เทคโนโลยีตรวจสอบใบหน้า เพื่อยืนยันตัวบุคคล กรณีศึกษาจากสิงคโปร์

แอนดรูว์ บัด

เทคโนโลยีตรวจสอบใบหน้า เพื่อยืนยันตัวบุคคล กรณีศึกษาจากสิงคโปร์

“มติชน” มีโอกาสได้สัมภาษณ์ แอนดรูว์ บัด ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของ iProov ผ่านอีเมล์ เพื่อให้ได้ข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดนี้ ซึ่งทางการสิงคโปร์เลือกนำมาใช้อย่างเป็นทางการเป็นชาติแรก

แอนดรูว์ บัด เปิดเผยว่า iProov ผู้พัฒนาและจัดหาโซลูชั่นชั้นนำทางด้านเทคโนโลยีการตรวจสอบใบหน้าเพื่อยืนยันตัวบุคคล (facial biometric Authentication) ได้รับเลือกจากหน่วยงานเทคโนโลยีของรัฐบาลสิงคโปร์ (GovTech) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล และ Smart Nation โดย iProov จะเป็นผู้วางระบบการตรวจสอบใบหน้าเพื่อยืนยันตัวบุคคลก่อนล็อกอินเข้าใช้งาน SingPass ซึ่งปัจจุบัน SingPass ได้รับการต่อยอดจนเปรียบเสมือนเกตเวย์ที่ให้ประชาชนรวมถึงผู้อยู่อาศัยในสิงคโปร์เข้าถึงบริการดิจิทัลต่างๆ ได้กว่า 500 รายการ ซึ่งบริการเหล่านี้มาจากทั้งภาครัฐและเอกชน เนื่องจากรัฐบาลสิงคโปร์อนุญาตให้องค์กรภาคเอกชนใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลบุคคล (National Digital Identity) ที่รัฐบาลสร้างขึ้นสำหรับ SingPass โดยธนาคารและธุรกิจอื่นๆ ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กสามารถผสานเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับ SingPass Face Verification ได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องลงทุนสร้างระบบของตนเองขึ้นใหม่ รวมถึงส่งผลดีในประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัว เนื่องจากบริษัทต่างๆ ไม่ต้องจัดเก็บข้อมูลชีวภาพเหล่านี้

ในการใช้ SingPass Face Verification นับว่ามีประโยชน์มากมาย เพราะนอกจากจะสามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลที่กว้างขึ้น ผู้ใช้ยังได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น ประสบการณ์การใช้งานที่ง่ายขึ้น และความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่จำเป็นต้องตั้งรหัสผ่านหรือแบ่งปันข้อมูลที่ละเอียดอ่อนกับทุกๆ บริษัทที่เข้าไปติดต่องานอีกต่อไป การปรับปรุงความสามารถในการเข้าถึงและการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจทางออนไลน์ดังกล่าวจะนำไปสู่การทำให้ประชาชนเข้าใช้บริการดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดมุ่งหมายของโครงการ Smart Nation ของสิงคโปร์

โซลูชั่น Genuine Presence Assurance ของ iProov จะช่วยให้ผู้ใช้งาน SingPass ราวสี่ล้านคนสามารถยืนยันตัวเองโดยอัตโนมัติและพิสูจน์ว่าบุคคลที่แสดงตัวอยู่ตรงหน้าจอนั้นคือตัวเขาจริงๆ เพื่อเข้าถึงบริการออนไลน์ต่างๆ จากทั้งบนอุปกรณ์พกพา หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือที่ตู้ kiosk การดำเนินธุรกรรมต่างๆ อาทิ การกรอกข้อมูลการขอคืนภาษีสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการสแกนใบหน้าแบบไบโอเมตริกซ์แทนที่การใช้รหัสผ่าน ซึ่งยุ่งยากในการจดจำและอาจไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร อีกทั้งการใช้เทคโนโลยีการพิสูจน์ตัวตนแบบไบโอเมตริกซ์แทนรหัสผ่านจะช่วยเพิ่มความปลอดภัย และมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นและอัตราความสำเร็จในการตรวจสอบมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อธุรกิจและช่วยรักษาฐานลูกค้า

แอนดรูว์กล่าวว่า “รัฐบาลและองค์กรต่างๆ ทั่วโลกใช้โซลูชั่น Genuine Presence Assurance เพื่อรับรองความถูกต้องในการยืนยันตัวตนผ่านทางออนไลน์ที่ปลอดภัยที่สุด Genuine Presence Assurance ใช้ระบบ passive face authentication ในการรับรองความถูกต้อง เพื่อยืนยันว่ามีการปรากฏตัวของผู้ใช้งานออนไลน์จริงๆ เทคโนโลยี Flashmark ของ iProov ใช้การส่องสว่างภายใต้การควบคุมเพื่อยืนยันว่าบุคคลนั้นเป็นคนคนนั้นจริง (ตรงกับภาพถ่ายของเอกสารระบุตัวตนที่เชื่อถือได้) เป็นบุคคลจริง (ไม่ใช่รูปถ่าย หน้ากาก หรือรูปตัดต่อ) และตรวจสอบความถูกต้องตอนแสดงตัว (ไม่ใช่วิดีโอ ไม่ใช่ deepfake หรือการสร้างใบหน้าเลียนแบบบุคคล วิดีโอตัดต่อ หรือการแทรกวิดีโอ)”

ทั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่มีการใช้ระบบของ iProov เพื่อยืนยันใบหน้าด้วยการจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์และเพื่อให้การยืนยันตัวตนดิจิทัลเป็นไปอย่างปลอดภัยตามแผนงานแห่งชาติสิงคโปร์

ระบบการยืนยันใบหน้าทำได้โดยอาศัยองค์ความรู้และการทำงานร่วมกันของผู้ใช้งาน เทคโนโลยี Genuine Presence Assurance ของ iProov ใช้การสแกนไบโอเมตริกซ์ใบหน้าที่มีความปลอดภัยสูงแต่ใช้งานง่าย โดยกล้องบนอุปกรณ์พกพา คอมพิวเตอร์ หรือคีออสก์ จะส่องใบหน้าของผู้ใช้ด้วยลำดับสีในการเข้ารหัสเป็นเวลาสองสามวินาที (cryptographic sequence of colours) วิธีนี้เป็นการรับประกันการยืนยันตัวตนว่าผู้ใช้งานนั้นตรงตามข้อมูลจริง คือเป็นผู้ถือครองหมายเลขประจำตัวประชาชนอย่างถูกต้อง เป็นตัวคนจริงๆ ไม่ใช่รูปถ่าย หรือวิดีโอ)

เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเทคโนโลยีการตรวจสอบใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตน ยกตัวอย่างเช่น ในหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง การจดจำใบหน้าจะสแกนใบหน้าของบุคคลและจับคู่ใบหน้านั้นกับรูปภาพที่มีอยู่ในฐานข้อมูลของอาชญากรที่เป็นที่รู้จักหรือต้องสงสัย โดยบุคคลนั้นๆ ไม่อาจทราบหรือได้รับการยินยอมจากบุคคลนั้นๆ ว่ามีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้น และไม่มีประโยชน์ต่อบุคคลนั้นๆ แต่อย่างใด

ส่วนเทคโนโลยีการตรวจสอบยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าถูกใช้เพื่อสร้างความความปลอดภัยทางออนไลน์และเพื่อป้องกันบุคคลจากการถูกโจรกรรมตัวตน การตรวจสอบยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าทำโดยบุคคลนั้นรับรู้ ยินยอม และเป็นไปเพื่อประโยชน์โดยตรงแก่คนผู้นั้นเอง เช่น การเข้าถึงบัญชีหรือบริการที่ปลอดภัย ตรวจสอบว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของบัญชีที่ถูกต้องตามกฎหมายเมื่อเชื่อมต่อกับข้อมูลหนังสือเดินทางหรือใบขับขี่พร้อมรูปถ่าย

สำหรับโครงการ GovTech ใครเป็นผู้รับผิดชอบหรือควบคุมฐานข้อมูลประจำตัวบุคคลดิจิทัล (iProov หรือ GovTech)?

รัฐบาลสิงคโปร์เป็นผู้รับผิดชอบและกำหนดว่าเราจะทำอะไรกับข้อมูลไบโอเมตริกซ์ที่เราถืออยู่ได้บ้าง ฐานข้อมูลประจำตัวบุคคลดิจิทัลคือแพลตฟอร์มข้อมูลประจำตัวดิจิทัลแห่งชาติของรัฐบาลสิงคโปร์ (National Digital Identity) ส่วนข้อมูลไบโอเมตริกซ์ถูกจัดเก็บและประมวลผลแยกจากกัน ซึ่งช่วยเพิ่มการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น

เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้เปิดตัว ePassport รุ่นใหม่ที่มีคุณสมบัติไบโอเมตริกซ์ (IRIS) เทคโนโลยี Genuine Presence Assurance ของ iProov สามารถตรวจสอบความถูกต้องเพื่อยืนยันตัวผู้ถือหนังสือเดินทางได้หรือไม่?

หากถูกนำไปใช้ในการระบุตัวตนที่ไม่มีระบบป้องกันดูแลที่ดีพอ การยืนยันตัวบุคคลด้วยม่านตาเป็นเรื่องง่ายมากที่จะปลอมแปลง ในกรณีหนังสือเดินทางทั้งหมดนั้น จะมีการรวมเอาการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าอยู่แล้ว และเทคโนโลยี Genuine Presence Assurance ของ iProov ช่วยป้องกันการปลอมแปลงใบหน้าได้แน่นอน ดังนั้น การผสานรวมของ e-passport และการตรวจสอบความถูกต้องแบบไบโอเมตริกซ์ของ iProov จึงเป็นวิธีที่เชื่อถือได้อย่างยิ่งในการตรวจสอบตัวตนของผู้ถือหนังสือเดินทาง และวิธีการนี้มีการใช้งานในรัฐบาลสหราชอาณาจักร ธนาคารหลายแห่ง และองค์กรด้านข้อมูลประจำตัวบุคคลดิจิทัลของยุโรป

ปัจจุบันเราได้เห็นหลายกรณีเกี่ยวกับการหลอกลวงปลอมแปลงในรูปแบบ deepfake และการฉ้อโกงแบบล้ำลึก iProov มีคำแนะนำในการตอบโต้และปกป้องรัฐบาล / องค์กร / สินทรัพย์ของบุคคล อย่างไรบ้าง?

Deepfakes นั้นหยุดได้ยากมาก เว้นแต่คุณจะสามารถควบคุมกระบวนการต้นทางในการจับภาพวิดีโอได้ เมื่อการโจมตีแบบ deepfake พัฒนามากขึ้น คุณต้องใช้ทั้งระบบและบุคลากรในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบและ response ได้อย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีของ iProov ช่วยยืนยันได้ว่าบุคคลที่กำลังทำธุรกรรมในขณะนั้นคือบุคคลจริง เมื่อบุคคลนั้นแสดงตัวเพื่อยืนยันตัวตนทางออนไลน์ ซึ่งทำให้เรามั่นใจและพูดได้เต็มปากว่า “ใช่ นั่นคือจิม สมิธ และเขามาแสดงตัวผ่านทางโทรศัพท์ตอนเวลา 10.00 น. เมื่อเช้านี้เมื่อเขาโอนเงิน 5,000 ดอลลาร์ จากบัญชีธนาคารของเขา และเราสามารถบอกได้เลยว่ามันไม่ใช่ deepfake ที่ดูเหมือนจิม”

แอนดรูว์ บัด กล่าวทิ้งท้ายว่า “บริการของเราช่วยให้พลเมืองสิงคโปร์สามารถใช้ชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์อย่างวางใจได้ ด้วยระบบที่พิสูจน์ยืนยันตัวตนด้วยตัวเอง คนสิงคโปร์จะได้มั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูล ปกป้องความเป็นส่วนตัว และเพิ่มซีเคียวริตี้บนอินเตอร์เน็ตมากขึ้น”

“นี่คือจุดเปลี่ยนของระบบการตรวจสอบใบหน้า เทคโนโลยีนี้ก้าวหน้าไปมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจนสามารถมอบความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ในระดับสูงสุด สำหรับการรับรองความถูกต้องของโครงการ national digital identity นับเป็นวาระพิเศษที่ได้ทำงานในโครงการที่มีความคิดก้าวหน้านี้ร่วมกับนักบุกเบิกตัวจริงในโครงงานอัตลักษณ์ดิจิทัลระดับชาติ ทั่วโลกจะได้มีโอกาสศึกษานวัตกรรมนี้และได้ข้อสรุปจากความสำเร็จของโครงการนี้”

ปัจจุบัน iProov มีงานร่วมกับโครงการอื่นๆ ในภูมิภาค SEA และ ASEAN แต่ยังไม่สามารถเอ่ยนามได้ เรามีพนักงานและศูนย์กลางฝ่ายเทคนิคตั้งอยู่ในสิงคโปร์ เราตั้งใจที่จะขยายธุรกิจเพื่อเจาะตลาดและเติบโตทั้งงานขายและงานสนับสนุนสำหรับประเทศในแถบ SEA ไม่ว่าจะเป็นการขายโดยตรงหรือผ่านพันธมิตรของเรา แน่นอนว่าเรามองตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นตลาดที่มีความสำคัญมาก

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ก.แรงงาน ร่วมมือ ETDA ปั้นไกด์คุณภาพ รับยุคดิจิทัล
บทความถัดไปตร.แจง รถน้ำควบคุมฝูงชน-สารเคมี ‘ไม่มีสารอันตราย’ แค่ยับยั้งไม่ให้ก่อเหตุรุนแรง