแคนาดาที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ อธิบดีเชิดชายเล่าว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้ ABTC เพียง 400,000 คน จากประชากรในเอเปคทั้งหมดราวกว่า 4,000 ล้านคน “เราต้องการให้มีคนใช้มาขึ้น คนใช้มากขึ้นคนก็เดินทางมากขึ้น คนเดินทางมากขึ้นธุรกิจก็ไหลเวียนมากขึ้น”
Balance จะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของไทย เพราะจะเป็นครั้งแรกที่มีการหยิบยกพันธกรณีด้าน “ความรับผิดชอบ” มาเชื่อมโยงกับการทำงานภาคเอกชน ตั้งแต่ปี 1989 จนถึงปัจจุบัน การทำงานของเอเปคยึดโยงอยู่กับการส่งเสริมเรื่องการค้าเสรี การลดกำแพงทางค้าเพียงมิติเดียว โดยไม่มีการคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ท้าทายและสำคัญในขณะนี้ผู้คนคงรู้สึกตื่นตัวไม่มากก็น้อย หลังจากที่โลกเผชิญหน้ากับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่หน่วยงานทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุนจะต้องพูดถึงเรื่องนี้
โดยไทยในฐานะเจ้าภาพเอเปคได้นำโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (BCG) มาจับกับกระบวนการของเอเปค จนเกิดเป็นการประกาศเจตนารมย์กรุงเทพภายใต้ชื่อ “เป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ – เศรษฐกิจหมุนเวียน – เศรษฐกิจสีเขียว” (Bangkok Goals on BCG Economy) ซึ่งจะเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของการมีส่วนร่วมของไทยในเอเปคตั้งแต่ปีที่มีการก่อตั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจนี้ขึ้นมา โดยมีเป้าหมายดังนี้
1. การลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์
2. การสร้างการค้าและการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
3. การบริหารและจัดสรรทรัพยากรทางธรรมชาติ และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงสิ่งแวดล้อม
4. การจัดการขยะมูลฝอย ซึ่งส่วนมากเกิดมาจากภาคการค้าและการลงทุน
เป้าหมาย 4 ประการนี้จะเป็นดั่ง “จรรยาบรรณ” ให้กับภาคเอกชนที่มีกลไกควบคุมและตรวจสอบ อาทิ การทำ Green Financing ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกที่รัฐมนตรีการคลังเอเปคกำลังพิจารณาร่วมกันก่อนการประกาศรับรองอย่างเป็นทางการในการประชุมผู้นำเอเปควันที่ 19 พฤศจิกายน ที่จะเป็นกรอบทางจริยธรรมด้าน BCG ทำให้ทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้ต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เมื่อคิดที่จะลงทุนหรือกู้เงินเพื่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ เช่น การสร้างเขื่อน โรงไฟฟ้า เป็นต้น
ถ้าถามว่าอะไรจะเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรมของไทยในฐานะเจ้าภาพเอเปคปี 2022? อธิบดีเชิดชายกล่าวว่า ปีนี้ไทยคาดหวังการปลูกฝังจริยธรรมทางสิ่งแวดล้อมผ่านการประกาศเป้าหมายกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการ โดยเราหวังว่าเหล่าผู้นำจะเอาเป้าหมาย 4 ประการดังกล่าวกลับไปยังเขตเศรษฐกิจของตัวเอง และปลุกระดมให้ภาครัฐรวมถึงภาคเอกชนหันมาคิดว่าสังคมจะขับคลื่อนไปในทิศทางใดให้สอดคล้องกับกรอบจริยธรรมนี้
สิ่งที่จะเป็นบันไดไปสู่การบรรลุเป้าหมายกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเจตนารมย์หลักของการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทยในครั้งนี้ คือการมีกรอบของกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่เอื้ออำนวยต่อการเคลื่อนไปสู่สังคมสีเขียว การพัฒนาทุนมนุษย์และการสร้างขีดความสามารถ โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้อง และเครือข่ายระดับโลก
อย่างไรก็ดี ไทยยังมีอุปสรรคด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็น BCG รวมถึงกฎหมายแม่บทภาพรวมที่สนับสนุนการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อธิบดีเชิดชายจึงบอกว่านี่เป็นการบ้านให้ภาครัฐ และฝ่ายนิติบัญญัติในการบัญญัติกฎหมายที่ถูกต้อง ครบ และพร้อม ที่จะเป็นบรรทัดฐาน รวมถึงการสร้างยานพาหนะในการขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่เป้าหมายกรุงเทพฯ ได้
นอกจากนี้ อธิบดีเชิดชายยังบอกด้วยว่านี่เป็นภาระของทุกคนในสังคม ตามแนวคิด “Whole-of-society approach” หมายความว่าทุกคนต้องเคลื่อนไปด้วยกัน ไม่ใช่แค่ภาครัฐ หรือส่วนใดส่วนหนึ่งในสังคม ในการมุ่งสู่สังคมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การเป็นเจ้าภาพเอเปคในปีนี้ของไทย จะทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่อยู่ในแนวหน้า และเมื่อผู้นำประกาศเป้าหมายกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ ก็คงจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ อย่างน้อยในแง่นโยบาย ที่ไทยเอาเรื่อง BCG เข้ามาเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการค้าการลงทุนในเอเชีย-แปซิฟิก
ทั้งนี้ ในการประชุมเอเปคที่จะถึงนี้ จุดสำคัญอยู่ที่สัปดาห์ผู้นำ ซึ่งจะเป็นเวลาระหว่างวันที่ 15 – 19 พฤศจิกายน โดยวันที่ 15-16 จะเป็นการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส วันที่ 17 จะเป็นการประชุมรัฐมนตรีเอเปคโดยตามธรรมเนียมจะเป็นการประชุมของรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจและการค้าในภาพรวม ส่วนวันที่ 18-19 จะเป็นการประชุมระดับผู้นำ นอกจากนี้ยังจะมีการประชุมคู่ขนานอีก 2 กรอบ นั่นคือ การประชุมของผู้นำภาคเอกชน (CEO Summit) ในช่วงวันที่ 17-18 พฤศจิกายน และ การประชุมผู้นำเยาวชนเอเชีย-แปซิฟิก ตั้งแต่วันที่ 14-19 พฤศจิกายน
ต่อคำถามที่ว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ตึงเครียดมากขึ้น ไทยมีความกังวลในการเป็นเจ้าภาพเอเปคครั้งนี้หรือไม่? อธิบดีเชิดชายตอบว่าทั้งใช่และไม่ใช่ ใช่ในฐานะที่เป็นคนทำงานระหว่างประเทศ เมื่อเกิดเหตุความรุนแรงใดๆ ในเวทีโลก คงหนีไม่พ้นที่จะวิตกกังวล ไม่ใช่ในแง่ของการจัดประชุมเอเปค เราไม่มีเวลามากังวล เพราะเราพุ่งเป้าไปที่การผลักดันเป้าหมายหลักของเรามากที่สุด อีกทั้งความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเอเปค มันเกิดขึ้นมาเป็นระยะอยู่แล้ว อาทิ เหตุการณ์ 9/11 ที่ส่งผลกระทบต่อการจัดเอเปคของจีนปี 2001 พวกเรายังคงต้องจัดการกันไปและทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดในเส้นทางของเอเปคที่ร่วมสร้าง ร่วมซ่อมกันมาอย่างเต็มที่
สุดท้ายในเรื่องรายนามของเขตเศรษฐกิจที่จะเข้าร่วมการประชุมเอเปคในครั้งนี้คงต้องรอดูกันต่อไป โดยตามธรรมเนียมทางการทูต จะประกาศอย่างน้อยราวหนึ่งถึงสองอาทิตย์ก่อนหน้าวันประชุม สอดคล้องกับการตอบรับของนานาเขตเศรษฐกิจที่จะยืนยัน การเข้าร่วมเอเปคใกล้วันประชุม
ส่วนในประเด็นที่มีการเปรียบเทียบกันระหว่างการประชุมเอเปคและการประชุมจี 20 ที่มีผู้นำบางชาติเข้าร่วมการประชุมอันหนึ่งแต่ไม่เข้าร่วมการประชุมอีกอันหนึ่งนั้น อธิบดีเชิดชายกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญอันหนึ่งคือกำหนดการที่อาจไม่เอื้ออำนวยต่อความสะดวกของผู้นำ ขณะที่เห็นด้วยกับความแตกต่างระหว่างสองการประชุม ตั้งแต่พื้นที่ครอบคลุมเขตเศรษฐกิจ ไปจนถึงประเด็นการสนับสนุนในประชุมที่ไม่เหมือนกัน ปัจจัยที่ทำให้ผู้นำตัดสินใจเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมเอเปคคงมีหลายอย่าง แต่อธิบดีเชิดชายยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องวาระการประชุมอย่างแน่นอน

