มวลกระดูก ‘หาย’ จาก ‘ลองโควิด’ ผลร้ายหลังหายป่วย และวิธีป้องกันที่ต้องรู้

มวลกระดูก 'หาย' จาก 'ลองโควิด'

มวลกระดูก ‘หาย’ จาก ‘ลองโควิด’ ผลร้ายหลังหายป่วย และวิธีป้องกันที่ต้องรู้

จริงอยู่ว่าการหายจากอาการโควิด-19 เป็นเรื่องน่ายินดี ทว่าในมุมกลับกัน ตัวเลขสีเขียวที่เพิ่มมากขึ้น หมายความว่า เรากำลังเผชิญความเสี่ยงของผู้ได้รับผลกระทบจาก Long-term effects of coronavirus หรือ “ลองโควิด” (Long COVID) ภาวะแทรกซ้อนของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบได้หลายระดับ ระยะเวลาไม่แน่นอน และซ้ำร้ายกว่านั้น ลองโควิดอาจส่งผลกระทบต่อการสร้างมวลกระดูก ซึ่งเป็นผลเสียต่อการเจริญเติบโตของเด็กในระยะยาว

นักวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ “มหาวิทยาลัยอินเดียน่า” ค้นพบว่า SARS-CoV-2 หรือโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่อาจทำให้ผู้ติดเชื้อสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็ว แม้การติดเชื้อจะมีอาการไม่รุนแรงก็ตาม และมวลกระดูกที่ลดลงมักเกิดพร้อมกับโรคกระดูกพรุน ที่ทำให้กระดูกเปราะและแตกหักได้ง่าย

ซึ่งผลเสียจะตกอยู่กับกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงจะติดเชื้อโควิด-19 ได้ง่าย และแนวโน้มจะเกิดการแทรกซ้อนจากโรคกระดูกพรุน อีกกลุ่มคือเด็กที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่อาจเกิดผลกระทบต่อการสร้างมวลกระดูก จากปกติที่มวลกระดูกไม่ถึงหยุดเติบโตจนกว่าจะถึงจุดสูงสุดที่อายุประมาณ 25 ปี

มวลกระดูก ‘หาย’ จาก ‘ลองโควิด’

  คำถามที่ตามมาคือ “เราจะสามารถรับมือกับผลกระทบนี้อย่างไรได้บ้าง”?

งานวิจัยที่ใกล้เคียงกับเรื่องการสูญเสียมวลกระดูกในเด็กที่สุด คืองานวิจัยของ Oxford Academic ในหัวข้อ “ผลกระทบของวิตามินดีและแคลเซียมต่อการสร้างความหนาแน่นในมวลกระดูกและการเผาผลาญของกระดูก ในวัยรุ่นไทยที่ติดเชื้อเอชไอวี ในระยะปริกำเนิด” โดยการให้ Oskept ซึ่งเป็นแคลเซียม + วิตามิน ดี3 ของจรูญเภสัช กับกลุ่มตัวอย่างอายุ 14-18 ปี เป็นเวลา 48 สัปดาห์ พบว่า มวลกระดูกสันหลังส่วนเอวเพิ่มขึ้น และการเผาผลาญของกระดูกลดลงอย่างมาก

งานวิจัยของ Oxford Academic ยังเชื่อมโยงถึงอีกชิ้นงานวิจัยของ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในการศึกษา “ผลของวิตามินดีและแคลเซียมต่อการสร้างความหนาแน่นในมวลกระดูก ในเยาวชนไทยที่ใช้ยาต้านไวรัสป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี (Pre-Exposure Prophylaxis, PrEP)” โดยใช้ Oskept ของจรูญเภสัช กับกลุ่มตัวอย่างอายุ 17-20 ปี เป็นเวลา 48 สัปดาห์ พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของมวลกระดูกสันหลังส่วนเอวเกินกว่าหกเดือน ในหมู่เยาวชนที่ใช้ยา PrEP ที่ได้รับวิตามินดี/แคลเซียมเสริม มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เสริม

  จึงบอกได้ว่าการเสริมแคลเซียมและวิตามินดี เป็นการเสริมสุขภาพกระดูกสำหรับกลุ่มเด็กที่เสี่ยงต่อการสูญเสียมวลกระดูก จากผลกระทบของเชื้อเอชไอวี แน่นอนว่ารวมถึงความเสี่ยงที่เกิดจากภาวะ “ลองโควิด” ด้วยเช่นกัน

จรูญเภสัช

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon