หน้าแรก การเมือง 5 พันชื่อ ยื่...

5 พันชื่อ ยื่นป.ป.ช.เอาผิด 235 ส.ว. ขัดจริยธรรมชัด ค้านโหวตพิธา นายกฯ

21.07.23 | 15:13 น.

อดีตคณบดีนิติฯ มธ. ยื่น 5.8 พันชื่อต่อ ‘ป.ป.ช.’ เอาผิด 235 ส.ว. ขัดจริยธรรมชัด ค้านโหวต ‘พิธา’ นายกฯ 

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ให้สัมภาษณ์มติชนว่า ตนได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อขอให้ไต่สวนและมีความเห็นกรณีสมาชิกวุฒิสภาฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ทางจริยธรรมอันมีลักษณะร้ายแรง พร้อมแนบเอกสารคำให้สัมภาษณ์ของสมาชิกวุฒิสภาที่ขอให้ไต่สวน, รายชื่อสมาชิกวุฒิสภาที่ขอให้ทำการไต่สวนและรายชื่อผู้ร่วมลงชื่อเป็นผู้ร้อง จำนวน 5,825 คน

นายพนัส กล่าวต่อว่า ตนเปิดแคมเปญรณรงค์ให้ลงรายชื่อผ่าน Change.org เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 66 ที่ผ่านมา เพื่อขอให้ไต่สวนฯ ส.ว.จำนวน 235 คน ที่ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอันมีลักษณะร้ายแรง  โดยภายใน 2 สัปดาห์ได้รายชื่อมา 5,825 คน ซึ่งถือว่าเกินคาดหมาย เพราะยังคงมีคนติดต่อมาขอลงชื่ออีก แต่ตนปิดแคมเปญไปแล้วเพราะต้องการเร่งส่งเรื่องพร้อมรายชื่อให้ป.ป.ช. ก่อนการประชุมรัฐสภาในวันที่ 19 กรกฎาคมที่มีการพิจารณาการเสนอชื่อนายพิธา โหวตนายกฯ ซ้ำรอบ 2

“ขั้นตอนจากนี้ต้องรอป.ป.ช.ว่าจะพิจารณารับเรื่องหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่รับเรื่อง ก็ต้องชี้แจงเหตุผล แต่ประเด็นอยู่ระยะเวลาการพิจารณามากกว่า เพราะตามกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าเมื่อป.ป.ช.รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว จะใช้เวลานานแค่ไหนในการพิจารณา ฉะนั้นอาจจะเกิดการดองเรื่องไว้ได้” นายพนัส กล่าว

สำหรับเอกสารคำร้องมีรายละเอียด ดังนี้ ด้วยปรากฏว่าจากการที่ได้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 27 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 มีสมาชิกวุฒิสภา จำนวนหนึ่งได้ออกมาแสดงจุดยืนและความคิดเห็นต่อสาธารณชนผ่านสื่อมวลชนและสื่อสังคม (Social Media) ที่จะไม่ยอมรับว่าพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งและสามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ สมควรได้รับการลงมติโดยรัฐสภาให้จัดตั้งรัฐบาลตามครรลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวน่าจะเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอันมีลักษณะร้ายแรง โดยมีข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงและเหตุผล ดังต่อไปนี้

Advertisement

1. มาตรา 76 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
กำหนดให้รัฐพัฒนาการบริหารราชการแผ่นดินทุกส่วนเป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีและในวรรคสามบัญญัติว่า “รัฐพึงจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการกำหนดประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว”

นอกจากนี้ในมาตรา 219 ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเป็นผู้กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นบังคับใช้ซึ่งในการจัดทำต้องรับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีโดยเนื้อหาต้องระบุให้ชัดแจ้งด้วยว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมใดมีลักษณะร้ายแรง ซึ่งมาตรฐานทางจริยธรรมบังคับใช้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีด้วย

ทั้งนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีก็สามารถออกมาตรฐานทางจริยธรรมเพิ่มขึ้นได้ตามความเหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่ต้องไม่ขัดแย้งกับมาตรฐาน
ทางจริยธรรมที่ศาลรัฐธรรมนูญกับองค์กรอิสระกำหนด และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ทั้งนี้มาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวต้องครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ

ในส่วนของการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ในมาตรา 234 กําหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) มีอํานาจหน้าที่ ไต่สวน และมีความเห็นหากมีการกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามที่ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระกำหนด ส่วนขั้นตอนการดำเนินการของ ป.ป.ช. ถูกระบุไว้ใน มาตรา 235 คือ ให้ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงและหากข้อสรุปเป็นเสียงที่ได้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด จึงเสนอต่อศาลฎีกา เมื่อศาลฎีการับฟ้อง ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และหากผู้ถูกกล่าวหาถูกคำพิพากษาว่ามีความผิดจริง ต้องพ้นจากตำแหน่ง และอาจถูกเพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้งไม่เกิน 10 ปีได้อีกด้วย

ตาม “มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระรวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561” ประกาศ ณ วันที่ 18 มกราคม 2561 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนที่ 5 ก หน้า 13) ซึ่งใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีด้วย ข้อ 27 กำหนดว่า “การฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 1 ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง” และในหมวด 1 ว่าด้วย มาตรฐานจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ ข้อ 5 กำหนดว่า “ต้องยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”

ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับรวมทั้งฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 จะมิได้ให้ความหมายของคำว่า “การปกครองระบอบประชาธิปไตย” ไว้โดยตรง แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าตามหลักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์หมายความถึง ระบบการปกครองที่ “อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย”(รัฐธรรมนูญ 2475 มาตรา 1) และการปกครองโดยเสียงข้างมากของประชาชนที่เลือกตั้งผู้แทนราษฎรเข้ามาทำหน้าที่ปกครองบ้านเมืองแทนตนในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งความหมายดังกล่าวนี้มีนัยปรากฏอยู่ในมาตรา 159 วรรคท้าย ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันที่บัญญัติว่า “มติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีต้องกระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผยและมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร” และในกรณีที่มีการขออภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 151 วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า “มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร”

2. ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ปรากฏว่า พรรคพลังประชารัฐซึ่งมีสมาชิกได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 116 คน สามารถ
รวบรวมเสียงจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอื่น ๆ รวมกันเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ จำนวน 252 คน จากจำนวนที่มีอยู่ทั้งหมด 500 คน จึงได้เสนอชื่อ พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ให้ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคอื่น ๆ ที่รวมตัวกันเป็นฝ่ายเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี จากการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีผลการลงมติปรากฏว่าพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ได้รับการลงมติให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยได้รับคะแนนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 251 เสียง (งดออกเสียง 1 คน) จากสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 249 เสียง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 99.6 ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด 250 คน ทั้งนี้โดยสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าวให้เหตุผลว่า การลงมติให้พลเอกประยุทธ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นการปฏิบัติตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะพลเอกประยุทธ จันทร์โอชาได้รับการลงมติด้วยเสียงข้างมากของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเนื่องจากการลงมติของสมาชิกรัฐสภาทั้งสองสภาเลือกบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อโดยพรรคการเมืองให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เป็นครั้งแรกเพราะไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับใดที่มีอยู่ก่อนหน้ามีบทบัญญัติเช่นนี้ การลงมติเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันโดยถือเอาเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาลงมติจึงถือว่าเป็นประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามนัยมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

3. ต่อมา ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ที่จัดให้มีขึ้นเนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกาให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรชุดก่อนเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่าสมาชิกพรรคก้าวไกลได้รับการเลือกตั้งมากที่สุด จึงได้เป็นผู้นำในการรวบรวมเสียงข้างมากเพื่อจัดตั้งรัฐบาลตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ปรากฏว่าพรรคก้าวไกลสามารถเชิญชวนให้พรรคการเมืองอื่นเข้ามาร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยรวบรวมเสียงจากสมาชิกพรรคต่าง ๆ ที่ได้รับการเลือกตั้งได้จำนวน 312 คน เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 คน แต่ปรากฏว่า มีสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งออกมาประกาศต่อสาธารณชนว่า ในการประชุมรัฐสภาเพื่อลงคะแนนเลือกบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีจะไม่ยอมลงคะแนนเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลให้เป็นนายกรัฐมนตรี ถึงแม้ว่าจะสามารถรวบรวมผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคต่าง ๆ รวมกันจนมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม โดยแต่ละคนมีข้ออ้างและเหตุผลที่สรุปได้ว่า จะไม่ยอมรับการมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรที่เกิดจากการรวมตัวกันของพรรคการเมือง 8 พรรคซึ่งพรรคก้าวไกลเป็นผู้รวบรวมมาได้ เพราะพรรคก้าวไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์หัวหน้าพรรคมีพฤติการณ์ไม่จงรักภักดีและต้องการจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะได้ประกาศไว้ชัดเจนว่าจะเสนอแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทั้ง ๆ ที่การเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายบริหารและเป็นสิทธิโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติที่จะเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายใด ๆ ได้ตามครรลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้โดยมีบางคนประกาศผ่านสื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่เชื่อมั่นศรัทธาการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะเห็นว่าไม่ใช่ระบอบการปกครองที่ดีที่สุด

โดยเปรียบเปรยว่าหากประชาชนเสียงข้างมากเป็นแมลงวันก็ต้องบอกว่าอุจจาระหอม ส่วนประชาชนฝ่ายเสียงข้างน้อยเป็นผึ้งก็ต้องบอกว่าอุจจาระเหม็น มีการอ้างอิงคำสั่งสอนและความคิดเห็นของบุคคลบางคนที่เห็นว่า การปกครองระบอบอื่นดีกว่าระบอบประชาธิปไตย มีการนำข้อมูลที่ไม่มีการยืนยันว่าเป็นจริง มาแสดงต่อสื่อมวลชนว่ามีการแทรกแซงจากต่างชาติด้วยการให้เงินสนับสนุนพรรคก้าวไกลให้ชนะการเลือกตั้งเพื่อจะได้เข้าไปเป็นรัฐบาลแล้วดำเนินการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อไป มีการเสนอให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เป็นต้น (ปรากฏตามหลักฐานการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชลตามเอกสารที่ส่งมาด้วย 1) ซึ่งการกระทำดังกล่าวนอกจากจะเป็นการแสดงเจตนาว่าจะไม่ปฏิบัติตามประเพณีในการลงมติเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยถือเอาเสียงข้างมาก
ของสภาผู้แทนราษฎรเป็นเกณฑ์แล้ว ยังเป็นการแสดงตนว่าไม่ “ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย”ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอันมีลักษณะร้ายแรง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 27 ประกอบกับข้อ 5 ซึ่งใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี

4. ต่อมาเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 ได้มีการประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 โดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลซึ่งได้รับคะแนนเสียงสูงสุดจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ผลการลงมติปรากฏว่านายพิธา ได้รับคะแนนเห็นชอบ 324 ซึ่งไม่เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาทั้งสองสภารวมกันทั้งหมด จำนวน 749 คน โดยปรากฏว่ามีสมาชิกวุฒิสภาลงคะแนนให้ความเห็นชอบให้นายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีเพียง 13 คน ได้แก่

(1) ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์
(2) พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา
(3) นาย เฉลา พวงมาลัย
(4) นาย ซากีย์ พิทักษ์คุมพล
(5) พล.ต.ท.ณัฏฐวัฒก์ รอดบางยาง
(6) นางประภาศรี สุฉันทบุตร
(7) นายพิศาล มาณวพัฒน์
(8) นายพีระศักดิ์ พอจิต
(9) นายมณเฑียร บุญตัน
(10) นายวันชัย สอนศิริ
(11) นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์
(12) นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ
(13) นพ.อำพล จินดาวัฒนะ

นอกจากนั้น มีสมาชิกวุฒิสภาที่ลงมติไม่เห็นชอบ 34 คน งดออกเสียง 159 คน (งดออกเสียงในฐานะประธานวุฒิสภา 1 คน) ไม่เข้าประชุม 43 คน ถึงแม้สมาชิกวุฒิสภาที่งดออกเสียงและที่ไม่เข้าประชุมจะมิได้ลงมติไม่เห็นชอบด้วย แต่จากพฤติกรรมดังกล่าว ที่งดออกเสียงและไม่ยอมเข้าประชุมเป็นจำนวนมากผิดปกติ ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่ามีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงการลงมติเห็นชอบตามบทบาทหน้าที่แห่งตนโดยสุจริต ซึ่งก็เท่ากับเป็นการลงมติไม่เห็นชอบนั่นเอง รวมเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่ถือได้ว่าลงมติไม่เห็นชอบ จำนวน 235 คน (ดังมีรายชื่อตามเอกสารแนบที่ส่งมาด้วย 2) และเป็นการไม่ยึดถือตามแนวทางปฏิบัติในการลงมติของสมาชิกวุฒิสภาที่เลือกพลเอกประยุทธ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2562 โดยอ้างเหตุผลว่า การลงมติเกือบเป็นเอกฉันท์ (ขาดเพียงคนเดียว) ในครั้งนั้น เป็นเพราะพลเอกประยุทธ มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 251 เสียงให้การสนับสนุน ซึ่งเป็นเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด (500 คน) เพียงหนึ่งเสียงเท่านั้น

โดยในการอภิปรายก่อนการลงมติ มีสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคนได้อภิปรายไม่ยอมรับว่านายพิธามีความเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถึงแม้จะเป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกลซึ่งชนะการเลือกตั้งได้รับเสียงมากที่สุดและสามารถเชิญชวนให้พรรคการเมืองอื่น 7 พรรค มาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลโดยรวบรวมเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนรวมกันได้ถึง 312 คน ซึ่งเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 คน ก็ตาม การอภิปรายในลักษณะดังกล่าวจึงมีนัยที่ชัดเจนว่า ผู้อภิปรายไม่ยอมรับว่าอำนาจสูงสุดในการปกครองบ้านเมืองเป็นอำนาจของประชาชนที่ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เข้ามาทำหน้าที่แทนเขาในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหลักการดังกล่าวนี้เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า คือ หัวใจหลักและแก่นแกนของการปกครองระบอบประชาธิปไตย แสดงว่าผู้อภิปรายไม่เชื่อมั่นในหลักการของระบอบประชาธิปไตยเช่นว่านี้ เพราะเห็นว่าอำนาจสูงสุด (อำนาจอธิปไตย) มิใช่เป็นอำนาจของประชาชนแต่เป็นอำนาจของผู้อื่นที่เหนือกว่า ซึ่งการปกครองแบบนั้นมิใช่การปกครองระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด (รายละเอียดทั้งหมดของการอภิปรายปรากฏตามบันทึกการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 และขออ้างเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนคำร้องนี้ด้วย) การกระทำของสมาชิกสภาวุฒิสภาในการอภิปรายดังกล่าวย่อมเป็นการแสดงโดยชัดแจ้งว่ามิได้ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น การที่สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 235 คนปฏิเสธไม่ลงมติเห็นชอบให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีจึงถือได้ว่า เป็นการไม่ “ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอันมีลักษณะร้ายแรง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 27 ประกอบกับข้อ 5 ซึ่งใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีด้วย ดังเหตุผลดังกล่าวข้างต้น และถึงแม้ว่าสมาชิกวุฒิสภาจะมีเอกสิทธิในการออกเสียงลงคะแนนตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 272 โดย “ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ (รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 114)” ก็ตามแต่ก็มิได้หมายความว่าจะสามารถใช้เอกสิทธิดังกล่าวอย่างใด ๆ ก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการอภิปรายและออกเสียงลงมติที่มีลักษณะเป็นการปฏิเสธมติมหาชนและเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยชัดแจ้ง เมื่อวันที่13 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา

ข้าพเจ้าและผู้ร่วมลงนามท้ายคำร้องนี้ (ปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 3) ในฐานะประชาชนชาวไทยผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอันมีลักษณะร้ายแรง เนื่องจากไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงขอให้ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้โปรดไต่สวนและมีความเห็นกรณีสมาชิกวุฒิสภาตามรายชื่อในเอกสารแนบที่ส่งมาด้วย 2 มีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอันมีลักษณะร้ายแรงตามมาตรา 234 – 235 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และตามมาตรา 28 และมาตรา 87 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ต่อไป