จับเข่าคุย ‘อดีต ส.ส.กุลธิดา’ ไม่เคยเสียใจ แต่เสียดาย และก้าวต่อไป ‘คณะอนาคตใหม่’

ครูจุ๊ย

21 กุมพันธ์ 2563

เป็นหนึ่งวันที่สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบ “พรรคอนาคตใหม่” และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค 10 ชีวิต เป็นเวลา 10 ปี

หนึ่งในนั้นมีชื่อของ กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ รองหัวหน้าพรรค และ ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 5

ครูจุ๊ย ของเด็กๆ ผู้ปรากฏตัวด้วยเอกลักษณ์ ผมสั้น แว่นตาสีส้ม และชุดลายสีสันสดใส กับบทบาทแข็งขันด้านการศึกษาในรัฐสภา

แม้ว่าในวันที่ ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นำ ส.ส.อดีตพรรคอนาคตใหม่ทั้ง 50 คน เข้าสู่ “พรรคก้าวไกล” ก้าวต่อสานภารกิจผู้แทนในสภา ครูจุ๊ยอาจจะไม่ได้ก้าวเดินต่อไปในเส้นทางนั้น แต่ภารกิจในนาม “คณะอนาคตใหม่” ของเธอก็ยังคงอยู่

มติชน ชวนเธอมาเปิดใจถึงชีวิตของ “ครูจุ๊ย” ในวันที่ไม่มีหัวโขน “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” กับการเดินทาง 1 ปี 4 เดือน 18 วัน ร่วมกับ “พรรคอนาคตใหม่”

ก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง ครูจุ๊ยเติบโตในแวดวงการศึกษามาตลอด นับแต่ได้ไปศึกษาอยู่ที่ประเทศฟินแลนด์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการศึกษาดีที่สุดในโลกที่หนึ่ง ทำให้ได้แรงบันดาลใจที่อยากจะพัฒนาระบบการศึกษาไทยให้ดี หลังจากจบการศึกษาปริญญาโท ศิลปศาสตร์ ด้าน Intercultural Communication จาก UNIVERSITY OF JYVASKYLA ประเทศฟินแลนด์ ก็หันมาเป็นอาจารย์พิเศษในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ พร้อมๆ กันกับการเป็นนักเขียน นักแปลอิสระ และคอลัมนิสต์ด้านการศึกษา

กระทั่งวันหนึ่งที่ อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล ส่งข้อความมาทางเฟซบุ๊ก เพื่อชวนเข้าร่วมพรรคที่กำลังจะตั้งกับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แม้ว่าวันนั้นเธอจะยังไม่รู้จักทั้งสองคนเป็นการส่วนตัวก็ตาม

“จุ๊ยถามตัวเองตลอดว่าสิ่งที่เราทำมันเสียงดังพอจะสร้างความเปลี่ยนแปลงไหม กระทั่งได้เมสเสจ ก็รู้เลยว่านี่ไงคำตอบ”

การตัดสินใจจึงไม่ใช่เรื่องยากและแทบไม่ต้องใช้เวลาคิด ก็ตอบตกลง ไปร่วมออกแบบนโยบายการศึกษา ที่ไปมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งด้านแรงงานและความหลากหลายทางเพศอีกด้วย

อภิปรายในสภา

จนกระทั่งได้เดินหน้าเข้ารัฐสภา ช่วงเวลาเกือบปีที่ผ่านมา ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองประธานกรรมาธิการการศึกษา ก็ได้สร้างสีสันให้รัฐสภาแห่งนี้ไม่น้อย เปิดสภาไม่นานก็ถูกเพื่อน ส.ส.ไล่ให้ไปอยู่อินเดีย หลังลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิการใช้ภาษาที่หลากหลายในสภา รวมไปถึงได้อภิปราย ตั้งกระทู้ นำเรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไปเผยต่อประชาชน

“ปัญหาการศึกษามันมีหลายส่วน จุ๊ยมองว่าพื้นฐานมากที่สุดก็คือเรื่องคุณภาพชีวิตของคน การจะทำให้เด็กเข้าถึงการศึกษาได้ ผู้ปกครองต้องไม่คิดว่าการศึกษาเป็นภาระ แต่จริงๆ มันมีค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ที่ไม่ใช่ค่าเทอม ทั้งค่าเดินทาง หลายคนเขาขาดเงินตรงนี้ ทำให้เข้าไม่ถึงการศึกษา ยิ่งไปพูดถึงการพัฒนาคุณภาพ ตัวระบบก็ไม่อนุญาตให้พัฒนาคุณภาพได้ เพราะครูต้องไปทำงานเอกสาร ซ่อมหลังคา ครูบางคนมาบอกจุ๊ยว่า ตกลงมาขาหัก ครูพละไปสอนอังกฤษ ครูอังกฤษไปสอนพละ ไม่ได้ทำอะไรที่เขาถนัด ภาระเหล่านี้มันไปเบียดบังการพัฒนาคุณภาพไปหมดแล้ว สิ่งที่ควรมาก่อนคือคนที่ทำงานใกล้ชิดกับเด็กต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทำงานได้จริง ไม่เช่นนั้นต่อให้โออีซีดีมาเขียนหลักสูตรที่เลอค่าแค่ไหนให้ ก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีเวลาจะทำ”

“ปัญหาพื้นฐานนี้ต้องนำมากางบนโต๊ะแล้วแก้ไขปัญหามัน”

ลงพื้นที่หาเสียง

เมื่อได้ลงมือทำ ครูจุ๊ยจึงออกไปผลักดันเรื่องต่างๆ อย่างการผลักดันให้ศูนย์การเรียนรู้มีสถานะรับรองทางกฎหมาย ให้ความสนใจกับเรื่องการลงโทษและการละเมิดสิทธิในโรงเรียน หรือกองทุนความเสมอภาคทางการศึกษา ที่จะช่วยเหลือคนที่เสี่ยงจะหลุดออกจากระบบการศึกษา รวมไปถึงงานในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่เธอลงพื้นที่เกือบทุกอาทิตย์ตั้งแต่ก่อนเป็น ส.ส. โดยเฉพาะประเด็นการย้ายโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กที่อยู่ติดกับค่ายทหาร ซึ่งเสี่ยงต่อการโดนลูกหลงเมื่อมีการปะทะ

นอกจากนี้ ยังมีภารกิจนอกสภาที่ขับเคลื่อนผ่านโซเชียลมีเดียอีกด้วย

“จุ๊ยมีคนส่งข้อความเข้ามาทุกประเภทเลย ตั้งแต่จะเลือกเรียนสายไหนดี หรือมาปรึกษาว่าเรียนอะไรเหมาะกับการอยู่พรรคการเมืองที่สุด บางคนเข้ามาบอกว่า ภูมิใจที่เรียนครูและจะรีบเรียนให้จบ ออกมาทำเหมือนที่ครูจุ๊ยพูด ไปช่วยรุ่นน้องและเด็กๆ จะเรียนให้เก่ง ซึ่งเราก็ภูมิใจนะ ล่าสุดช่วงที่มีการแสดงออกที่สถานศึกษาต่างๆ ก็มีส่งข้อความว่าเจอแบบนี้ทำยังไง บางทีก็เป็นศิราณี มีเด็กส่งข้อความมาว่าหนูเลิกกับแฟนทำไงดี เราก็ให้คำปรึกษากันไปตามที่เราจะให้ได้”

ครูจุ๊ยเดินทางมาประชุมสภา ครั้งสุดท้ายกับเพื่อนส.ส.

เช่นเดียวกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ก็ได้รับความสนใจจากประชาชนไม่น้อย

ครูจุ๊ยบอกว่า เบื้องหลัง หนักไม่ใช่เล่น

“หนักมาก” (หัวเราะ)

“จุ๊ยเองเป็นนักการศึกษา งานวิจัยของเราก็ไม่ได้อยู่กับตัวเลขเลย อยู่ดีๆ วันหนึ่งต้องพิจารณางบ เราก็ทำไงดี ตัวเลขเยอะมากๆ ในทีมเราก็มีนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งมาดูภาพรวม และผู้ช่วยประจำตัว ที่จะเข้าใจกลไกค่ายกลการจัดงบของกระทรวง กว่าจะเข้าใจว่าแปลว่าอะไร งมอยู่ 2 วัน กินนอนอยู่ด้วยกัน และเรามีเวลาน้อยมาก แค่ 10 กว่าวัน ต้องไปเทียบอีกว่าตอนที่แถลงนโยบายนั้นรัฐบาลพูดอะไรไว้บ้าง และงบของประเทศที่เจริญแล้วอื่นๆ เขาทำอย่างไร ชี้ให้เห็นว่ามันมีวิธีที่ดีกว่าที่จะทำได้ ก่อนนำไปพรีเซ็นต์ให้ส่วนกลาง คือ ผอ.นโยบาย คุณธนาธรฟัง เขาก็จะบอกว่าเพิ่มตรงนี้นะ ตัดตรงนี้ แก้ไปมา 3-4 รอบ ไปพูดแค่ 10 นาที แต่เบื้องหลังเราทำงานกัน 30 กว่าชั่วโมงกว่าจะสำเร็จ”

และก่อนจะได้ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเพียงไม่นาน พรรคอนาคตใหม่ก็ต้องถูกตัดสินยุบพรรค ในเย็นวันนั้น เธอยืนเคียงข้างสมาชิกพรรคทุกคน ประกาศจุดยืนพร้อมขับเคลื่อนการทำงานต่อในบทบาท “คณะอนาคตใหม่” และร่วมสานต่อมูลนิธิด้านการศึกษาและสิ่งแวดล้อม

“ถามว่าเตรียมใจไว้หรือไม่ว่าจะถูกยุบพรรค จริงๆ ลึกๆ ด้วยสิ่งที่พวกเราพูด ก็คิดอยู่ว่ามันน่าจะมีวันหนึ่งที่คนไม่พอใจ หรือกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย แล้วเขาบังเอิญมีอำนาจที่จะทำให้เกิดวันนี้ได้ มันอยู่ในห้วงความคิดของเราอยู่ และก็มีความเป็นไปได้มาตลอด แต่ก็ไม่เคยคิดถึงขั้นเตรียมตัว แผนเอ บี ซีแบบนั้น”

“คำถามของเราก็คือ จะไปต่อไหม และอยากจะอยู่ในงานการเมืองอีกไหม หรือว่าจะกลับไปเป็นนักแปล ไปเป็นครูเหมือนเดิม”

“ตอนนั้นเรามีคดีอยู่ 2 คดี ห่างกันหนึ่งเดือน ครั้งแรกเราคิดอย่างเดียวว่ามีอะไรที่ค้างอยู่ และจัดการไม่เสร็จ หรือจะฝากใครทำต่อไปได้ พอครั้งที่ 2 ที่ตัดสินจริงๆ เราเลยได้อานิสงส์ ไม่ได้คิดเยอะขนาดนั้น คุณธนาธรถามจุ๊ยหลายรอบมากว่าเสียใจ เสียดายไหม จุ๊ยไม่เคยเสียใจนะ กับสิ่งที่ทำมาตลอดเกือบ 2 ปี ถ้าจะเสียดายก็คืองานที่กำลังทำมันออกดอกก่อผล และต้องฝากให้คนอื่นทำต่อแทนเราในกลไกรัฐสภา ซึ่งเราก็มั่นใจว่าเพื่อนของเราน่าจะมองเห็นประโยชน์จากสิ่งที่เราทำแล้วเอาไปทำต่อ ก็หวังไว้แบบนั้น”

ผ่านมาได้ไม่กี่สัปดาห์ จาก ส.ส.กลายเป็นอดีต ส.ส. และวันที่ไม่มีพรรคอนาคตใหม่ ใช่ว่าชีวิตของเธอจะเปลี่ยนแปลงมากมาย

กุลธิดาบอกว่า ตอนนี้ “ก็ยังงงอยู่ ว่าทำไมยุ่งจัง” (หัวเราะ)

ในวันถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง

“ตอนนี้จุ๊ยเป็นที่ปรึกษาในคณะกรรมาธิการการศึกษา ที่รอคำสั่งอย่างเป็นทางการอยู่ สามารถติดตามการทำงานด้านการศึกษาว่าจะเดินต่ออย่างไร อย่างเรื่องสวัสดิภาพสวัสดิการนักเรียนที่ผลักดันไปแล้ว และยังมีส่วนของอนาคตใหม่ ทั้งคณะอนาคตใหม่ ที่จะทำหน้าที่ออกไปรณรงค์ เดินสายในพื้นที่ และมูลนิธิใหม่ ซึ่งบทบาทจุ๊ยจะอยู่ส่วนมูลนิธิมากกว่า ซึ่งมันเป็นงานให้ความรู้ระยะยาว ทำงานหลายภาคส่วน มีกิจกรรมที่หลากหลาย เราลงพื้นที่ไปพูดคุยกับชาวบ้าน ให้ทุนคนทำโปรเจ็กต์ จัดเสวนา รวมทั้งเป็น Think tank ในการทำวิจัย บอกทิศทางว่าคนควรสนใจเรื่องอะไรในอนาคต”


กุลธิดาเผยว่า ตลอดเกือบ 2 ปีนี้ หากถามจุ๊ยว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้น มันคือการได้ลงไปคุยกับคน ได้นำเรื่องเดือดร้อนของเขาไปส่งต่อ ล่าสุด เราเพิ่งหารือ 2 นาทีในสภา เรื่องพื้นฐานอย่างชาวบ้านไม่มีไฟ แต่มันดันเป็นที่ที่ประชาชนถูกยิงมา 2 รอบ ใน 2 เดือน เขาไม่ได้กังวลเรื่องเงินแล้ว แต่เขาอยากอยู่บ้านอย่างไม่กลัว เราก็ไปคุยมา จนก่อนยุบพรรคมีข้อความมาว่า ไฟมาแล้วนะ ขอบคุณมากจริงๆ วันนั้นทำให้เราดีใจมาก การทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และชาวบ้านรู้สึกไว้ใจพอที่จะบอกเรา มันทำให้เราดีใจมาก การได้ลงพื้นที่ไปฟังเขา ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำอะไร เขาก็รู้สึกขอบคุณเราแล้ว เพราะไม่เคยมีใครมาฟังเขาแบบนี้

“นี่คือสิ่งที่เราภูมิใจ ที่มีส่วนยกภูเขาออกจากอกเขาได้”

“จุ๊ยไม่เคยเสียใจเลย และไม่เคยเสียดายเลยสักวัน มันเป็นความภูมิใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้ทำงานนี้ ได้เป็นปากเป็นเสียงแทนคนที่เขาไม่มีสิทธิจะพูด ในชีวิตจุ๊ยเคยทำงานประจำครั้งเดียว และนี่คือครั้งที่สอง ก็คิดว่าเลือกถูกที่ตัดสินใจทำงานนี้ มันได้เอาทักษะทั้งหมดในชีวิตที่มี หยิบมาใช้แบบ รีดออกมาหมดแล้ว เครียดก็เครียดสุด เหนื่อยก็เหนื่อยสุด ซึ่งก็คุ้มค่าที่จะเหนื่อย”

“นอกจากจะทำให้เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น ยังทำให้เราอยากแบ่งปันมากขึ้น”

ส่วน 10 ปีจากนี้ หากถามว่าเธอจะยังคงกลับมาลงสมัคร ส.ส.อยู่ไหม เรื่องนี้กุลธิดาบอกว่า ยังไม่ทันได้คิด แต่แน่นอนว่า หากมองภาพตัวเอง 10 ปีจากนี้ ก็ยังคงเห็นตัวเองในแวดวงการศึกษา ยังอยากมีส่วนร่วมในการอภิปรายงบประมาณ และอยากเห็นว่าสิ่งที่เธอได้นำเสนอไปนั้นพัฒนาไปเช่นไร

ทาสแมว หนังสือ และซีรีส์เกาหลี

ฮือฮาตั้งแต่เปิดบัญชีทรัพย์สิน เมื่อครูจุ๊ยเปิดเผยว่ามีแว่นตา 26 อัน รวมมูลค่า 100,000 บาท สมกับภาพของเธอที่มักมีแว่นตาเป็นเอกลักษณ์ เรื่องนี้ครูจุ๊ยบอกว่า ซื้อเก็บมาเรื่อยๆ ได้ตื่นมาเปลี่ยนแว่นไปเรื่อยๆ หากวันไหนไม่ใส่สีส้ม ที่สภามักจะทักว่าแว่นไปไหน จุ๊ยว่ามันสนุกดี เป็นเครื่องเตือนใจว่า วันไหนแฮปปี้ก็เลือกเยอะ วันไหนห่อเหี่ยวก็ไม่ค่อยเลือก


นอกเหนือไปจากแว่นตาอันสดใสแล้ว หนังสือ ก็ยังเป็นหนึ่งสิ่งที่เลือกสะสม มีมากขนาดสามารถเปิดห้องสมุดได้ ทั้งหนังสือวิชาการ นิยาย ที่เก็บสะสมไว้ระหว่างเดินทาง โดยเฉพาะกับวรรณกรรมท้องที่ เพื่อให้ได้รู้ว่าคนที่นั่นคิดอย่างไร รวมไปถึงการแปลหนังสือ ที่เธอแซวตัวเองว่า ตอนนี้คงมีเวลากลับไปแปลหนังสือ “นวัตกรรมทางสังคมของฟินแลนด์ 101 อย่าง” ให้เสร็จได้สักที ครูจุ๊ยยังสะสมผ้าแบรนด์ดังฟินแลนด์อย่าง “มารีเมกโกะ” คอยซื้อเก็บมาแต่งบ้าน ให้เป็นสีนู่นนี่แบบคนมีสีสัน แต่ก็ไม่สามารถซื้อบ่อยได้ เพราะว่าแพง (หัวเราะ)

แว่นตา หนังสือ ผ้าสีๆ ก็แล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างก็คือ การดูซีรีส์เกาหลี โดยเฉพาะกับซีรีส์เรื่องดังที่เพิ่งจบไปอย่าง Crash Landing on You ที่ติ่งเกาหลีทั่วบ้านทั่วเมืองเพิ่งจะกรี๊ดกับสหายผู้กองจบไปหมาดๆ ครูจุ๊ยผู้เคยเดินทางไปเกาหลีเหนือ 2 ครั้ง จนมีผลงานหนังสือ “ไม่มีอะไรในเกาหลีเหนือ” เป็นของตัวเองก็ไม่พลาดเช่นกัน

ครูจุ๊ยเล่าว่า พอเราดูหนัง เราก็เออ รายละเอียดมันได้อะ มันมีความจริงบางอย่าง แม้บางอย่างจะเกินไปหน่อย แต่หนังทำให้เห็นความน่าสนใจหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการรวมชาติ ปฏิบัติการต่างๆ การคอร์รัปชั่น และที่สุดแล้ว หนังพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ เพราะจุ๊ยรู้สึกว่ามันประหลาดมากที่เราทำได้แค่กอดลาเขา ร้องไห้ โดยไม่รู้จะมีโอกาสเจอกันได้อีกเมื่อไหร่ จุ๊ยร้องไห้ตอนที่นางเอกพยายามสื่อสารกับแม่บ้านในหมู่บ้าน ด้วยผลิตภัณฑ์ คือความพยายามบอกว่า มันยากนะที่จะสื่อสารกับเธอ แต่เชื่อเถอะ ถ้าใจมันจะเจอกัน ก็จะพยายามสื่อสารออกมาเอง นี่ทำให้เราอินมาก

นอกจากจะทำกิจกรรมที่โปรดปรานแล้ว กุลธิดาเผยว่า เวลาที่รู้สึกแย่ๆ เธอจะกอดแมว เยียวยาจิตใจ และแน่นอน ครอบครัวคือกำลังใจที่สำคัญ

“โชคดีจุ๊ยมีสามีที่เข้าใจ เป็นซัพพอร์ตเตอร์ที่ดี วันไหนที่เราเครียด เขาจะแอบมาให้กำลังใจและก็ไปทำงาน อาจไม่ค่อยไปสภา แต่มีส่งข้อความ โทรมา หรือแคปหน้าจอมาว่าดูเราประชุมสภาอยู่นะ งานที่เราทำมันหนัก ไม่ค่อยเป็นเวลา ความเข้าใจในครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ พ่อแม่จุ๊ยเองก็เข้าใจมากด้วย เขาฝากขนม อาหารมาให้ และยังทำตัวให้ว่าง เผื่อเราว่างจะได้ไปหาเขา จุ๊ยต้องขอบคุณจริงๆ ที่มีคนใกล้ตัวที่เข้าใจขนาดนี้”

แฟนหนุ่ม ให้กำลังใจในวันยุบพรรคอนาคตใหม่

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้การเมืองเรื่องสาธารณสุข : โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
บทความถัดไปวิชัยไม่ทราบ ‘จุรินทร์’ ระงับลาออกจากราชการ หลังถูกเด้งฟ้าผ่าปมหน้ากากอนามัย