รูรั่วชั้นโอโซน ‘เล็กลง’ เล็กที่สุดรอบเกือบ30ปี

(ภาพ-NASA and NOAA)

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์โลก ของศูนย์การบินอวกาศกอดดาร์ด หน่วยงานในสังกัดองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ของสหรัฐอเมริกา ในเมืองกรีนเบลท์ รัฐแมรีแลนด์ สหรัฐอเมริกา เผยแพร่ผลการตรวจสอบรูรั่วของชั้นโอโซนในบรรยากาศบริเวณขั้วโลกใต้ ในปี 2017 ระบุว่า ขนาดของรูรั่วในชั้นโอโซนมีขนาดเล็กลง จนเหลือขนาดเล็กที่สุดนับตั้งแต่ปี 1988 หรือเกือบ 3 ทศวรรษ

ชั้นโอโซนเป็นชั้นก๊าซสำคัญในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ ที่ครอบคลุมอยู่ทั่วโลก แม้ก๊าซโอโซนในระดับพื้นดินจะถือเป็นก๊าซอันตราย แต่ชั้นก๊าซโอโซนในบรรยากาศกลับมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก เนื่องจากทำหน้าที่เป็นเสมือนเกราะป้องกันรังสี อัลตราไวโอเลต ด้วยการสะท้อนรังสีดังกล่าวกลับออกไปสู่อวกาศ ไม่ให้ตกกระทบและก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลก

ในปี 1985 นักวิทยาศาสตร์ค้นพบรูรั่วในชั้นโอโซนเป็นครั้งแรก และพบในเวลาต่อมาว่ามันเกิดขึ้นจาก “คลอรีน” และ “โบรมีน” ที่มนุษย์ผลิตขึ้นและใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของสารทำความเย็น คลอโรฟลูโอโรคาร์บอน (ซีเอฟซี) ซึ่งเคยใช้กันทั่วโลกในตู้เย็นและเครื่องทำความเย็น จนกระทั่งถึงปี 1987 ในการประชุมที่มอนทรีออล สมาชิกสหประชาชาติบรรลุความตกลงในพิธีสารมอนทรีออล ให้ค่อยๆ ลดจนถึงเลิกการใช้สารซีเอฟซี โดยนักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะส่งผลให้รูรั่วในชั้นโอโซนดังกล่าวค่อยๆ เล็กลง จนกลับคืนสู่ขนาดในทศวรรษ 1980 ได้ภายในปี 2070 นี้

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากสภาพธรรมชาติทำให้การเยียวยารูรั่วดังกล่าวนี้แตกต่างกันออกไปในแต่ละปี เช่น ในปีนี้ พอล นิวแมน หัวหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญระบุว่า รูรั่วชั้นโอโซนอ่อนแอมากผิดปกติ ซึ่งเป็นไปตามที่ทีมเคยคาดการณ์ไว้ เนื่องจากเงื่อนไขของสภาวะอากาศในชั้นสตราโตสเฟียร์เหนือทวีปแอนตาร์กติกา

Advertisement

รูรั่วในชั้นโอโซนเกิดขึ้นเมื่อสารซีเอฟซีที่ระเหยเป็นก๊าซลอยขึ้นสู่บรรยากาศชั้นบนก็จะแตกตัวออก คลอรีนที่เป็นอิสระจากการแตกตัวดังกล่าวจะทำปฏิกิริยากับโมเลกุลของโอโซนทำให้เกิดออกซิเจนและคลอรีนมอนน็อกไซด์ กระบวนการทำนองคล้ายกันเกิดขึ้นกับโบรมีนที่แตกตัวออกมา เมฆในชั้นสตราโตสเฟียร์บริเวณขั้วโลกซึ่งเกิดขึ้นจากอุณหภูมิระดับเยือกแข็งช่วยให้การเกิดปฏิกิริยาเคมีดังกล่าวเกิดเร็วและรุนแรงขึ้น โดยการทำหน้าที่เป็นพื้นผิวรองรับการเกิดปฏิกิริยาเคมีดังกล่าว ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมในหน้าหนาวของซีกโลกใต้ สภาวะของรูรั่วในชั้นโอโซนจึงแย่ลง

ในทางกลับกัน อุณหภูมิที่สูงขึ้นของบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ จะทำให้ชั้นโอโซนมีเสถียรภาพมากขึ้น ทำให้รูรั่วมีขนาดเล็กลงเมื่อเทียบกันปีต่อปี โดยในปี 2017 ทีมของนาซาวัดขนาดใหญ่ที่สุดของรูรั่วได้ที่ 19.6 ล้านตารางกิโลเมตร เล็กลงจากปี 2016 ซึ่งอยู่ที่ 22.2 ล้านตารางกิโลเมตร และยังมีขนาดเล็กกว่าขนาดเฉลี่ยนับตั้งแต่ปี 1991 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 25.8 ล้านตารางกิโลเมตรอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ทีมของนาซาระบุว่า นั่นยังไม่ใช่ข่าวดีนัก เพราะไม่ได้แสดงว่ารูรั่วเยียวยาตัวเองได้เร็วมากขึ้นแต่อย่างใด แต่เกิดจากผลข้างเคียงของ กระแสอากาศหมุนวนแอนตาร์กติก หรือแอนตาร์กติกวอร์เท็กซ์ ที่เป็นกระแสความกดอากาศต่ำที่วนตามเข็มนาฬิกาอยู่เหนือทวีปแอนตาร์ติก ทำให้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาภูมิอากาศบริเวณนี้อุ่นและแปรปรวนมากขึ้น ไม่เอื้อต่อการเกิดเมฆขั้วโลกในชั้นสตราโตสเฟียร์ ซึ่งส่งผลให้รูรั่วเล็กลงต่อเนื่อง 2 ปีติดกันนั่นเอง

Advertisement

นอกจากนั้น ความหนาแน่นของชั้นโอโซนบริเวณขั้วโลกใต้ก็ยังไม่มีความหนาแน่นสูงใกล้เคียงกับระดับความหนาแน่นก่อนที่จะเกิดรูรั่วในชั้นโอโซนในทศวรรษ 1960 อีกด้วย โดยเมื่อวัดด้วยอุปกรณ์วัดที่เรียกว่า “ด็อบสัน สเปคโตรโฟโตมิเตอร์” เมื่อวันที่ 25 กันยายนแล้วได้ค่าความหนาแน่นเพียง 136 หน่วยด็อบสัน ซึ่งถึงแม้จะเป็นระดับความหนาแน่นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1988 แต่ก็ยังต่ำกว่าระดับเมื่อครั้งที่ไม่มีรูรั่วอยู่มาก

ในช่วงทศวรรษ 1960 ที่ยังไม่มีรูรั่วนั้น ความหนาแน่นของชั้นโอโซนเหนือแอนตาร์กติกา วัดได้สูงมาก ระหว่าง 250-350 หน่วยด็อบสันทีเดียว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image