พบเทคนิคใหม่ ทำให้ “มนุษย์ล่องหน”

(ภาพ-Public Domain)

ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัย เอ็กซ์เทรมาดูรา ในประเทศสเปนนำโดย อัลเบร์โต เซร์นา และ ลุยส์ โมลีนา เผยแพร่ผลงานวิจัยชิ้นใหม่ผ่านวารสารวิชาการ เนเจอร์ ไซนซ์ เมื่อไม่นานมานี้ ภายใต้ชื่อ “มัลติเลเยอร์ โฮโมจีนัส ไดอิเล็กทริค ฟิลเลอร์ ฟอร์ อิเล็กโตรแม็คเนติค อินวิสซิบิลิตี” ซึ่งเป็นชื่อของเทคนิคใหม่ในการทำให้วัตถุใดๆ “มองไม่เห็น” ได้นั่นเอง

เทคนิคดังกล่าวนี้แทบจะเป็นตรงกันข้ามกับเทคนิคในการล่องหน ซึ่งคิดค้นโดยทีมวิจัยที่นำโดย เดวิด สมิธ แห่งมหาวิทยาลัยดุ๊คกับ ไถ้ จุ้น คุ่ย จากมหาวิทยาลัยเซาธ์อีสต์ ในเมืองนานจิง ประเทศจีน เมื่อปี 2006 ซึ่งเรียกว่า “อินวิสซิเบิล โคลค” ทำนองเดียวกับผ้าห่มล่องหนของตัวเอกในภาพยนตร์แฮร์รี พอตเตอร์ นั่นเอง

เทคนิคใหม่ซึ่งเรียกสั้นๆ ว่า “ฟิลเลอร์” นี้แม้จะใช้หลักการเดียวกันนั่นคือ การหักเหแสงที่ตกกระทบต่อวัตถุให้กระจายตัวออกไปไม่สะท้อนกลับเข้ามายังดวงตาของเรา ทำให้วัตถุหรือคนเหมือนกับล่องหนหายตัวได้ แต่ในขณะที่ อินวิสซิเบิล โคลค ใช้การห่มคลุมภายนอก เทคนิคฟิลเลอร์ กลับเป็นการจัดการจากภายใน

ในรายงานผลการวิจัยดังกล่าวนี้ ทีมวิจัยอธิบายถึงวิธีการเอาไว้ว่า เป็นการทำให้วัตถุใดๆ เปลี่ยนสภาพเป็นวัตถุล่งหนโดยการใช้วัสดุ “ฟิลเลอร์” ที่เป็นวัสดุซึ่งมีปฏิกิริยากับแสงแตกต่างกัน ด้วยการเพิ่มชั้นวัสดุฟิลเลอร์ดังกล่าวไว้ภายในเป็นชั้นๆ หลายชั้นเพื่อสร้างสารพิเศษซึ่งจะทำให้ตัววัตถุและฟิลเลอร์สามารถใช้งานปฏิกิริยาทางไฟฟ้าซับซ้อนต่อแสงที่ตกกระทบให้หักล้างซึ่งกันและกัน ซึ่งจะส่งผลให้วัตถุดังกล่าวไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตานั่นเอง


เทคนิคของทีมวิจัยสเปน เป็นเทคนิคที่ปรับปรุงมาจากเทคนิคล่องหนเดิมที่เรียกกันว่า “พลาสโมนิค โคล้คกิ้ง” ซึ่งทำให้คลื่นไมโครเวฟมองไม่เห็น มาประยุกต์ใช้ในการทำให้วัตถุใดๆ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นโดยไม่จำเป็นต้องมีเสื้อคลุมหรือผ้าคลุม (โคล้ค) จริงๆ เทคนิคที่ทีมวิจัยสเปนคิดค้นขึ้น เรียกอีกอย่างว่า “การกระจายแสงแบบหักล้างซึ่งกันและกัน” ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคือการทำให้วัตถุ 2 ชิ้น (วัตถุเดิมกับฟิลเลอร์ที่เติมเข้าไป) สะท้อนแสงออกมาในลักษณะที่หักล้างกันเอง

ผลก็คือการทำให้วัตถุทั้งสองมองไม่เห็นด้วยตาเปล่านั่นเอง

ข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อใช้ในการล่องหนนั้น มีการค้นคิดกันอย่างต่อเนื่อง และในแต่ละครั้งก็ดูเหมือนมีประสิทธิภาพทีเดียว แต่ตัวอย่างจากการที่ “อินวิสซิเบิล โคล้ค” ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นมาเมื่อ 12 ปีก่อน จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถพัฒนาต่อไปจากจุดเริ่มต้นได้ เทคนิคใหม่นี้ก็อาจลงเอยด้วยทำนองเดียวกัน

คงต้องใช้เวลาอีกนานไม่น้อยกว่า “มนุษย์ล่องหน” จะเกิดขึ้นได้จริงๆ

บทความก่อนหน้านี้“วรชัย” บอก วันนี้คนที่ไปรอรับ “ประยุทธ์” ล้วนเป็นคนของพรรคพปชร.ทั้งสิ้น
บทความถัดไปคลังขายบอนด์ออมทรัพย์เพิ่ม 5 พันล.