เทคโนโลยีสำหรับเด็ก ‘เป็นคุณหรือโทษ’ ขึ้นอยู่กับมุมมอง?

“เป็นคุณหรือเป็นโทษ” ขึ้นอยู่กับมุมมอง

ในขณะที่คุณพี่กำลังนั่งหาเรื่องที่จะมาเขียนให้น้องๆ ได้อ่าน ก็ไปเจอบทความ 2 บทความที่น่าสนใจ ที่เหมือนจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ก็มีความ “แตกต่างกัน”

เอาชิ้นแรกก่อน ชิ้นแรกเป็นงานวิจัยที่คุณพี่ว่า ก็จะคล้ายๆ กับที่ผ่านๆ มา ที่ระบุว่า หากเด็กๆ ใช้เวลาในการอยู่กับบรรดาหน้าจอทั้งหลายลดลง ไม่ว่าจะเป็นมือถือ หรือแท็บเล็ต หรือเกม ก็แล้วแต่ จะทำให้การทำงานของสมองดีขึ้น !!

อันนี้เป็นเรื่องที่ได้ยินกันมาบ่อยแล้ว แต่ก็ขอหยิบมาเล่าเสียหน่อย เพราะเป็นงานวิจัยชิ้นล่าสุด ที่ออกมา เป็นงานวิจัยของแพทย์หญิงจิลล์ เอ็มมานูเอล นักจิตวิทยา ร่วมกับสถาบันชายด์มายด์ ที่ศึกษานักเรียนอเมริกันอายุ 8-11 ปี จำนวนกว่า 4,500 คน พบว่า เด็กที่นอนได้คืนละ 9-11 ชั่วโมง และมีการออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง และจำกัดการใช้งานหน้าจอทั้งหลาย เหลือวันละไม่ถึง 2 ชั่วโมง พบว่า เด็กเหล่านี้ มี “ความจำ” ที่ดีขึ้น

ทีนี้ มาดูบทความอีกชิ้นหนึ่ง เป็นเรื่องราวของคุณแม่คนหนึ่ง ที่ชื่อว่า เจเจ โรเซน ที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกในสมัยนี้ว่า ต้องคอยว่าด่าตักเตือนเรื่องให้ลูกวางมือถือลงอยู่ทุกๆ วัน และทำอย่างนี้มานานอยู่หลายปี เพราะเชื่อว่า เป็นสิ่งที่ “ถูกต้อง” แล้ว สำหรับการเลี้ยงลูกในยุคสมัยนี้

แม่คนนี้บ่นว่า ก็เวลาที่ไปร้านอาหาร ก็จะเห็นแต่เด็กๆ นั่งเล่นมือถือบ้าง แท็บเล็ตบ้าง เกมบ้าง แต่ละคนก็จะไม่สนใจอะไรอย่างอื่นเลย

แต่…. แต่ขณะเดียวกัน บรรดาผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่บนโต๊ะอาหาร ก็เปิดมือถือดูอยู่เหมือนกัน แล้วพอหันไปเจอลูกเล่นมือถือ ก็ดุลูก แล้วตัวเอง ก็หันมาเปิดเช็คอีเมล์หรือตอบข้อความต่อ

คุณแม่ท่านนี้บอกว่า ในฐานะที่ตัวเอง ก็เป็นถึงที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี ก็ต้องบอกว่า สาเหตุที่เราทั้งหลาย ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก พากันติดจอกันงอมแงม ก็เพราะ มัน “เจ๋ง” มากไงหละ ก็ถ้ามันไม่เจ๋ง เราก็คงไม่มานั่งเล่นกันอยู่ตลอดเวลาแบบนี้

นางบอกว่า ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ตอนนี้ วันทั้งวันก็พึ่งพาสมาร์ทโฟน ตั้งแต่ตื่นนอน ให้มันปลุก เช้ามา เรียกรถ ก็รียกอูเบอร์ ดูตารางงาน ก็ดูจากมือถือ พูดคุยเรื่องงาน ก็พูดคุยกันผ่านโปรแกรมแชต ไหนจะต้องเช็กอีเมล์อีก ดูโน่น หานี่ ก็สมาร์ทโฟนทั้งนั้น

มีวันหนึ่ง นางและสามี ตวาดลูกให้เลิกเล่นมือถือ ก่อนที่ลูกจะตอบกลับไปอย่างเรียบๆ ว่า ขอบอกเพื่อนก่อนว่าจะเลิกคุย ก่อนที่คุณแม่นางนี้จะมารู้ว่า สิ่งที่ลูกกำลังคุยอยู่ คือโปรแกรมแชตฟรีทั่วโลกสำหรับเกมเมอร์ทั้งหลาย และมีการพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องที่ได้เรียนมาที่โรงเรียน

เป็นกลุ่มสังคมออนไลน์ที่ในยุคสมัยก่อน ไม่มีอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น “นี่คือสิ่งที่ดีไม่ใช่หรือ”

คำถามเกิดขึ้น ก็ต้องหาคำตอบ ที่สุดแล้ว คุณแม่นางนี้ก็เลยขอเปลี่ยนวิธี แทนที่จะคอยตวาด ให้ลูกเลิกเล่นมือถือ ก็กลายเป็นว่า นางจะเดินเข้าไปหาลูก แล้วดูว่า ลูกเล่นอะไรบนมือถือ

หลังจากนั้น นางก็จะได้รู้เรื่องราวบนโลกเทคโนโลยีของลูกมากขึ้น และนางก็จะมีความสุข ลูกก็มีความสุข

จบลงด้วยความสุขของทุกฝ่าย …. เมื่ออะไรๆ ก็เปลี่ยนไปได้ ลองเปลี่ยนมุมมองความคิดดู ชีวิตก็อาจจะดีขึ้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon