‘หอการค้า’ ถก ‘พิธา’ กว่า 3 ชม. จี้ตั้ง รบ.เร็วสุด แก้ปม ‘สุญญากาศ ศก.-ทุนต่างชาติไร้เชื่อมั่น’
เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการหารือกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) รวมถึงคณะผู้บริหารพรรค ก.ก. อาทิ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย เป็นต้นว่า การหารือครั้งนี้ไม่ได้สร้างความกังวลเพิ่มเติม เพราะการจัดตั้งรัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆ รวมถึงเสียงประชาชนก็มีความชัดเจนอยู่แล้วในการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยมองว่าสิ่งสำคัญที่สุด คือการจัดตั้งรัฐบาลให้เร็ว เพราะหากล่าช้าไม่ว่าจะพรรคใดก็ตาม จะส่งผลกระทบและเกิดความเสียหายแน่นอน ทั้งในแง่ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ ที่จดจ้องการเปลี่ยนแปลงในขณะนี้ ทำให้ต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยทั้งชาติ

“ในการพูดคุยกันนั้น นายพิธาได้เผยถึงแนวทางในการทำงานหลังการจัดตั้งรัฐบาล ว่าจะมีการทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างไรต่อไปบ้าง ซึ่งมีแนวทางเดียวกันกับหอการค้า ที่จะทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายพอใจ เพื่อสร้างความสบายใจให้กับทั้งคนไทยและนักลงทุนต่างชาติ โดยมี 3 เรื่องที่ต้องเร่งทำทันทีคือ จัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จและเร็วที่สุด 2.แก้ไขปัญหาด้านต้นทุนพลังงาน ซึ่งเรื่องค่าไฟฟ้าถือเป็นตัวร้ายที่สุด และ 3.ภาคการเกษตร และเอสเอ็มอี ที่ต้องมีมาตรการช่วยต่อลมหายใจให้เร็วสุด ซึ่ง 3 ส่วนเหล่านี้จะทำได้อย่างไรบ้าง” นายสนั่นกล่าว

นายสนั่นกล่าวว่า ที่ผ่านมาหอการค้าไทยให้ความสำคัญและติดตามความคืบหน้านโยบายเศรษฐกิจของว่าที่รัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะเอ็มโอยู 23 ข้อ 5 แนวทางของพรรคร่วม รวมถึงมติของ 8 พรรคร่วมที่ได้จัดตั้งคณะทำงานประสานงานในช่วงเปลี่ยนผ่านใน 7 ด้าน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของหอการค้าที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้แนวทาง 1.Connect หอการค้าฯพร้อมประสานการทำงานกับทุกรัฐบาลอย่างใกล้ชิด 2.Competitive นโยบายหลายข้อของว่าที่รัฐบาลชุดใหม่ตรงกับหอการค้าฯ โดยเฉพาะเรื่อง Ease of Doing Business การปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบที่ล้าสมัย การส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวเมืองรอง เพื่อกระจายรายได้ไปยังทุกจังหวัด และ 3.Sustainable ซึ่งหลายประเด็นมีนโยบายที่สามารถร่วมกันผลักดันได้ทั้ง ปัญหา PM2.5 ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงนโยบายสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ด้วย

นายสนั่นกล่าวว่า การหารือในประเด็นนโยบายค่าแรงขั้นต่ำที่พรรคก้าวไกลได้เสนอเป็นนโยบายหลักไว้ 450 บาทต่อวัน หอการค้าเห็นด้วยที่จะมีการขึ้นค่าแรงอยู่ในระดับที่เหมาะสมตามแต่ละพื้นที่ และควรเพิ่ม Productivity ของแรงงานควบคู่ไปพร้อมกัน ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่ควรมีการตัดสินใจอย่างรอบด้านร่วมกันก่อน ทั้งในส่วนของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนในฐานะนายจ้าง และลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ได้รับประโยชน์บนพื้นฐานของกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันมีกลไกคณะกรรมการไตรภาคีฯ แต่ละจังหวัดในการพิจารณาและเสนอปรับค่าแรงขั้นต่ำเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ หากมีการขึ้นค่าแรงอย่างทันทีจะได้ไม่คุ้มเสีย

เพราะวันนี้ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจเพิ่งฟื้นตัวและยังมีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจอีกหลายด้าน หากผู้ประกอบการมีต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นบางส่วนอาจจะรับไม่ไหว ซึ่งเป็นไปได้ทั้งการชะลอการจ้างงาน ปรับลดจำนวนพนักงาน หรือแม้แต่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก อาจพิจารณาย้ายฐานการผลิต รวมถึงนักลงทุนใหม่ที่หวังจะเข้ามาคงมีการปรับแผนลงทุนไปประเทศอื่นแทน ซึ่งส่วนนี้จะกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างหากไม่สร้างความชัดเจน ดังนั้น การจะปรับขึ้นค่าแรงจึงเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกันหลายส่วนและหวังว่าจะมีการทบทวนเพื่อให้เกิดรูปแบบที่ทุกภาคส่วนยอมรับได้ นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยกับแนวทางการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่กระทบค่าครองชีพประชาชน และต้นทุนผู้ประกอบการทั่วประเทศ

นายสนั่นกล่าวว่า สำหรับประเด็นหารือที่เป็นไฮไลต์สำคัญในครั้งนี้ได้มีการพูดคุยถึงแนวนโยบายของว่าที่รัฐบาลชุดใหม่ และทำความเข้าใจกัน 3 ประเด็นเร่งด่วน คือ 1.ขอให้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด เพื่อให้การจัดทำนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณมีความต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมั่นให้กับเศรษฐกิจประเทศ โดยเฉพาะแนวทางการจัดทำงบประมาณฐานศูนย์ของว่าที่รัฐบาลชุดใหม่ ที่หอการค้าเห็นด้วยที่จะนำเอารูปแบบดังกล่าวมาใช้กับการจัดทำงบประมาณของประเทศ แต่มีข้อกังวลเรื่องกรอบระยะเวลาการจัดทำงบประมาณว่าจะสามารถดำเนินการได้ทันทีหรือไม่ เพราะรูปแบบดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทำงานของภาครัฐในทุกหน่วยงานและใช้ระยะเวลามาก จึงฝากให้มีการจัดเตรียมแผนต่างๆ ให้รอบคอบ เพื่อให้การใช้งบประมาณของประเทศในการขับเคลื่อนทุกมิติมีความต่อเนื่อง 2.การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง regulatory guillotine ที่มีภาครัฐและเอกชนต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด


