‘ซิสโก้’ เผยเทรนด์เทคโนโลยี

นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์

ในโลกที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้น อันเนื่องมาจากเทคโนโลยี หลายธุรกิจได้รับผลกระทบจากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยี สิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไป คือการปรับตัว ใครปรับตัวได้ ก็ได้ไปต่อ ใครปรับตัวไม่ได้ ก็ต้องล้มหายไป

บริษัท ซิสโก้ ในฐานะผู้ให้บริการเทคโนโลยี ได้มาอัพเดตธุรกิจ เทรนด์และเทคโนโลยีของซิสโก้ ในปี 2563 นี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง 5จี, ไวไฟ6, ซีเคียวริตี้, ไอโอที, คอลแลบบอเรชั่น และอื่นๆ อีกมากมาย โดยนายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการซิสโก้ ประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน

นายวัตสันกล่าวว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นใช้งานสมาร์ทโฟน จนเป็นที่แพร่หลายทั่วโลก เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ ที่แทรกซึมเข้าสู่องค์กร และการใช้งานในบ้าน รวมไปถึงการใช้คลาวด์ แอพพลิเคชั่น และโซเชียลมีเดียที่พบเห็นได้ทั่วไป

สำหรับแนวโน้มในอนาคตนั้น ทางซิสโก้มองไปข้างหน้าแบบยาวไกล โดยข้อมูลคาดการณ์ของซิสโก้ในหลายๆ เรื่องจากเมื่อปีที่แล้ว อย่างเรื่องการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการเชื่อมต่อผ่านมือถือ การพัฒนาการอย่างต่อเนื่องในด้านการใช้งาน AI/ML และการพัฒนาไปสู่สถาปัตยกรรมมัลติโดเมน จะยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า ในส่วนของเทรนด์ปีนี้ การคาดการณ์ และอนาคตข้างหน้า เรื่องแรกคือ จำเป็นต้องสร้างอินเตอร์เน็ตสำหรับอนาคต

นายวัตสันกล่าวว่า การปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัล หรือดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานอินเตอร์เน็ตที่มีอยู่ในปัจจุบันถึงจุดแตกหัก และเราใกล้จะถึงขีดจำกัดของการสร้างสรรค์นวัตกรรม ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนา “เครือข่ายอินเตอร์เน็ตสำหรับอนาคต” ขึ้น

โดยภายในปี 2566 จะมีอุปกรณ์ราว 49,000 ล้านเครื่องเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต และในทศวรรษหน้า จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่หลากหลาย ตั้งแต่ Virtual Reality และ Augmented Reality ไปจนถึงสตรีมมิ่ง 16K, AI, 5G, 10G, ควอนตัมคอมพิวติ้ง, ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าและปรับเปลี่ยนอย่างยืดหยุ่น, ยานพาหนะไร้คนขับ และ IOT อัจฉริยะ นอกจากนี้ยังอาจมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เราคาดไม่ถึง

แอพพลิเคชั่นรุ่นใหม่เหล่านี้จะส่งผลให้เกิดความต้องการและความซับซ้อนมากขึ้นเกินกว่าที่โครงสร้างพื้นฐานอินเตอร์เน็ตที่มีอยู่จะสามารถรองรับได้ ขณะที่เราก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่นี้ เราจำเป็นปรับเปลี่ยนแนวคิดและสร้างโครงสร้างพื้นฐานอินเตอร์เน็ตขึ้นใหม่ โดยโครงสร้างพื้นฐานที่ว่านี้จะต้องเร็วกว่าเดิม ปรับขนาดได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งยังบริหารจัดการและรักษาความปลอดภัยได้อย่างง่ายดาย

เมื่อไม่นานมานี้สโก้ได้ประกาศแผนสำหรับการสร้างอินเตอร์เน็ตเพื่อรองรับนวัตกรรมดิจิทัลในทศวรรษหน้า โดยองค์ประกอบหลักของกลยุทธ์อินเตอร์เน็ตสำหรับอนาคต หรือ Internet for the Future อยู่ที่การลงทุนด้านการพัฒนาเทคโนโลยีในส่วนของซิลิคอน ออปติก และซอฟต์แวร์ เพื่อรองรับแผนการในอนาคต

เรื่องที่ 2 คือเรื่อง ความภักดีต่อแอพพลิเคชั่น เทียบเท่าความภักดีต่อแบรนด์ โดยหากพูดถึงธุรกิจในปัจจุบัน มีความเป็นไปได้สูงมากที่คุณจะนึกถึงช่องทางดิจิทัลที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกับธุรกิจนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นแอพพ์หรือเว็บไซต์ รวมไปถึงความสะดวกง่ายดาย และความพึงพอใจที่คุณได้รับผ่านช่องทางดังกล่าว

ข้อมูลล่าสุดจากรายงาน App Attention Index ของ AppDynamics ระบุว่า การใช้บริการดิจิทัลได้กลายเป็นพฤติกรรมของมนุษย์โดยที่เราไม่รู้ตัว โดยพฤติกรรมที่ว่านี้เรียกว่า Digital Reflex ในอดีตผู้บริโภคมักต้องไตร่ตรองและตัดสินใจที่จะใช้บริการดิจิทัลเพื่อทำงานหรือกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ปัจจุบัน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ (71%) ยอมรับว่าบริการดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว

ผลการศึกษาดังกล่าวชี้ว่า ถ้าหากแอพพ์ของแบรนด์หนึ่งๆ ให้ประสบการณ์ที่ไม่ดีพอ ผู้ใช้จะหันหลังให้กับแบรนด์นั้นในทันที ในกรณีที่เกิดปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ ผู้บริโภคจะหันไปหาแบรนด์คู่แข่ง (49%) หรือเตือนคนอื่นๆ ไม่ให้ใช้บริการนั้น หรือแบรนด์นั้นๆ (63%) โดยไม่เปิดโอกาสให้ธุรกิจเจ้าของแบรนด์ได้แก้ตัวหรือปรับปรุงการให้บริการ

ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องใส่ใจต่อผู้บริโภคที่ไม่มีความอดทนที่มีมากขึ้น นอกเหนือไปจากประสบการณ์ดิจิทัลที่สะดวกรวดเร็วและดีเยี่ยม ซึ่งเป็นสาเหตุให้ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของแอพพลิเคชั่นในแบบเรียลไทม์มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้สามารถระบุปัญหาที่แท้จริงและดำเนินการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที

เรื่องที่ 3 คือการป้องกันภัยคุกคามด้วย Threat Hunting และ Zero Trust ทุกวันนี้ อาชญากรรมทางไซเบอร์มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั่วโลกมากกว่าภัยธรรมชาติถึง 3 เท่า ดังนั้นองค์กรจึงมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นสำหรับระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ระบบรักษาความปลอดภัยที่มีอยู่ในปัจจุบันมีลักษณะเป็นแบบตอบสนอง (Reactive) ซึ่งโดยมากแล้วจะดำเนินการแก้ไขเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วและส่งผลกระทบต่อระบบ โดยระบบรักษาความปลอดภัยที่ว่านี้ไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรต่างๆ จำเป็นที่จะต้องใช้ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ “Zero Trust” เพื่อก้าวให้ทันกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ๆ

ทั้งนี้ แนวคิด Zero Trust แบบดั้งเดิม ซึ่งกำหนดโดย Forrester อ้างอิงหลักการที่ว่าองค์กรต่างๆ “ไม่ควรไว้วางใจอะไรเลยก็ตาม” ไม่ว่าจะอยู่ภายในหรือภายนอกเครือข่าย และจะให้สิทธิการใช้งานแก่ผู้ใช้ อุปกรณ์ และเวิร์กโหลดที่ผ่านการตรวจสอบ เฉพาะหลังจากที่มีการยืนยันความน่าเชื่อถือและมีการป้องกันภัยคุกคามเป็นที่เรียบร้อยแล้วเท่านั้น โดยทั้งหมดนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประสบการณ์ของผู้ใช้ แนวทางดังกล่าวอาจได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในอีกในไม่ช้า

นอกจากนั้น การค้นหาภัยคุกคามใหม่ๆ หรือ Threat Hunting จะมีบทบาทสำคัญเพิ่มมากขึ้นสำหรับแนวทางการรักษาความปลอดภัยอย่างรอบด้านขององค์กรต่างๆ ขณะที่แนวทางแบบเก่าตอบสนองต่อการแจ้งเตือนหลังจากที่ตรวจพบกิจกรรมที่อาจเป็นอันตราย แต่ Threat Hunting เป็นการตรวจหาและวิเคราะห์ภัยคุกคามใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

เป้าหมายของ Threat Hunting คือการค้นหามัลแวร์และช่องโหว่ใหม่ๆ ที่ยังไม่มีใครรู้จัก แม้กระทั่งในกรณีที่ไม่มีการตรวจพบมัลแวร์ Threat Hunting ก็ยังสามารถระบุช่องโหว่ที่จำเป็นต้องมีการกำหนดนโยบายใหม่ ด้วยเหตุนี้ การค้นหาภัยคุกคามอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดจำนวนช่องทางการโจมตีโดยรวม

ผู้เชี่ยวชาญที่ Cisco Talos ได้จัดทำหนังสืออี-บุ๊คที่มีชื่อว่า Hunting for Hidden Threats ซึ่งระบุถึงประโยชน์ของการทำ Threat Hunting รวมถึงองค์กรที่ควรจะเข้าร่วม และมีสิ่งใดบ้างที่ควรจะค้นหา ที่ไหน และเมื่อไร นอกจากนั้น ยังเปรียบเทียบแนวทางนี้กับแนวทางการรักษาความปลอดภัยแบบอื่นๆ เช่น การตอบสนองต่อเหตุการณ์ การทดสอบการแทรกซึม หรือการบริหารความเสี่ยง เป็นต้น

เรื่องที่ 4 แนวโน้มเกี่ยวกับระบบเครือข่าย : การพัฒนาของระบบเครือข่ายตามความต้องการของผู้ใช้ ทั้งนี้ เครือข่ายมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นต่อธุรกิจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนและให้คุณประโยชน์ที่หลากหลายนอกเหนือจากการเชื่อมต่ออุปกรณ์และสถานที่ตั้ง โดยทุกวันนี้เครือข่ายมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการสร้างแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ การปกป้องข้อมูล การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และการเสริมสร้างขีดความสามารถให้กับทีมงานต่างๆ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แวดวงอุตสาหกรรมหันมาให้ความสนใจกับบทบาทของเครือข่ายที่กำหนดด้วยซอฟต์แวร์ (Software-defined Network-SDN) ซึ่งเป็นพัฒนาการขั้นถัดไปของเครือข่าย โดย SDN ให้ประโยชน์มากมาย เช่น การรวมศูนย์การจัดการและการรักษาความปลอดภัย ความยืดหยุ่น และการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

ที่ซิสโก้ เราไม่ได้มองว่า SDN คือผลิตผลขั้นสุดท้าย หากแต่เป็นขั้นตอนสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายเพื่อมุ่งไปสู่ระบบเครือข่ายตามความต้องการของผู้ใช้ (Intent-Based Networking-IBN) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ AI และ Machine Learning เพื่อคาดการณ์การดำเนินการ ตรวจหาและแก้ไขความผิดปกติโดยอัตโนมัติ หยุดยั้งภัยคุกคามด้านความปลอดภัย รวมถึงมีการพัฒนาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

SDN ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยรายงาน Cisco Global Networking Trends ระบุว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารฝ่ายไอทีและผู้กำหนดกลยุทธ์เครือข่ายกว่า 2,000 คน พบว่า 41 เปอร์เซ็นต์มี SDN ในโดเมนเครือข่ายอย่างน้อยหนึ่งโดเมน และมีเพียง 4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เชื่อว่าเครือข่ายของตนเองเป็นแบบ Intent-Based อย่างแท้จริง อย่างไรก็ดี เป็นที่ชัดเจนว่าผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเห็นพ้องต้องกันว่าเครือข่าย IBN จะมีบทบาทสำคัญในอนาคตอันใกล้ โดย 78 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่าเครือข่ายของตนจะพัฒนาไปสู่เครือข่ายตามความต้องการของผู้ใช้ (intent-based) และเครือข่ายที่ขับเคลื่อนด้วยบริการ (service-driven) ภายในสองปีข้างหน้า และ 35 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าเครือข่ายของตนจะเป็นแบบ Intent-Based อย่างสมบูรณ์ในช่วงเวลาเดียวกัน

เรื่องที่ 5 บุคลากรไอทีขาดทักษะด้านธุรกิจจนส่งผลกระทบรุนแรง ทั้งนี้ บุคลากรยังคงเป็นปัญหาท้าทายอันดับ 1 ที่ผู้บริหารไอทีต้องรับมือในปัจจุบัน ซิสโก้ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารส่วนงานไอทีและธุรกิจ 600 คน และพบว่า 93% ประสบปัญหาช่องว่างด้านบุคลากรอย่างรุนแรงจนทำให้การปรับปรุงธุรกิจเกิดความล่าช้า

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็คือ ลักษณะของตำแหน่งหน้าที่ที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับส่วนที่มีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด เช่น วิทยาศาสตร์ข้อมูล และ AI ยังคงมีความต้องการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของธุรกิจในปัจจุบัน ฝ่ายไอทีจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็น “ผู้รับคำสั่ง” ไปสู่การเป็นพันธมิตรธุรกิจ ซึ่งนั่นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ในแต่ละวันของพนักงานฝ่ายไอทีจากการตั้งค่าอุปกรณ์ไปสู่ “การแก้ไขปัญหาธุรกิจโดยอาศัยเทคโนโลยี”

ขณะที่แบบสำรวจของซิสโก้ พบว่าผู้บริหารส่วนงานไอทีและธุรกิจเห็นพ้องต้องกันว่า ปัญหาสำคัญที่สุดที่ผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีต้องเผชิญก็คือ การขาดความรู้และไหวพริบทางด้านธุรกิจ และด้วยเหตุนี้ ภารกิจสำคัญสำหรับผู้บริหารส่วนงานไอทีและธุรกิจก็คือ การสรรหาพนักงานที่มีทักษะทั้งทางด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ

จากการสำรวจพบด้วยว่าบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนธุรกิจมักจะจัดการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนทักษะด้านธุรกิจให้แก่พนักงานฝ่ายไอที แทนที่จะว่าจ้างบุคลากรเพิ่มเติมหรือเอาต์ซอร์สงานให้บริษัทอื่น

ทั้งนี้เพื่อรักษาองค์ความรู้ วัฒนธรรม และค่านิยมขององค์กรเอาไว้

บทความก่อนหน้านี้‘ธนาธร’ ชวนแสดงพลังปฏิรูปกองทัพ ย้ำต้องสร้างความยุติธรรมในค่ายทหาร
บทความถัดไป“บิ๊กแดง” สั่งต่อเนื่อง ฟันไม่เลี้ยง กำลังพลเอี่ยวธุรกิจในค่ายทหาร กำชับ ต้องตรงไปตรงมา