เปิดใจ ‘ชนินทธ์ โทณวณิก’ กัดฟันทุบ ‘ดุสิตธานี’ ปิดตำนานโรงแรมสัญชาติไทย 49 ปี

ดุสิตธานี
ชนินทธ์ โทณวณิก รองประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)

กําลังจะเป็นอดีตไปแล้วกับอาคารทรงสามเหลี่ยม 22 ชั้น หัวถนนสีลม ตรงข้ามสวนลุมพินี แลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ทำการของ โรงแรม ดุสิตธานี 

หลังดีเดย์ปิดให้บริการชั่วคราววันที่ 5 มกราคม 2562 เพื่อเคลียร์พื้นที่เตรียมรื้อถอน ดุสิตธานี นับเป็น “โรงแรมในตำนานสัญชาติไทย” ที่มีอายุยืนยาวถึง 49 ปี ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น “โรงแรมแห่งยุค” ของไทย และปัจจุบันยังคงเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวที่ตราตรึงใจของใครหลายคน


ชนินทธ์ โทณวณิก รองประธานกรรมการและประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เล่าว่า ตนและคุณแม่ ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้งโรงแรมดุสิตธานี มีความผูกพันกับโรงแรมแห่งนี้มาก อย่างตนเป็นลูกคนโตก็จะรู้มากหน่อย ว่าท่านอยากสร้างให้โรงแรมแห่งนี้สะท้อนถึงความเป็นไทย ตั้งแต่บริหารโดยคนไทย โรงแรมชื่อไทย การตกแต่งภายในด้วยเอกลักษณ์ความเป็นไทย และเป็นตัวแทนโรงแรมคนไทยที่สามารถแข่งขันกับโรงแรมระดับโลกได้

ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย
ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย

จากผลงานที่ผ่านมาถือว่าสมดั่งใจท่านผู้หญิงชนัตถ์และชนินทธ์ เพราะหลังโรงแรมเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2513 เป็นต้นมา ที่นี่เป็นดั่งจุดศูนย์รวมของผู้คนและสังคม ตั้งแต่สมาชิกราชวงศ์ ผู้นำประเทศ และคนดังระดับโลก อาทิ มาร์กาเรต แทตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกแห่งอังกฤษ, โรนัลด์ เรแกน อดีตประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา, วิทนีย์ ฮุสตัน อดีตราชินีเพลงป๊อป และวงซุปเปอร์จูเนียร์ บอยแบนด์สุดฮอตแห่งเกาหลีใต้ 

ล่าสุด ก่อนปิดชั่วคราว ก็เป็นสถานที่เก็บตัวสาวงามจากทั่วโลก 95 ประเทศ ในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 3 ในรอบ 13 ปี


กระทั่ง คนไทยก็แห่แหนมายังโรงแรมแห่งนี้ บรรดาไฮโซเซเลบริตี้พาเหรดไปออกงานสังคมแทบทุกค่ำคืน ณ ห้องนภาลัย บอลรูม ซึ่งเป็นห้องจัดเลี้ยงใหญ่และนิยมที่สุดในขณะนั้น

วัยรุ่นวัยทำงานกับแสงสีเสียงยามค่ำคืนที่ห้อง “บับเบิ้ล” ดิสโก้เธคหรูแห่งแรกๆ ของกรุงเทพฯ

ตลอดจนการเลี้ยงต้อนรับและพบปะพูดคุยแบบสบายๆ ที่ห้องอาหารที่ดีที่สุดของโรงแรม ห้อง “เบญจรงค์” ที่เปิดตำรับอาหารไทยแท้แบบชาววัง ตกแต่งด้วยไม้สักทอง จิตรกรรมไทยโบราณสุดงดงาม ที่ผนังและเสาเอกของโรงแรม ตลอดจนห้องอาหารต่างประเทศ ที่ผู้คนต่างให้ความสนใจไปลิ้มรสอย่างไม่ขาดสาย

ห้องอาหารเบญจรงค์
ห้องอาหารเบญจรงค์

ชนินทธ์ เล่าอีกว่า แต่ด้วยโรงแรมดุสิตธานีออกแบบมา 50 ปี ห้องพักมีขนาด 29, 30 และ 32 ตารางเมตร ซึ่งสมัยก่อนถือว่าเป็นห้องหักที่ใหญ่มากแล้ว

“เราไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้ วันที่โรงแรมหรูในปัจจุบันมีขนาดห้องพัก 40, 50 ตารางเมตร ทำให้ห้องพักเราสู้ห้องแบบใหม่ไม่ได้”

“แม้ที่ผ่านมาจะพยายามแก้ไขด้วยการทุบรวม 2 ห้องเป็น 1 ห้องพักขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องเหนื่อยมาก เมื่อคิดว่าหากเป็นอย่างนี้ จะทำให้เราไม่สามารถไปถึงความฝันการเป็นโรงแรมระดับโลกได้ จึงกัดฟันสร้างใหม่ ภายใต้บุคลิกโรงแรมที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย อย่างที่คุณแม่ฝันไว้เมื่อ 50 ปีก่อน”

“โครงการนี้ดูกันมา 5 ปี ศึกษาค่อนข้างเยอะ ก็ไปจบว่าเราอยากให้โรงแรมดุสิตธานีอยู่ตรงไหน ทั้งความทรงจำและความสำเร็จ”

“ตอนแรกที่ประกาศโครงการนี้ ผมถูกต่อว่ามาก ทั้งซึ่งหน้า จดหมาย อีเมล์ส่งมาตลอด ว่าทำอย่างนี้ได้ยังไง โรงแรมดุสิตธานีไม่ใช่ของพวกคุณ แต่เป็นของประเทศไทย”


“ซึ่งเท่าที่ดูส่วนใหญ่เป็นคนอายุ 40 ปีขึ้นไป มีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ผมเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้หมด เพราะอย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าโรงแรมของเราสำคัญต่อพวกเขา”

ความยากอีกอย่างของโรงแรมดุสิตธานีแห่งใหม่คือ การไม่ได้สร้างจากศูนย์ เพราะต้องนำงานจิตรกรรม งานประติมากรรม และเอกลักษณ์ความเป็นไทยทั้งหมดที่มีอยู่ในโรงแรมแห่งเดิม ที่ท่านผู้หญิงชนัตถ์ได้ริเริ่มสร้างมา ถอดเก็บเพื่อนำไปไว้ที่โรงแรมแห่งใหม่

อย่างเสาเอกน้ำหนัก 5 ตัน 2 ต้น ผนังปูนขนาดใหญ่ ที่ห้องอาหารเบญจรงค์ ซึ่งเต็มไปด้วยลวดลายจิตรกรรมโบราณ ทำให้ต้องขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยศิลปากร ส่งคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญมาช่วย

ตั้งแต่การถอดแบบ ถอดขนย้ายไปติดตั้งในโรงแรมแห่งใหม่ อีกทั้งได้ต่อยอดด้วยการนำเรื่องราวของโรงแรมดุสิตธานีมาทำเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ ผ่านโมเดลจำลองสูง 12 เมตร ภาพจิตรกรรมโรงแรมดุสิตธานีผ่านมุมมองศิลปินแห่งชาติ โดยจะรวบรวมเป็นห้องแกลเลอรี่จัดแสดงในโรงแรมแห่งใหม่

“หวังว่าการเก็บรักษาความเป็นโรงแรมดุสิตธานีครั้งนี้ จะเป็นตุ๊กตาตัวหนึ่งของการเก็บรักษาเอกลักษณ์และอนุรักษ์ของเก่าไว้ เพราะเท่าที่ทราบมา การรื้อถอนหรือเปลี่ยนแปลงอาคารเก่าในปัจจุบัน เรื่องนี้มักไม่ค่อยเกิดขึ้นเท่าไหร่” ชนินทธ์กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับโรงแรมดุสิตธานีแห่งใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ย่านถนนพระราม 4 โดยจะเป็นอาคารใหญ่ด้านล่างเป็นศูนย์การค้า ด้านบนเป็น 3 อาคารสูง แบ่งเป็นอาคารสำนักงาน อาคารที่พักอาศัย และโรงแรมดุสิตธานี หันหน้าไปทางสวนลุมพินี โดยในส่วนอาคารโรงแรมมีความสูง 39 ชั้น จำนวน 250 ห้องที่ครบครันเรื่องความหรูหรา

โดยยอดของอาคารโรงแรมยังคงเอกลักษณ์ยอดแหลมคล้ายเจดีย์เหมือนเดิม ใช้เวลาก่อสร้าง 3.5-4 ปี และคาดว่าจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งประมาณปี 2566

 

 

บทความก่อนหน้านี้ฟังคำตอบจาก ‘ซันนี่’ เมื่อถูกโยงเป็นพระเอกติสต์ทำสาวท้อง
บทความถัดไปศรีสุวรรณ ฉะกรมอุทยานฯถางป่า 10 ไร่ ทำลานเฮลิคอปเตอร์ให้นายกฯปลูกต้นไม้ต้นเดียว