เปิดใจ พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา ก้าวต่อไป ‘ดอยคำ’ สุขและฝันก่อนเกษียณ

เปิดใจ พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา ก้าวต่อไป ‘ดอยคำ’ สุขและฝันก่อนเกษียณ

ทุกกคนต่างรู้จักน้ำผลไม้ ‘ดอยคำ’ แบรนด์ที่ก่อตั้งขึ้นจากแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในการแก้ปัญหาความทุกข์ยากราษฎรบนพื้นที่สูงของไทย วันนี้ พัฒนาก้าวหน้าไปมาก นอกจากช่วยเกษตรกรสมาชิกลืมตาอ้าปากได้ มีสุขภาพดีจากการไม่ใช้สารเคมีเพาะปลูกแล้ว ยังทำให้คนไทยได้บริโภคน้ำผลไม้คุณภาพดี ในราคาเอื้อมถึงได้ อีกทั้งมีพัฒนาสายพันธุ์ผลไม้ ออกจำหน่ายเป็นผลไม้สด ผลไม้อบแห้ง ให้คนไทยได้บริโภคในราคาเป็นมิตรตลอดทั้งปี

ทำยอดขายในปี พ.ศ.2564 ไป 1,899 ล้านบาท สูงกว่าเป้า ประมาณ 300 ล้านบาท และสูงกว่ายอดขายปี พ.ศ.2563 ที่มีรายได้ 1,577ล้านบาท ท่ามกลางความถดถอยของสภาวะเศรษฐกิจ โรคระบาด และตลาดน้ำผลไม้ที่ซบเซาลงเรื่อยๆ

โรงเรือนควบคุมสภาพแวดล้อม

Advertisement
พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา

ถือเป็นแบรนด์ผลไม้แปรรูปที่ประสบความสำเร็จแบรนด์หนึ่ง

หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญขับเคลื่อนดอยคำให้มาถึงวันนี้ คือ ‘พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด

เขาไม่ใช่นักธุรกิจประสบความสำเร็จย้ายมาจากบริษัทไหน แต่เป็นหนุ่มนักเรียนนอก ดีกรีปริญญาโท 2 ใบ ด้าน Public Advertising กับ Business Advertising จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ที่มุ่งมั่นช่วยงานอยู่เบื้องหลัง และเฝ้ารอดูความสำเร็จมาตั้งแต่ต้น

นับเป็นเวลา 28 ปี แห่งความภาคภูมิใจ

พิพัฒพงศ์เล่าว่า เป็นความตั้งใจของผมตั้งแต่เด็ก ที่อยากทำงานถวายพระองค์ ตอนเรียนวชิราวุธฯ เหล่านักเรียนจะได้รับพระราชทานค่าอาหาร แล้วมาศึกษาต่อปริญญาตรีที่จุฬาฯ ผมเป็นผู้เป็นคนมาได้ทุกวันนี้ มาจากทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มาทุกอย่าง

กระทั่งศึกษาจบปริญญาโท 2 ใบ ช่วงแรกทำงานอยู่ในบริษัทด้านน้ำมันที่สหรัฐพักหนึ่ง ตอนนั้นชีวิตแฮปปี้มาก ได้เงินเดือน 7,000 เหรียญสหรัฐ ถือว่าสูงมาก ก่อนคุณพ่อ (พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา) พากลับมาประเทศไทย แล้วทำตารางสมัครงานในไทย เทียบระหว่างบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ปูนซีเมนต์ไทย การบินไทย และสำนักงานทรัพย์สิน แบ่งคะแนนด้านการทำงาน เพื่อนร่วมงาน การเดินทาง เงินเดือน และสถานที่ทำงาน

พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา

ผลปรากฏออกมาเป็นสำนักงานทรัพย์สินฯ (สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ในปัจจุบัน) ก่อนเริ่มทำงานที่สำนักงานทรัพย์สินฯ ด้วยเงินเดือน 7,000 บาท

“ตอนนั้นคิดว่าไม่เป็นไร ถือว่าได้ทำงานถวายในหลวง ร.9 ซึ่งงานแรกที่ จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินฯ ในสมัยนั้น ปัจจุบันเป็นองคมนตรี ในปัจจุบัน ให้มาคือ การดูแลดอยคำ ซึ่งแยกออกมาจากโครงการหลวง เพื่อให้เป็นธุรกิจแข่งขันอย่างเสมอภาคในตลาด”   

พิพัฒพงศ์เป็นคนไปจดทะเบียนบริษัทดอยคำ ทำงานเบื้องหลังมาตลอด ก่อนได้มาเป็นซีอีโออย่างเป็นทางการประมาณ 7 ปีที่แล้ว ปัจจุบันดอยคำมีโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูป 3 แห่ง มีผลิตภัณฑ์จำหน่ายกว่า 300 ชนิด มีพนักงาน 1,050 คน และมีเกษตรกรสมาชิกไม่ต่ำกว่า 600 ราย

“จุดสำคัญที่ทำให้ดอยคำก้าวมาถึงวันนี้ได้คือ ความจริงใจ เราทำทุกอย่างด้วยความจริงใจ พยายามทำให้ดี เรากำหนดราคาผลิตภัณฑ์เป็นธรรมที่สุด กำไรไม่มาก ประมาณ 4-9 เปอร์เซ็นต์ เพราะเราเป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่ในหลวง ร.9 ทรงตั้งไว้ ฉะนั้นปีนี้หากดอยคำทำกำไรได้ 11 เปอร์เซ็นต์ ปีหน้าดอยคำจะเพิ่มราคารับซื้อผลผลิต เพื่อให้เกษตรกรได้มากขึ้น แต่การปรับราคาสินค้าสูงขึ้นก็ต้องแลกกับคุณภาพที่เพิ่มขึ้นด้วย จริงๆ ผลผลิตที่เก็บมาดี ไม่มีเชื้อรา เราก็ให้ราคาซื้อมากกว่าปกติ เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมเอาอย่างว่าต้องทำให้ดีขึ้น”

พิพัฒพงศ์แง้มว่า ปี พ.ศ.2566 จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของดอยคำเยอะ อย่างนวัตกรรมใหม่ของน้ำผลไม้ ที่มาเบรกขาลงของอุตสาหกรรมน้ำผลไม้ ที่ทางการแพทย์บอกว่าน้ำตาลฟรุกโตสไม่ดีต่อสุขภาพจะทำอย่างไร รวมถึงการนำนวัตกรรมโดรนบินสำรวจแปลงเกษตร เพื่อดูสภาพภูมิประเทศ ทิศทางลมต่างๆ เพื่อดูว่าพื้นที่เกษตรนั้นเหมาะปลูกพืชอะไร ไม่เหมาะปลูกพืชอะไร เพื่อให้การปลูกได้ผลผลิตจำนวนมาก ปลูกได้เงินมากขึ้น พร้อมเดินหน้าการพัฒนาการทำอุตสาหกรรมเกษตร ด้วยการใช้เครื่องจักรทำเกษตรแปลงใหญ่

นายพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา

“การปลูกพืชจำเป็นต้องพัฒนาสายพันธุ์ตลอด ไม่งั้นอยู่ไม่ได้ ยกตัวอย่างสตรอเบอรี่ ปลูกไปสัก 6 รุ่น หลังจากนั้นก็จะให้ผลผลิตต่ำ ไม่แข็งแรงแล้ว ดอยคำจึงตั้งใจพัฒนาสายพันธุ์สตรอเบอรี่ใหม่ ทุกๆ 5 ปี จึงมีแผนว่าในปี 2566 ดอยคำจะตั้งศูนย์วิจัยขึ้นมา เพื่อวิจัยอาหาร และวิจัยเมล็ดพันธุ์พืช ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ หากมีเมล็ดพันธุ์ดี ทุกอย่างก็จะดีไปทั้งหมด ตั้งแต่เกษตรกรปลูกได้ผลผลิตดี โดยไม่ต้องใช้สารเคมี ผู้บริโภคก็ได้กินของดี สุขภาพดี โดยหลังจากวิจัยสำเร็จแล้วจะส่งออกไปให้เกษตรกรนำไปปลูก”

เล่าถึงโปรเจ็กต์มากมาย ก่อนปิดท้ายว่า “ผมจะเกษียณในอีก 2 ปี” ส่วนหลังเกษียณจะทำอะไรต่อ พิพัฒพงศ์เล่าน้ำเสียงมั่นใจว่า “เที่ยว จริงๆ อยากเกษียณตั้งแต่อายุ 50 หรือ 55 ปีด้วยซ้ำ ตอนนี้ร่างกายไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว กลัวว่าหากอยู่ต่อไปจนถึง 70 ปี ถึงเวลานั้นคงตะบันน้ำหมากกินแล้ว คงเดินไปไหนลำบาก ฉะนั้นตอนนี้ที่ยังเดินไหว ก็อยากใช้ชีวิตบ้าง แต่ก็พร้อมจะใช้ชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป หากใครจะให้ไปเป็นที่ปรึกษา ก็ว่ากันตามความเหมาะสม แต่คงไม่ฟูลไทม์”

“ก็ต้องรู้จักพอ ตามที่ในหลวง ร.9 ทรงสอน เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าพอ จะเกิดความสุขทันที แต่ทำงานที่ดอยคำ ผมมีความสุขนะ ทุกเช้าตื่นขึ้นมาแล้วอยากทำงาน ไม่เคยมีวันไหนที่ตื่นมาแล้วไม่อยากทำงาน เพราะทุกเช้ามีของใหม่ๆ มาให้ผมได้ตัดสินใจ เป็นของใหม่ที่ทำแล้วจะช่วยเหลือชาวบ้านได้อย่างไร เป็นการตื่นขึ้นมามองเห็นอนาคตว่าจะไปต่อไปยังไง ทำให้ผมมีความสุข

“จะเห็นว่าวันนี้อายุ 58 ปี ผมยังไม่ใส่แว่นเลย ผมไม่หงอก หน้าไม่เหี่ยว เพราะหน้าอ้วนมั้ง มันตึง” พูดอย่างมีอารมณ์ขัน ก่อนว่า

“ชีวิตก็เท่านี้ จะให้ยากดีมีจน หรือมีเยอะเท่าไหร่ ก็เท่านี้แหละ ถึงเวลาต้องไป เราเอาอะไรไปไม่ได้”

“ผมเชื่อว่าหากเกษียณไปแล้ว กลับมาที่ดอยคำ ทุกคนจะยินดีต้อนรับ เลี้ยงข้าว พูดคุยกัน แค่นั้นผมก็มีความสุขแล้ว” พิพัฒพงศ์กล่าวทิ้งท้าย

นายพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

– เปิดตำรับ ‘ข้าวแช่ ดอยคำ’ เมนูสุดพิถีพิถัน ราชสกุล ‘อิศรเสนา’

– ดอยคำ นำเยาวชน ร่วมกิจกรรมจิตอาสา ทำฝายชะลอน้ำช่วยชุมชน

– เปลี่ยนขยะเป็นสินค้าสุดเก๋! ดอยคำ ชวน ‘แกะ ล้าง เก็บ’ กล่องยูเอชที ดูแลโลกอย่างยั่งยืน ใน SX 2022

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image