‘ณพ ณรงค์เดช’ ลั่น ‘ไม่เป็นจริง’ ปมศึกสายเลือด เคลียร์ทุกประเด็นขัดแย้ง (คลิป)

‘ณพ ณรงค์เดช’ ลั่น ‘ไม่เป็นจริง’ ปมศึกสายเลือด เคลียร์ทุกประเด็นขัดแย้ง

จากกรณีศึกสายเลือดณรงค์เดช ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้น “บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่โฮลดิ้ง จำกัด หรือ WEH ผู้นำพลังงานลมรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ระหว่าง 3 พ่อลูก เกษม-กฤษณ์-กรณ์ กับลูกชายคนกลาง ณพ ณรงค์เดช นำมาซึ่งการฟ้องร้องกันนั้น

ชมคลิป

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่โรงแรมอนันตรา สยาม ถนนราชดำริ นายณพ ณรงค์เดช รองประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่โฮลดิ้ง จำกัด หรือ WEH ผู้นำพลังงานลมรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน แถลงข่าวเปิดใจและให้ข้อมูลเกี่ยวกับ WEH ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันและเป้าหมายการขับเคลื่อนการเติบโตของ WEH สู่ผู้นำพลังงานทดแทนระดับชั้นนำระดับโลก พร้อมทั้งไขข้อข้องใจความขัดแย้งต่างๆ กับกลุ่มผู้ถือหุ้นและครอบครัว ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนจำนวนมาก

นายณพ กล่าวว่า ปัจจุบัน บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจไฟฟ้าจากพลังงานลมรวมทั้งสิ้น 8 โครงการ ในจังหวัดนครราชสีมาและชัยภูมิ มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 717 เมกะวัตต์ เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าแก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟฝ.) โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมา สามารถสร้างผลการดำเนินงานเติบโตจากปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยปี 2562 บริษัทฯ มีรายได้รวม 12,058 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,888 ล้านบาท ส่วนในงวด 6 เดือนแรกของปี 2563 บริษัทฯ มีรายได้รวม 4,320 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,261 ล้านบาท โดยมีทุนจดทะเบียน 1,088 ล้านบาท

“ปัจจุบัน โครงสร้างผู้ถือหุ้นในบริษัทฯ ประกอบด้วย บริษัท โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด ถือหุ้นประมาณ 40% โดยจุดเริ่มต้นการเข้าสู่ธุรกิจด้านพลังงานเกิดขึ้นเมื่อปี 2558 ตนสนใจลงทุนในธุรกิจพลังงานลม จึงตั้งบริษัท เคพีเอ็น เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด และ Fullerton Bay Investment Limited เพื่อซื้อหุ้น 100% ในบริษัท Next Global Investment Limited บริษัท Symphony Partner Limited และบริษัท Dynamic Link Venture Limited ซึ่งจดทะเบียนที่ฮ่องกง เป็นของนายนพพร (ผู้ถือหุ้นเดิม) โดยทั้ง 3 บริษัทฯ ถือหุ้น 100% ในบริษัท Renewable Energy Corporation จำกัด (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เคพีเอ็น เอนเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด) ซึ่งมีสถานะเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้น 59.46% ใน WEH ในส่วนของตนถูกโอนขายไปให้แก่ บริษัท โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด ที่จดทะเบียนในฮ่องกง และเป็นของคุณหญิงกอแก้ว บุญยะจินดา ซึ่งเป็นคุณแม่ของภรรยา (พอฤทัย ณรงค์เดช) ซึ่งมีการทำนิติกรรมบางส่วนผ่านนายเกษม ณรงค์เดช บิดา จนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างตนกับพี่น้องในครอบครัวณรงค์เดช” นายณพกล่าว

นายณพกล่าวต่อว่า ในส่วนของคดีความมีอยู่หลายคดี ทั้งที่เริ่มโดยนายนพพร (ผู้ขายหุ้นวินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง) และครอบครัวของตน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่จะมีกลยุทธ์การสร้างคดีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อกดดันตน โดยหลายคดีก็ยุติไปแล้ว ซึ่งตนเป็นฝ่ายชนะคดีทั้งหมด เช่น คดีอนุญาโตตุลาการ ที่บริษัทของนายนพพร มาฟ้องเพื่อยกเลิกการขายหุ้นให้กับตน อนุญาโตตุลาการก็ตัดสินว่า ยกเลิกการขายหุ้นไม่ได้ หรือคดีที่ฮ่องกงที่บริษัทของนายนพพร และครอบครัวของตนมาฟ้องตน ศาลฮ่องกงได้ยกคดีทิ้งไปหมดแล้ว

“ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มาเปิดใจเรื่องคดีทั้งหมด ซึ่งผมได้บริษัทฯ นี้มาปี 2558 ก็มีกระแสข่าวมากมาย เป็นเรื่องที่พยายามจะโจมตีเรื่องของบุคคล แต่วันนี้ที่ตัดสินใจออกมาพูด เพราะมีกระแสข่าวหลายกระแสที่กระทบกับบริษัท และอาจจะได้ข้อมูลบางอย่างที่ทำให้ผู้ถือหุ้นได้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือไขว้เขวได้ และมันไปกระทบกับบุคคลภายนอกด้วย ผมจึงมีความจำเป็นที่จะออกมาอธิบายให้เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออะไร”

“ซึ่งวันที่ผมได้บริษัทฯ นี้มา สภาพของบริษัทก็อยู่ในสภาพที่น่าเป็นห่วง ต้องเข้ามาปรับปรุงอะไรเยอะพอสมควร ปัญหาที่เจอ บางอย่างไม่ทราบมาก่อน เอาง่ายๆ คือ ได้ไม่ตรงปก สำหรับกรณีนายนพพร ตนได้ชำระค่าหุ้นเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว เคลียร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว” 

นายณพ กล่าวต่อว่า ส่วนคดีอื่นๆ ยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง ซึ่งมีทั้งที่บริษัทของนายนพพรไปฟ้องที่ประเทศอังกฤษและมาฟ้องในประเทศไทย รวมทั้งที่ครอบครัวของตน มาฟ้องในศาลไทยด้วย แต่ก็ยังเชื่อมั่นในข้อเท็จจริงว่า เมื่อศาลในแต่ละคดีได้ฟังทั้งหมดแล้ว จะให้ความเป็นธรรมกับตนเอง

“เรื่องครอบครัวเป็นเรื่องที่ผมเสียใจ เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ที่ผ่านมาที่ไม่พูดอะไรเลย เพราะเป็นเรื่องในครอบครัว เป็นเรื่องที่ไม่สมควรพูดกันข้างนอก เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องเรียนด้วยความเคารพจริงๆ ว่า คุณพ่ออาจจะไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมดว่า เกิดอะไรขึ้น ทางพี่น้องเอง ก็มีความเข้าใจว่า ผมเอาเงินครอบครัวมาซื้อบริษัทนี้ ซึ่งไม่เป็นจริง นั่นเป็นเหตุที่มีการตั้งคดีต่างๆ ขึ้นมา มาในแนวที่ว่า ผมเอาเงินครอบครัวมาซื้อบริษัท แต่ที่ผ่านมา เรื่องทางการเงินเขาก็ยังไม่มีการพูดหรือมีการพิสูจน์ว่า ลงทุนยังไง อันนี้ก็เลยกลายเป็นเหตุที่ว่ามีคดีความต่อมา เช่น ปลอมลายเซ็น ซึ่งไม่มีเหตุที่จะไปทำ เรื่องที่อยู่ในกระบวนการ ผมขออนุญาตให้อยู่ในกระบวนการไป”

“แต่อยากเรียนว่า มีเรื่องที่คุณพ่อไปฟ้องที่ฮ่องกง และก็มีคำพิพากษาของศาลสูงออกมาแล้ว ซึ่งคุณพ่อก็ยอมรับที่ฮ่องกงเองว่า เซ็นเอกสารให้หลายฉบับเยอะแยะไปหมด ซึ่งศาลทางฮ่องกงมีคำพิพากษาออกมาชัดเจนแล้วว่า เรื่องตรงนี้ไม่มีมูล และยังพิพากษาออกมาด้วยว่า ให้คุณพ่อชำระค่าเสียหายต่างๆ ด้วย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน

และที่ผมมาเรียนวันนี้ ถามว่าอยากพูดไหม ไม่ได้อยากพูด แต่ผมอยากเรียนว่า คนที่สร้างเรื่องแบบนี้ให้คุณพ่อมาเป็นแบบนี้ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่โหดร้ายมาก สำหรับคุณพ่อ สำหรับผม สำหรับทุกๆ คนด้วย โดยคดีความที่ฮ่องกงสิ้นสุดแล้ว แต่ในส่วนของประเทศไทยยังมีคดีความ โดยต้องเรียนว่า ธุรกิจที่ผมได้มาวันแรกจนถึงวันนี้ ผลประกอบการก็ดีขึ้นเรื่อยๆ มันก็คงเป็นเรื่องของผลประโยชน์” 

“แม้จะเจอหลายคดีความ แต่ก็รู้สึกว่าโชคดีที่ตอนเด็กๆ ใกล้ชิดคุณแม่มาตลอด คุณแม่เคยผ่านเหตุการคล้ายๆ ที่ผมเจอมา และคุณแม่เลือกที่จะไม่พูดอะไรทั้งสิ้น เดินหน้าทำงานต่อไป ถามว่า วันนี้สิ่งที่เป็นกำลังใจให้ผมคือครอบครัวของผม และทีมงานของผมที่อยู่กับผมมาตลอด วันนี้ ลูกชายของผมก็มานั่งให้กำลังใจ ซึ่งตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นี้มา ผมไม่มีโอกาสได้คุยกับคุณพ่อ 2 ต่อ 2 เลย แม้กระทั่งลูกชายผมก็ไม่มีโอกาสเข้าไปพบคุณปู่ ก็เป็นเรื่องที่เสียใจ อยากฝากให้คุณพ่อรู้ว่า รักคุณพ่อเหมือนเดิมครับ” นายณพกล่าว

นายณพ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการนำบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น บริษัทฯ ได้นำข้อมูลไปปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการกับคณะทำงานของสำนักงาน ก.ล.ต.มาเป็นระยะๆ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ที่จะได้รับอนุญาตให้ทำ IPO และระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าต่อตามแผน โดยเชื่อมั่นว่าจะได้รับการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นรายย่อย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon